กลับเมืองไทยครั้งนี้...สิ่งที่เห็นทำให้ทั้งสุขใจ และความจริงที่น่าเป็นห่วง

ครั้งนี้ผมมีโอกาสกลับมาเยือนประเทศไทยเกือบหนึ่งเดือน ได้เดินทางท่องเที่ยวหลายจังหวัด แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร

ทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทย ผมมักตั้งใจติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์หลายช่อง เพื่อดูว่าประเทศของเรามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่สิ่งที่ได้รับกลับทำให้รู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย เพราะข่าวส่วนใหญ่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ความรุนแรง อุบัติเหตุ และโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ หลายเหตุการณ์เป็นเรื่องที่ "ป้องกันได้" หากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ตัวอย่างเช่น เหตุเพลิงไหม้หรืออุบัติเหตุในสถานบันเทิงที่คร่าชีวิตผู้คนครั้งแล้วครั้งเล่า หลายแห่งเปิดดำเนินการไม่ตรงตามประเภท หรือไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย แต่กลับยังเปิดให้บริการได้ คำถามคือ หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ที่ไหน มีการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือปล่อยปละละเลยจนเกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำอีก

เศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง

อีกเรื่องที่ผมสังเกตได้ชัด คือภาวะเศรษฐกิจที่ดูซบเซากว่าทุกครั้งที่เคยกลับมา

ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด คือการเปิดลงทะเบียน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" หรือที่ประชาชนเรียกกันติดปากว่า "บัตรคนจน"

มีประชาชนลงทะเบียนเกือบ 19 ล้านคน เพียงเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาท

แต่เมื่อรัฐบาลปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ทำให้ผู้มีสิทธิ์เหลือเพียงประมาณ 9 ล้านคน เท่านั้น ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากผิดหวัง หลายคนเดินทางมาต่อคิวตั้งแต่เช้ามืด บางรายถึงกับเป็นลมเพราะความเหนื่อยล้า

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญความลำบากอย่างแท้จริง

ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ แต่ในช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากยังดิ้นรนกับค่าครองชีพ บางครั้งการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณก็ควรถูกตั้งคำถาม

หลายโครงการใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังต้องรอเงินช่วยเหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาทเพื่อประทังชีวิต

คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ประเทศมีเงินหรือไม่"

แต่คือ "เงินถูกนำไปใช้กับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดหรือเปล่า"

เปลี่ยนบรรยากาศ...ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เชียงใหม่

เอาล่ะครับ...พูดเรื่องหนัก ๆ มาพอสมควร ขอพาทุกท่านไปพักใจในสถานที่ที่ทำให้ผมประทับใจมาก

ครั้งนี้ผมมีโอกาสเดินทางไปยัง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ตามคำแนะนำของคุณเจสสิกา เจ้าของร้านอาหาร "เครื่องเทศ" ในไทยทาวน์ ลอสแอนเจลิส ซึ่งน้องสาวของเธอเป็นผู้ดูแลรีสอร์ตแห่งนี้ มีคุณพ่อเป็นโค้ชอีกต่างหาก

สถานที่แห่งนี้ชื่อว่า ภูอันนา อีโค่ เฮาส์ (Phuanna Eco House) อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 90 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมง

ทันทีที่มาถึง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ "ความสงบ" ไม่มีเสียงรถติด ไม่มีตึกสูง ไม่มีความวุ่นวาย มีเพียงเสียงลม เสียงนก และธรรมชาติที่โอบล้อมอยู่รอบตัวแบบ 360 องศา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยากหลบหนีความวุ่นวาย มาชาร์จพลังชีวิตให้กับตัวเอง

วิวหลักล้าน...ที่เงินก็ซื้อไม่ได้

จุดเด่นที่สุดของที่นี่ คือวิวธรรมชาติอันงดงาม

เบื้องหน้าคือทะเลสาป สายน้ำอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียวขจี และแนวภูเขาที่ทอดยาวสุดสายตา เสียงนกเสียงกาดังไปทั่ว

ระเบียงแต่ละห้องออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่ลงตัว มีเก้าอี้ไม้ให้นั่งจิบกาแฟยามเช้า อ่านหนังสือ หรือจะหยิบกล้องส่องทางไกลมาชมนกก็เพลิดเพลินไม่แพ้กัน

เพียงนั่งนิ่ง ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ ก็รู้สึกเหมือนได้เติมพลังให้ทั้งร่างกายและจิตใจ

อาหารเหนือ...ที่อร่อยจนต้องขอเติม

เช้าวันรุ่งขึ้น ทางรีสอร์ตมีอาหารเช้าให้เลือกทั้งแบบตะวันตกและอาหารพื้นเมืองล้านนา

แน่นอน...ผมเลือกอาหารเหนือ

ชุดอาหารพื้นเมืองจัดมาอย่างครบเครื่อง มีทั้ง

• แคบหมูกรอบ

• น้ำพริกหนุ่มรสเข้มข้น

• ไส้อั่วหอมสมุนไพร

• หมูปิ้งเนื้อนุ่ม

• ฟักทองนึ่ง

• ผักสด

• และข้าวเหนียวร้อน ๆ เสิร์ฟในกระติ๊บสานอย่างสวยงาม

ทุกอย่างเข้ากันอย่างลงตัว แคบหมูกรอบกำลังดี น้ำพริกหนุ่มหอมกลิ่นพริกย่าง ไส้อั่วรสชาติเข้มข้น รับประทานคู่กับข้าวเหนียวร้อน ๆ แล้วต้องบอกว่า...

"ลำแต้ ๆ"

อร่อยจนแทบไม่อยากลุกจากโต๊ะอาหาร

บทสรุป

ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ผู้คนมีน้ำใจ อาหารอร่อย และธรรมชาติสวยงาม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศของเรายังมีปัญหาหลายเรื่องที่รอการแก้ไข นอกจากปัญหาการคอรัปชั่นที่บ่อนทำลายทุกภาคส่วน ลามมาถึง เศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผมเชื่อว่า...

หากทุกฝ่ายร่วมกันทำหน้าที่อย่างจริงจัง เราจะสามารถรักษาสิ่งดีงามของประเทศไว้ พร้อมกับแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานได้

เพราะประเทศไทย...ควรเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามในสายตาคนต่างชาติเท่านั้น


โชคดีครับ

คิด ฉัตรประภาชัย