เมื่อการเมืองแบ่งขั้วบดบังยุทธศาสตร์: วิกฤตอิหร่านกับความเสี่ยงของอเมริกา!

ในทางทฤษฎี นโยบายต่างประเทศของสหรัฐควรถูกกำหนดจาก ผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่จากความชอบหรือความเกลียดชังต่อผู้นำในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงของการเมืองอเมริกันยุคปัจจุบัน หลักการดังกล่าวกำลังถูกกัดกร่อนอย่างชัดเจน

ประเด็นอิหร่านเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด

ประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนตั้งแต่ยุคของ Bill Clinton เป็นต้นมา ไม่ว่าจะมาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครต ต่างประกาศตรงกันว่า อิหร่านไม่ควรถูกปล่อยให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ความจริงก็คือ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีรัฐบาลใดสามารถหยุดยั้งโครงการดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด

ในทำนองเดียวกัน ตั้งแต่สมัยของ Ronald Reagan ผู้นำสหรัฐทุกคนต่างประณามบทบาทของอิหร่านในการสนับสนุนการก่อการร้ายต่อพลเมืองและพันธมิตรของอเมริกา แต่การประณามเพียงอย่างเดียวไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ปัญหาอิหร่านถูกส่งต่อจากรัฐบาลหนึ่งไปสู่อีกรัฐบาลหนึ่ง พร้อมกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น

ในช่วงวันที่ 13–24 มิถุนายน 2025 ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า The Twelve-Day War ภายใต้ปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer ประธานาธิบดี Donald Trump ตัดสินใจดำเนินปฏิบัติการทางทหารในขอบเขตจำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อชะลอและขัดขวางความก้าวหน้าของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกยอมรับ

ขณะเดียวกัน สหรัฐยังเปิดช่องทางการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการทูต แต่รัฐบาลเตหะรานไม่ได้แสดงท่าทีจริงจังที่จะยุติโครงการดังกล่าว

ต่อมาในช่วงเช้ามืดของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายใต้ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ซึ่งดำเนินการร่วมกับกองทัพอิสราเอล มีรายงานว่าการโจมตีครั้งนั้นทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ali Khamenei เสียชีวิต พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงและทหารอีกกว่า 60 คน ความตึงเครียดจึงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ว่า การตัดสินใจของทรัมป์ถูกหรือผิด ดังวลีภาษาอังกฤษที่ว่า

“Damn if you do and damn if you don’t.”

แต่คือคำถามว่า หากเขาไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์ในอนาคตจะยิ่งอันตรายกว่านี้หรือไม่

ในโลกที่เทคโนโลยีขีปนาวุธพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีปนาวุธที่วันนี้ใช้โจมตีประเทศเพื่อนบ้านในตะวันออกกลาง วันหนึ่งอาจมีพิสัยไกลพอจะไปถึงเบอร์ลิน ลอนดอน หรือแม้แต่นิวยอร์ก วอชิงตัน และชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอย่างแคลิฟอร์เนีย

และหากวันนั้นมาถึง หัวรบที่ติดตั้งอยู่ปลายจรวดอาจไม่ใช่เพียงอาวุธธรรมดา แต่อาจเป็น หัวรบนิวเคลียร์ (Nuclear Bomb) หรืออย่างน้อย “ระเบิดสกปรก” (Dirty Bomb)

ระเบิดสกปรก หรือ อุปกรณ์กระจายกัมมันตรังสี (Radiological Dispersal Device) เป็นอาวุธที่ใช้วัตถุระเบิดธรรมดาในการกระจายสารกัมมันตรังสีออกสู่พื้นที่โดยรอบ เป้าหมายหลักคือการสร้างการปนเปื้อนในพื้นที่จำกัด และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม มากกว่าการทำลายล้างขนาดใหญ่

ในทางตรงกันข้าม ระเบิดนิวเคลียร์ ทำงานด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ที่รุนแรง ก่อให้เกิดการระเบิดขนาดมหึมา พร้อมการแพร่กระจายของกัมมันตรังสีในวงกว้าง หรือที่เรียกว่า fallout ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

แน่นอน ไม่มีใครต้องการสงคราม โดยเฉพาะผู้นำประเทศ เพราะสงครามหมายถึงชีวิตผู้คนที่สูญเสีย ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ไป และแรงต่อต้านจากสังคม

แต่กระแสต่อต้านปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ในสหรัฐ ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งอยู่บนการถกเถียงเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง

