ข่าว
ญี่ปุ่นวิกฤต ฝนถล่มหนักทำผู้โดยสาร 7,000 คนติดอยู่ในสนามบินนาริตะ เจแปน แอร์ไลน์ส ประกาศดีเลย์

14 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าจากกรณีฝนที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่จังหวัดชิบะ ของประเทศญี่ปุ่น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 เป็น 18 เมือง ในจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระบบเตือนภัยภัยพิบัติของญี่ปุ่น โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 1 แสนครัวเรือน

มีฝนตกหนักกว่า 360 มิลลิเมตร หรือ 36 เซนติเมตร ภายในเวลา 24 ชั่วโมงในบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ติดกับกรุงโตเกียว ส่งผลให้ถนนและเส้นทางรถไฟถูกน้ำท่วม ขณะที่บ้านเรือนเกือบ 25,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์วันหยุดที่มีการเดินทางท่องเที่ยวคึกคักที่สุดของญี่ปุ่น

ล่าสุด ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างอยู่ที่สนามบินนาริตะ ของโตเกียว ขณะที่น้ำท่วมในพื้นที่โดยรอบส่งผลกระทบต่อการคมนาคม ไฟฟ้าดับในบ้านเรือน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย

โฆษกสนามบินนาริตะ กล่าวว่า การหยุดชะงักของระบบขนส่งทำให้ผู้โดยสารราว 7,000 คนติดค้างอยู่ที่สนามบินนาริตะ แต่เที่ยวบินทั้งหมดมีกำหนดที่จะให้บริการตามปกติในวันศุกร์ (ตามเวลาท้องถิ่น)

ขณะที่สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส ประกาศว่า เที่ยวบินบางส่วนอาจล่าช้า แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวบินใดๆ

ตามข้อมูลของบริษัท NEXCO East ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางหลวงระบุว่า ทางหลวงสายหลักในจังหวัดชิบะ รวมถึงเส้นทางที่เชื่อมสนามบินนาริตะ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น กับใจกลางกรุงโตเกียวยังคงปิดให้บริการ ส่งผลให้ผู้ขับขี่ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นและทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ขณะที่เช้าวันนี้รถไฟหลายเส้นทางยังคงหยุดให้บริการ แม้ว่ารถไฟบางสายที่เชื่อมระหว่างสนามบินนาริตะกับกรุงโตเกียวจะกลับมาให้บริการแล้วก็ตาม

สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า จังหวัดชิบะ ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น เผชิญฝนตกหนักในระดับทำลายสถิติต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่าอาจยังมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ก่อนหน้านี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เคยประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักและดินถล่มในบางพื้นที่ของจังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของระบบเตือนภัย แต่ล่าสุดได้ปรับลดระดับการเตือนลงมาอยู่ที่ระดับ 4 หรือต่ำกว่า หลังสถานการณ์ฝนเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนให้ประชาชนระวังดินถล่ม น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และแม่น้ำที่มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ไม่เฉพาะในจังหวัดชิบะ แต่รวมถึงพื้นที่ภูมิภาคคันโต ซึ่งครอบคลุมกรุงโตเกียวและพื้นที่โดยรอบ

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมแล้ว 8 ศพ โดยผู้เสียชีวิตบางรายถูกพบตามถนนที่มีน้ำท่วม ขณะที่บางรายติดอยู่ภายในรถยนต์

นายคุมางาอิ โทชิฮิโตะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชิบะ จัดประชุมศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัติเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดย แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชน การลดความเสียหาย และการวางมาตรการเพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปขอบเขตผลกระทบทั้งหมดได้ โดยหน่วยงานต่างๆ กำลังประสานงานกันเพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบพื้นที่ประสบภัย

รายงานข่าวระบุว่า ฝนตกหนักยังส่งผลกระทบต่อสนามบินนาริตะ ซึ่งเป็นสนามบินสำคัญที่ให้บริการพื้นที่กรุงโตเกียว โดยผู้ดำเนินการสนามบินเปิดเผยว่า มีผู้โดยสารและประชาชนราว 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังบริการรถไฟและรถโดยสารถูกระงับ

ด้านบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือเทปโก รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันศุกร์ เกิดไฟฟ้าดับกระทบประชาชนประมาณ 20,000 ครัวเรือนในจังหวัดชิบะ อิบารากิ และโทจิกิ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแม้คำเตือนระดับสูงสุดจะถูกลดระดับลงแล้ว แต่ฝนตกหนักเพิ่มเติมอาจทำให้เกิดดินถล่ม น้ำท่วม และแม่น้ำเอ่อล้นในพื้นที่เสี่ยงได้อีก.

