สถานการณ์ภัยพิบัติบริเวณชายแดน เนปาล-ทิเบต ยังคงน่าเป็นห่วง หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 360 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายมากกว่า 1,000 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางคำเตือนว่าอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยกระแสน้ำ โคลน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรงในพื้นที่ชายแดนเนปาล-ทิเบต จนมีลักษณะคล้ายคลื่นสึนามิ ส่งผลให้บ้านเรือนจำนวนมากถูกน้ำและโคลนกลืน ขณะที่ยานพาหนะหลายคันถูกกระแสน้ำพัดไป
ข้อมูลอัปเดตจาก คณะกรรมการการท่องเที่ยวเนปาล (Nepal Tourism Board) เมื่อเวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ระบุว่า มีผู้สูญหายจำนวน 644 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวสิงคโปร์ 9 คน ขณะที่รายงานสถานการณ์โดยรวมระบุว่า จำนวนผู้สูญหายอาจมากกว่า 1,000 คน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลและติดตามผู้ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ขณะนี้ทีมกู้ภัยหลายหน่วยงานกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหายและช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่ประสบภัย โดยภารกิจเป็นไปอย่างเร่งด่วน เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภัยซ้ำ
ด้านสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (US Geological Survey) ระบุว่า การพังถล่มของธารน้ำแข็ง เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกระแสน้ำ โคลน และเศษซากไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันพุธ
ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า บริเวณต้นน้ำยังมีสิ่งกีดขวางที่อาจกักเก็บน้ำเอาไว้ หากโครงสร้างดังกล่าวพังทลายหรือเกิดการปลดปล่อยน้ำอย่างฉับพลัน อาจทำให้เกิด น้ำท่วมระลอกสอง และสร้างความเสียหายเพิ่มเติมในพื้นที่ปลายน้ำ
ทางการเนปาลยังคงระดมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมติดตามสถานการณ์บริเวณแม่น้ำและพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม เพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติมจากภัยพิบัติครั้งนี้
27 สิงหาคม 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ "ดร.นิว" นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า สมเด็จพระราชินีสุทิดากับการทรงฝึกบิน Gripen
ไม่ใช่แค่พระสิริโฉมและพระราชจริยวัตรงดงาม หากแต่ทรงพระปรีชาสามารถ ขณะที่ทั่วโลกจับตาการทรงฝึกบิน Gripen ของสมเด็จพระราชินีด้วยสายตาอันชื่นชม กลับมีพวกล้มเจ้าหนีคดีออกมาบิดเบือนด้อยค่า กล่าวหาว่าเอาภาษีของราษฎรไปเรียนขับเครื่องบินเล่น เรียนไปให้เปลืองเงินอย่างนั้นเอง ซึ่งนับว่าเป็นการบิดเบือนให้ร้ายที่ไร้สติปัญญา ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
ประการแรก การขับเครื่องบินขับไล่โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่ทันสมัยมากๆ ในปัจจุบัน เช่น JAS-39 หรือ Gripen ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ต้องพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องเผชิญแรง G มากกว่าปกติหลายเท่า ทุกเสี้ยววินาทีคือชีวิตจริงๆ ดังนั้น พวกล้มเจ้าหนีคดีที่เกิดมาหาความดีไม่ได้ ประทังชีวิตด้วยการโพสต์ด่าเจ้าแลกเศษเงินไปวันๆ อย่าพูดดีกว่า
ประการที่สอง สมเด็จพระราชินีทรงเป็นบุคลากรสำคัญของชาติ พระองค์ทรงเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นพลเอกสามเหล่าทัพ เป็นพระบรมราชินีคู่พระบารมีจอมทัพไทย ดังนั้น การที่พระองค์จะทรงฝึกบินก็เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ต่อไปอาจจะทรงเป็นครูการบินให้กับกองทัพอากาศเฉกเช่นพระสวามีก็เป็นได้
ประการที่สาม สมเด็จพระราชินีทรงเป็นมิ่งขวัญและศูนย์รวมจิตใจของคนไทย นอกจากพระราชกรณียกิจนานัปการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของอาณาราษฎร การที่พระองค์ทรงฝึกบิน Gripen ถือเป็นพระราชกรณียกิจร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพสกนิกรในการปกป้องพระราชอาณาจักร แต่ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำดีแค่ไหน พวกล้มเจ้าหนีคดีก็มีแต่บิดเบือนให้ร้ายด้อยค่าอย่างเดียวเท่านั้น
ประการที่สี่ สมเด็จพระราชินีทรงเป็นแรงบันดาลใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ ในการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อีกทั้งยังทรงเป็นตัวแทนของผู้หญิงไทย ที่ได้ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าสตรีไทยมีความสามารถอันโดดเด่น วันนี้พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่ม เชื่อว่าต่อไป จะต้องมีนักบินรบหญิงที่สามารถขับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงตามรอยพระองค์อย่างแน่นอน
สุดท้าย การที่เราลงทุนซื้อเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง Gripen จะไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าเราไม่มีบุคลากรที่สามารถขับเครื่องบินได้ จึงมีความจำเป็นอยู่แล้วในการที่จะต้องลงทุนในด้านบุคลากรด้วย และสมเด็จพระราชินีก็ทรงเป็นบุคลากรที่สำคัญของชาติ ผมเชื่อมั่นว่าการทรงฝึกบิน Gripen นอกจากเป็นมิ่งขวัญและแรงบันดาลใจแล้ว เราอาจได้เห็นพระองค์ทรงเป็นครูการบินในอนาคตด้วย