คำถามที่แทบไม่มีใครตอบคือ

ถ้าไม่ใช้กำลัง แล้วทางเลือกคืออะไร

จะมีใครกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ว่า ทางเลือกคือการปล่อยให้รัฐบาลที่ประกาศคำขวัญ “Death to America” หรือ “Marg bar Amrika” — “ความตายจงมีแด่อเมริกา”

และสนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายทั่วภูมิภาค ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์พร้อมระบบส่งมอบ

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐได้ทดลองแทบทุกเครื่องมือทางการทูต ตั้งแต่การเจรจา การกดดันทางการเมือง มาตรการคว่ำบาตร ไปจนถึงข้อตกลงระหว่างประเทศ

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังจำกัด

ความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ บางครั้งเครื่องมือทางการทูตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจของทรัมป์สร้างความไม่พอใจในหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มที่ต้องการให้สหรัฐลดบทบาทในความขัดแย้งระหว่างประเทศ และกลุ่มที่ยึดแนวคิดสันติวิธีอย่างเคร่งครัด

แต่ในโลกยุคใหม่ ภัยคุกคามไม่ได้ถูกจำกัดด้วยภูมิศาสตร์อีกต่อไป

ขีปนาวุธเพียงลูกเดียว หรืออาวุธเพียงชิ้นเดียวที่ทะลุระบบป้องกัน หรือถูกลักลอบนำเข้าประเทศ ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อมหานครทั้งเมืองได้

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การต่อต้านนโยบายบางอย่างไม่ได้เกิดจากการประเมินสถานการณ์อย่างเป็นกลาง แต่เกิดจาก ความไม่ชอบตัวประธานาธิบดีเป็นหลัก

ในอดีต สหรัฐเคยมีหลักคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลังว่า

“การเมืองภายในควรหยุดอยู่ที่ผลประโยชน์ของชาติ”

แม้หลักการนี้จะไม่เคยสมบูรณ์แบบ แต่ในอดีต พรรคการเมืองต่าง ๆ มักถกเถียงกันในประเด็นนโยบาย ไม่ใช่ต่อต้านเพียงเพราะไม่ชอบตัวผู้นำ

รีพับลิกันจำนวนไม่น้อยเคยสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของ Bill Clinton และการเพิ่มกำลังทหารในอัฟกานิสถานของ Barack Obama

ในขณะที่เดโมแครตก็เคยสนับสนุนการตัดสินใจของ George W. Bush ในอัฟกานิสถาน และอย่างน้อยในช่วงแรกของสงครามอิรัก

แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงตระหนักว่า ความสำเร็จของผู้นำประเทศคือผลประโยชน์ของประเทศ

ประวัติศาสตร์ยังให้บทเรียนที่สำคัญ

เมื่อเกาหลีเหนือบุกเกาหลีใต้ในปี 1950 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ตัดสินใจใช้กำลังทหารตอบโต้ แม้การตัดสินใจนั้นจะไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในเวลานั้น แต่สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคยังคงสนับสนุนเขาในช่วงวิกฤต

การป้องกันเกาหลีใต้ในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือสองพรรคที่ยาวนานหลายทศวรรษ เพื่อสกัดการขยายตัวของคอมมิวนิสต์

คำถามที่น่าคิดคือ หากเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในบรรยากาศการเมืองที่แตกแยกอย่างรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน ผลลัพธ์จะยังเหมือนเดิมหรือไม่

แน่นอน ความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง และ Donald Trump เองก็มีส่วนทำให้บรรยากาศทางการเมืองตึงเครียดขึ้น

แต่ในประเด็นด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ คำถามที่สำคัญไม่ควรเป็นว่า ใครเป็นคนตัดสินใจ

แต่ควรเป็นว่า การตัดสินใจนั้นปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่

สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในหลายเรื่อง การสนับสนุนนโยบายบางอย่างจึงไม่ใช่การสนับสนุนตัวบุคคล หากแต่เป็นการยอมรับความจริงของภัยคุกคาม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของประเทศมีความสำคัญเกินกว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของการแข่งขันทางการเมือง

หากวันหนึ่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตกลับมาบริหารประเทศ ฝ่ายตรงข้ามก็คงหวังว่าการตัดสินใจด้านความมั่นคงจะถูกประเมินจากเหตุผล ไม่ใช่จากความเป็นศัตรูทางการเมือง

การมีจุดยืนร่วมกันในบางประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องของการสนับสนุนตัวบุคคล

แต่เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ของประเทศ และอนาคตของคนรุ่นต่อไป

“Doing the right thing for the wrong reason is still the right thing to do.”

โชคดีครับ คิด ฉัตรประภาชัย