

"ตำรวจคือด่านแรกของกระบวนการยุติธรรม"
ประชาชนอาจไม่เคยพบผู้พิพากษา ไม่เคยพบอัยการ แต่เกือบทุกคนต้องเคยพบตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความ การขอความช่วยเหลือ อุบัติเหตุ การจราจร หรือเหตุอาชญากรรม ตำรวจจึงเป็น "หน้าตา" ของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด
เมื่อศรัทธาต่อตำรวจลดลง ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบก็ลดลงตามไปด้วย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คดีสำคัญหลายคดีที่เป็นข่าวกลับมีชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ การทุจริต หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ แม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อย แต่ความเสียหายกลับตกอยู่กับตำรวจที่ซื่อสัตย์นับแสนคนทั่วประเทศ เพราะประชาชนมักตัดสินองค์กรจากข่าวที่เห็น มากกว่าจำนวนคนดีที่ทำงานอยู่เงียบ ๆ
ผมยังเชื่อว่าตำรวจไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี เสียสละ และพร้อมปกป้องประชาชน แต่คำถามคือ ระบบของเราปกป้อง "คนดี" มากพอแล้วหรือยัง
หากองค์กรมีบุคลากรที่ดี แต่ระบบไม่ดี องค์กรยังสามารถแก้ไขได้
แต่หากทั้งโครงสร้างการบริหาร ระบบตรวจสอบ และกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะเรียกศรัทธาของประชาชนกลับคืนมา
การปฏิรูปตำรวจจึงไม่ใช่การกล่าวโทษตำรวจ แต่คือการปกป้องตำรวจดี ๆ ที่ยังทำงานด้วยความซื่อสัตย์
บ้านเขา
ในสหรัฐอเมริกา ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย แต่การตรวจสอบตำรวจไม่ได้อยู่ในมือของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว
หลายเมืองมี Civilian Oversight Board หรือคณะกรรมการตรวจสอบภาคประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจอย่างเป็นอิสระ ขณะที่คดีที่ตำรวจใช้กำลังเกินสมควร หรือมีข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มักถูกส่งให้หน่วยงานอิสระหรืออัยการจากพื้นที่อื่นเข้ามาตรวจสอบ เพื่อลดข้อครหาว่าตรวจสอบกันเอง
ในด้านการจราจร ตำรวจมีหน้าที่จับกุมและออกใบสั่ง แต่การพิจารณา การชำระค่าปรับ และผลทางกฎหมาย เป็นกระบวนการของศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการแบ่งแยกหน้าที่อย่างชัดเจน และลดโอกาสเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
ที่สำคัญ ระบบฐานข้อมูลของรัฐเชื่อมโยงถึงกัน ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลหรือไม่ชำระค่าปรับ อาจได้รับผลกระทบต่อการต่อทะเบียนรถ ใบอนุญาตขับขี่ หรือการดำเนินการทางกฎหมายอื่น ๆ โดยไม่ต้องอาศัยการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในแต่ละราย
เมืองเรา
ประเทศไทยมีตำรวจที่มีความรู้ ความสามารถ และเสียสละจำนวนมาก แต่สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องไม่ใช่เพียงการจับผู้กระทำผิดรายคดี หากเป็นการสร้างระบบที่ทำให้คนดีทำงานได้เต็มที่ และทำให้คนไม่ดีไม่มีที่ยืน
ผมยังเชื่อว่า การบังคับใช้กฎหมายจราจรควรได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง ใบสั่งต้องมีผลในทางปฏิบัติ เชื่อมโยงกับกรมการขนส่งทางบก บริษัทประกันภัย และหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไม่สามารถเพิกเฉยต่อบทลงโทษได้ เช่น การระงับการต่อทะเบียนรถจนกว่าจะชำระค่าปรับครบถ้วน เบี้ยประกันต้องเพิ่มสูงหว่าคนที่ไม่กระทำผิด
ตำรวจควรทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ส่วนการจัดเก็บค่าปรับและการพิจารณาข้อโต้แย้งควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่แยกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อลดข้อครหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
การประเมินผลตำรวจควรถามประชาชน ไม่ใช่นับเพียงจำนวนผู้ถูกจับกุม เพราะเป้าหมายของตำรวจไม่ใช่การสร้างสถิติ แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยเมื่อเดินออกจากบ้าน
ถึงเวลาของนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีโอกาสสำคัญที่จะผลักดันการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการโยกย้ายผู้บัญชาการ หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องกล้าปรับโครงสร้าง สร้างระบบแต่งตั้งที่ยึดหลักคุณธรรม เพิ่มกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดช่องว่างของการใช้ดุลยพินิจ
การปฏิรูปตำรวจไม่ใช่เรื่องของตำรวจเพียงองค์กรเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมทั้งประเทศ
ประชาชนไม่ได้คาดหวังตำรวจที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีองค์กรใดสมบูรณ์แบบ
แต่ประชาชนคาดหวังองค์กรที่กล้ายอมรับปัญหา กล้าแก้ไข และกล้าลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเสมอภาค
ศรัทธา...ไม่สามารถสั่งให้ประชาชนมีได้
ศรัทธา...ต้องสร้างด้วยความยุติธรรม ความโปร่งใส และการกระทำที่ประชาชนมองเห็น
และวันนี้ ประเทศไทยกำลังรอการตัดสินใจของผู้นำประเทศ ว่าจะปล่อยให้ศรัทธาต่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เลือนหายไป หรือจะเริ่มต้นการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ เพราะ ศรัทธาของประชาชน ไม่ได้กลับคืนมาด้วยคำสั่ง แต่มาจากความยุติธรรมที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกวัน เมื่อประชาชนเชื่อมั่นตำรวจ ประเทศก็เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและเมื่อวันนั้นมาถึง เครื่องแบบสีกากีจะไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของอำนาจ แต่จะกลับมาเป็นสัญลักษณ์ของความไว้วางใจอีกครั้ง
ขอเสนอ ยกเลิกการประเมินผลงานจากจำนวนใบสั่งหรือยอดจับกุม แล้วเปลี่ยนมาใช้ตัวชี้วัด เช่น ความพึงพอใจของประชาชน ระยะเวลาการคลี่คลายคดี และความโปร่งใสของสถานีตำรวจ ตัวอย่างหนึ่งที่ผมได้พบจากการทำงานด้านชุมชนในสหรัฐฯ คือการลงพื้นที่สอบถามประชาชนอย่างสม่ำเสมอว่า ปัญหาที่แท้จริงของแต่ละชุมชนคืออะไร แล้วนำข้อมูลนั้นมาจัดลำดับความสำคัญในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่อาศัยเพียงสถิติการจับกุมหรือจำนวนใบสั่ง เช่น ปัญหายาเสพติด มีทั้งคนเสพ คนขายเต็มไปหมด ในบางพื้นที่ ประชาชนยังตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีอิทธิพลกับผู้กระทำผิด ซึ่งยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมายลดลง ตำรวจจะได้จัดกำลังลงไปแก้ไขได้ถูกที่ทุกจุด และเป็นการปฏิรูปเชิงระบบ ค่อย ๆ เรียกศรัทธาคืน
"ตำรวจที่ดีไม่ได้วัดจากยอดจับ แต่จากการป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม"
โชคดีครับ
คิด ฉัตรประภาชัย