ชาวต่างชาติทำผิดกฎหมาย คืนความสงบสุขและปลอดภัยให้สังคม
27 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569" ซึ่งลงนามประกาศโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569
โดยระเบียบดังกล่าวถูกประกาศใช้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเนรเทศเป็นไปโดยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
การออกระเบียบฉบับนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความปลอดภัยในสังคม เนื่องจากพบว่ามีคนต่างด้าวทั้งที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยระเบียบได้ให้อำนาจปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในการรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อออกคำสั่งเนรเทศคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย รวมถึงผู้ที่ใช้หรือสนับสนุนพฤติกรรมดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักร
สำหรับคนต่างด้าวที่กระทำความผิดจนได้รับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดและได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเนรเทศได้ทันที
โดยความผิดที่เข้าข่ายตามระเบียบนี้
เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายคนเข้าเมือง , ทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว,ประกอบธุรกิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว , ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม , กระทำความผิดกฎหมายที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป และเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในความผิดตามข้อ 1 - 5
กระบวนการประสานงานราชทัณฑ์ ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งข้อมูลรายชื่อ สัญชาติ และสำนวนคดีของต่างด้าวกลุ่มดังกล่าว ส่งต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย "ก่อนปล่อยตัวจากเรือนจำไม่น้อยกว่า 15 วัน" เพื่อให้พิจารณาออกคำสั่งเนรเทศโดยไม่ชักช้า ซึ่งคำสั่งนี้สามารถกำหนดเวลา "ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร" พ่วงไปด้วยได้ ส่วนกรณีที่ศาลสั่งรอการลงโทษหรือสั่งปรับ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งข้อมูลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยโดยด่วนเพื่อดำเนินการทันที
หลักสิทธิมนุษยชนและการส่งกลับ การออกคำสั่งเนรเทศต้องคำนึงถึงกฎหมาย มติ ครม.และพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเจ้าพนักงานจะส่งตัวกลับไปยังประเทศสัญชาติเดิม หรือหากไม่มีสัญชาติแน่นอน จะส่งกลับไปยังประเทศที่ผู้นั้นแจ้งว่าอยู่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าไทย
ข้อยกเว้นกรณีอันตรายและการลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม: หากมีประเทศอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศร้องขอผ่านวิธีทางการทูตภายใน 7 วัน นับจากวันสั่งเนรเทศ เพื่อขอรับตัวต่างด้าวผู้นั้นไปยังประเทศของตนหรือประเทศที่สาม โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย (เสี่ยงต่อการถูกทรมาน ถูกกระทำโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี หรืออุ้มหาย) และประเทศผู้ร้องขอยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยที่ผู้ถูกเนรเทศยินยอมเป็นหนังสือ ก็สามารถส่งตัวไปได้
กรอบเวลาดำเนินการ: การเนรเทศตามคำร้องขอของต่างประเทศต้องเสร็จสิ้นใน 30 วัน โดยรัฐมนตรีขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน หากเกินกำหนดแล้วยังส่งไปประเทศที่ร้องขอไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่งกลับประเทศต้นทาง/สัญชาติเดิมตามขั้นตอนปกติทันที
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเนรเทศ กำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง และหากเกิดปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ และให้ยึดตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเด็ดขาด
ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ระหว่างการประชุมประธานรัฐสภาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 หรือ ISC-2 ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 โดยกล่าวหาว่าไทยนำประเด็นปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์มาใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีกัมพูชาและเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของดินแดนกัมพูชา
ฮุน เซน กล่าวว่า รูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสู้รบโดยตรง แต่ยังเกิดขึ้นภายใต้ข้ออ้างในประเด็นต่าง ๆ พร้อมเตือนว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำลายระเบียบโลกที่ยึดหลักกติกา เพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของบางฝ่าย
ในการกล่าวสุนทรพจน์ ฮุน เซนระบุว่า หนึ่งในรูปแบบของสงครามสมัยใหม่คือการใช้อำนาจทางกฎหมายนอกเขตแดนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามพรมแดน เช่น แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และนำประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างในการเข้ายึดครองดินแดนของประเทศอื่น
ฮุน เซน อ้างว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยกล่าวว่า ดินแดนของกัมพูชาถูกยึดครองภายใต้ข้อกล่าวหาว่าพื้นที่บางส่วนเชื่อมโยงกับปฏิบัติการแก๊งหลอกลวงออนไลน์