ที่มา NHK

สหรัฐฯ แฉ กว่า 40 ประเทศช่วยจีนเลี่ยงภาษีทรัมป์ ทำสูญรายได้ปีละเกือบ 9 แสนล้าน

ทำเนียบขาวเผยรายงานระบุ จีนใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่านส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า โดยมีมากกว่า 40 ประเทศเกี่ยวข้อง รวมถึงแคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่สหรัฐฯ ประเมินสูญเสียรายได้จากภาษีสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 8.6 แสนล้านบาทต่อปี

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กล่าวหาว่า จีนใช้เครือข่ายการส่งออกผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยมีมากกว่า 40 ประเทศที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการส่งต่อสินค้า ซึ่งทำให้สหรัฐฯ สูญเสียรายได้จากภาษีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ประเทศที่ถูกระบุในรายงาน ได้แก่ แคนาดา อินเดีย เม็กซิโก ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจทำให้จีนหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ ได้เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน รวมถึงรายได้ของรัฐบาล

ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จีนใช้ประเทศต่าง ๆ มากกว่า 40 ประเทศเป็นช่องทางในการ "ฟอก" สินค้าส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีของสหรัฐฯ พร้อมเรียกกระบวนการดังกล่าวว่าเป็น "กลโกงการส่งต่อสินค้าครั้งใหญ่" ที่ดำเนินมานานหลายปี

รายงานระบุว่า การส่งต่อสินค้าผ่านประเทศที่สาม หรือ Transshipping หมายถึง การขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่นก่อนถึงประเทศปลายทาง โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีนใช้วิธีดังกล่าวเพื่อปกปิดแหล่งกำเนิดสินค้าที่แท้จริง เช่น ส่งสินค้าไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ต่ำกว่า ก่อนนำไปบรรจุหีบห่อใหม่หรือประกอบสินค้าเพียงบางส่วน แล้วส่งต่อเข้าสหรัฐฯ

ทำเนียบขาวระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวทำให้สินค้าที่ผลิตในจีนถูกนำเข้าสหรัฐฯ เสมือนเป็นสินค้าที่มาจากประเทศอื่น พร้อมเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็น “การฉ้อโกงที่ถูกปกคลุมด้วยเอกสาร” และระบุว่าเครือข่ายการส่งต่อสินค้าดังกล่าวมีทั้งขนาดและความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ทำเนียบขาวนำมาอ้างอิง ประเมินว่า สินค้ามูลค่าราว 3.42 หมื่นล้านถึง 3.03 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี อาจถูกส่งผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยตัวเลขกลางที่ใช้ประเมินอยู่ที่ประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

จากตัวเลขดังกล่าว สหรัฐฯ ประเมินว่า การหลีกเลี่ยงภาษีทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 1.9–2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 6.3 – 8.6 แสนล้านบาท

นาวาร์โรเปิดเผยว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนสหรัฐฯ (CBP) ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโครงการนำร่องเพื่อช่วยตรวจจับการส่งต่อสินค้าและสกัดการหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ หากพบว่าผู้นำเข้าสหรัฐฯ ปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า อาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี

นาวาร์โรยังเตือนว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น อินเดีย อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีใหม่เช่นกัน และรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนกำหนดเงื่อนไขในกรอบข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งต่อสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีต้องเผชิญกับบทลงโทษ

ด้านโฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบข้อซักถามของบีบีซีว่า "สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ" พร้อมยืนยันว่าจีนคัดค้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อมุ่งเป้าไปยังบริษัทจีน โดยระบุด้วยว่า การดำเนินการหรือข้อตกลงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับสินค้าที่ถูกส่งต่อผ่านประเทศที่สาม ไม่ควรมุ่งเป้าหรือสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศอื่น

รายงานของทำเนียบขาวมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนกันยายน และอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศ

แม้สหรัฐฯ และจีนจะตกลงชะลอการเรียกเก็บภาษีส่วนใหญ่หลังการเจรจาในเดือนพฤษภาคม 2025 แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงใช้มาตรการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับการส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไปยังสหรัฐฯ และการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกโดรน

รัฐบาลทรัมป์เริ่มใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้าจำนวนมากในเดือนเมษายน 2025 โดยให้เหตุผลว่าภาษีจะช่วยปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกท้าทายทางกฎหมายหลายครั้ง และศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการภาษีบางส่วนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แม้สหรัฐฯ ยังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3.71 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 1.89 แสนล้านดอลลาร์

ที่มา BBC / euronews


แต่งตั้ง ‘ทูตคูเปอร์’ จากออสเตรเลีย นั่งปธ.คณะประนอม UNCLOS ไทยสนับสนุน คาดถกนัดแรก ก.ย.นี้.

ไทยหนุน ‘ทูตคูเปอร์’ จากออสเตรเลีย เป็นปธ.คณะประนอม UNCLOS คาดถกนัดแรก ก.ย.นี้

ตามที่ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตแคทรีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมบุคคลที่ 5 ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม (Conciliation Commission) ภายใต้กระบวนการประนอมตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) นั้น...

ไทยได้รับแจ้งเรื่องนี้จาก PCA ด้วยแล้ว โดย เอกอัครราชทูตคูเปอร์ เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทยสนับสนุน ได้รับการยอมรับในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนมีประสบการณ์ทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจา นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเอื้อต่อความเข้าใจบริบทและประเด็นละเอียดอ่อนในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยที่ผ่านมาเคยปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำเม็กซิโก และตัวแทนร่วม (Co-Agent) ของรัฐบาลออสเตรเลียในการประนอมภายใต้ UNCLOS ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว...