นอกจากนี้ เขายังกล่าวอ้างว่าไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าหมายถึงข้อตกลงฉบับใด พร้อมเปรียบเปรยว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่บนกระดาษ
ขณะเดียวกัน ฮุน เซน ยังยกตัวอย่างความขัดแย้งรูปแบบอื่นที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทั้ง สงครามการค้า ซึ่งใช้มาตรการด้านศุลกากรและการคว่ำบาตร รวมถึง สงครามเทคโนโลยี ที่มีการแข่งขันเพื่อควบคุมเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
เขายังกล่าวถึงการแข่งขันเพื่อครอบครองและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังงานและแร่หายาก ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มการแข่งขันระหว่างประเทศ และทำให้ประเทศที่มีความเปราะบางต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงมากขึ้น
ฮุน เซน ยังแสดงความกังวลต่อการที่ประเทศมหาอำนาจบางประเทศถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยใช้อ้างสิทธิในการป้องกันตนเองและเปิดฉากโจมตีล่วงหน้า พร้อมเตือนว่าการดำเนินการลักษณะนี้อาจทำลายแนวคิดเรื่องความมั่นคงร่วมกัน
เขากล่าวว่า ความเสี่ยงดังกล่าวอาจนำไปสู่ การแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ทั่วโลก เพราะประเทศที่มีความเปราะบางอาจมองว่าสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะปกป้องตนเองจากการรุกราน และอาจส่งผลกระทบต่อกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธ
นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังกล่าวว่ากัมพูชาตกเป็นเป้าหมายของแรงกดดันและการโจมตีภายใต้ประเด็นต่าง ๆ เช่น สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และอาชญากรรมข้ามพรมแดนอย่างแก๊งหลอกลวงออนไลน์
27 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ทีมกู้ภัยเร่งเดินทางออกไปยังด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองซีจ้าง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หลังจากเหตุโคลนถล่มในเนปาล เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (26 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และผู้สูญหาย 558 ราย บริเวณด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล เมื่อนับถึง 08.00 น. ของวันพฤหัสบดี (27 ส.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง
ซีจ้างได้ดำเนินมาตรการฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในระดับสูงสุด โดยหน่วยจัดการเหตุฉุกเฉินส่วนภูมิภาคจัดส่งเจ้าหน้าที่ 792 นาย และยานพาหนะ 152 คัน ขณะหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยส่วนภูมิภาคจัดส่งยานพาหนะ 72 คัน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย 431 นาย พร้อมสุนัขกู้ภัย เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ และเรือเร็ว
ทั้งนี้ หน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ได้แก่ เสื้อคลุมผ้าฝ้าย 8,000 ตัว เต็นท์ 2,000 หลัง ผ้าห่ม 3,000 ผืน และเสื่อกันความชื้น 5,000 ผืน ไปยังพื้นที่ประสบภัยโคลนถล่ม ซึ่งตัดขาดเส้นทางสัญจรไปยังด่านจี๋หลง รวมถึงระบบสื่อสารและจ่ายไฟฟ้า โดยปัจจุบันทีมเจ้าหน้าที่ซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้าชุดแรกเดินทางถึงพื้นที่ประสบภัยแล้ว
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของจีนดำเนินมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินจากภัยพิบัติทางธรณีวิทยา ระดับ 2 ซึ่งสูงสุดระดับสองจากทั้งหมดสี่ระดับ และจัดส่งคณะทำงานลงพื้นที่ประสบภัยเพื่อชี้แนะการกู้ภัยและป้องกันภัยพิบัติซ้ำซ้อน
คณะกรรมการเพื่อการป้องกัน ลดทอน และบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติจีน ร่วมกับกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์จากส่วนกลาง 30,000 รายการ ซึ่งประกอบด้วยเต็นท์ เตา เครื่องนุ่งห่ม ผ้าห่ม เตียงพับ และเสื่อกันความชื้น เพื่อสนับสนุนการอพยพ จัดที่พักพิง และบรรเทาทุกข์
กระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนจัดสรรงบประมาณบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติส่วนกลาง จำนวน 120 ล้านหยวน (ราว 585 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนซีจ้างดำเนินการกู้ภัยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติ
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนจัดสรรงบประมาณส่วนกลาง จำนวน 100 ล้านหยวน (ราว 488 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูฉุกเฉินและการก่อสร้างในช่วงหลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติ
ไชน่า อันเหนิง รัฐวิสาหกิจด้านวิศวกรรมและกู้ภัย จัดส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยชุดแรก 200 นาย พร้อมโดรนอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์ 3 มิติ และเครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ
อย่างไรก็ดี หอสังเกตการณ์อุตุนิยมวิทยาส่วนภูมิภาคคาดการณ์ว่าอำเภอจี๋หลงจะยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องจนถึงวันอาทิตย์ (30 ส.ค.) ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเสี่ยงเผชิญน้ำท่วม ดินถล่ม และภัยพิบัติซ้ำซ้อนอื่นๆ
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012