ในขั้นตอนต่อไป คณะกรรมาธิการประนอมจะกำหนดวันประชุมครั้งแรก ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสามารถจัดขึ้นได้ภายในเดือนกันยายน 2569 โดยวาระสำคัญจะรวมถึงการพิจารณาจัดทำข้อบังคับ (Rules of Procedure) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์และกรอบดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนเป็นแนวทางสำหรับการประชุมและการดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไป

ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งเป็นกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีภายใต้ UNCLOS อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติอย่างดีที่สุด และพร้อมเข้าร่วมกระบวนการบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับทั้งสองประเทศต่อไป...


อนามัยโลกเผย “อีโบลาปีนี้” จ่อขึ้นแท่นร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมี-เสียชีวิตยังพุ่งพรวด

วันที่ 13 ส.ค. บีบีซี รายงานว่า นายเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าการระบาดของ “โรคอีโบลา” ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ในปัจจุบัน มีแนวโน้มจะแซงหน้าการระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น

การระบาดของโคอีโบลาในปี 2569 ในอัตราปัจจุบันจะแซงหน้าการระบาดในปี 2557-2559 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 11,000 ราย การระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พ.ค. มีผู้ป่วยที่ยืนยันติดเชื้อเพิ่มเป็นอย่างน้อย 4,470 ราย และเสียชีวิตแล้ว 2,063 ราย

โดยองค์การอนามัยโลกหวังว่าจะสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของโรคได้ภายใน 3 เดือน แต่เตือนว่าความพยายามนี้คือการควบคุมการแพร่เชื้อ ไม่ใช่ยุติการระบาดโดยสิ้นเชิง...

ด้าน ดร.โมฮาเหม็ด จานาบี ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำแอฟริกา กล่าวว่า “เรากำลังไล่ตามไวรัสแต่ไวรัสอยู่ข้างหน้าเรา”

ทั้งยังเปิดเผยงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูโจเริ่มแพร่กระจายในเดือนก.พ. และตอนแรกถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นมาลาเรียหรือไข้ไทฟอยด์ การระบาดของอีโบลาครั้งนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 46.2...

เอพี:รายงานวันที่ 12 ส.ค. ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันว่าป่วยด้วย “โรคอีโบลา” ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เพิ่มเป็นอย่างน้อย 4,381 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 2,011 ราย ส่วนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรืออยู่ในสถานที่กักกันมีอีก 704 ราย

การระบาดของโรคอีโบลาในครั้งนี้ถือเป็นการแพร่กระจายที่ลุกลามเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พ.ค. แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขระบุว่าการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่าการระบาดเริ่มขึ้นหลายเดือนก่อนหน้านั้น คาดว่าช่วงเดือนก.พ.2569

แม้จะใช้เวลาประมาณ 9 สัปดาห์กว่าที่การระบาดจะทำให้มีผู้เสียชีวิตครบ 1,000 รายแรก แต่กลับใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า บ่งชี้ให้เห็นว่าวิกฤตด้านสุขภาพกำลังแพร่กระจายเร็วกว่าความพยายามในการจัดการและติดตามผู้ติดเชื้อ

รายงานระบุด้วยว่านี่เป็นการระบาดของอีโบลาครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากการระบาดในแอฟริกาตะวันตกช่วงปี 2557-2559 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 11,000 ราย...

ระทึกกลางทะเล! ไฟลุกท่วมเรือท่องเที่ยวตุรกี ผู้โดยสาร-เด็กกว่า 100 ชีวิต สวมชูชีพกระโดดหนีตายวุ่น

14 สิงหาคม 2569 ระทึกกลางทะเล! ไฟลุกท่วมเรือท่องเที่ยวตุรกี ผู้โดยสาร-เด็กกว่า 100 ชีวิต สวมชูชีพกระโดดหนีตายวุ่น

เฟทิเย, ตุรกี – เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญกลางทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลังเรือท่องเที่ยวสำหรับกิจกรรมเด็กและครอบครัวชื่อ "Imparator" เกิดเพลิงลุกไหม้แก้อย่างรุนแรงนอกชายฝั่งเมืองเฟทิเย (Fethiye) จังหวัดมูลา (Muğla) ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเรือกว่า 100 ชีวิตต้องตัดสินใจละทิ้งเรือ และสวมเสื้อชูชีพกระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด

ภาพถ่ายเหตุการณ์ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว DHA (Demirören News Agency) ของตุรกี เผยให้เห็นกลุ่มควันสีดำหนาแน่นและเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำลุกไหม้เรือท่องเที่ยวลำดังกล่าวอย่างหนักกลางท้องทะเล

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กองทัพเรือและหน่วยกู้ภัยริมฝั่งของตุรกีได้นำเรือกู้ภัยเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยสามารถลำเลียงผู้โดยสาร ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กหลายรายขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถอพยพผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดขึ้นสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย โดยพบผู้มีอาการสำลักควันบางรายซึ่งได้รับการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาแล้ว ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้บนเรือท่องเที่ยวลำดังกล่าว