ข่าว
‘ชูวิทย์’ ลั่น ตาต่อตาฟันต่อฟัน ไม่ยอมถูกปล้นอำนาจโดยสุเทพ

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

ใครที่ไหนจะยอม? ด้วยการให้นายกฯ และครม.ลาออก ส่งมอบอำนาจรัฐให้สุเทพ หรือพรรคประชาธิปัตย์ไปจัดการคนเดียว

มันไม่ใช่ “การปฏิวัติโดยประชาชน” แต่เป็นการ “ปล้นอำนาจโดยนักการเมือง” ที่หน้าด้านที่สุด ตั้งแต่ประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นต้นมา

เมื่อบ้าได้ถึงขนาดนี้ พูดติดต่อกันทุกวันมา 3 เดือน แล้วใช้กระบวนการจัดตั้งของพรรคไปกดดัน ล่อให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปปิดสถานที่ราชการ หน่วยเลือกตั้ง โรงพิมพ์ สี่แยก สนองความบ้าอำนาจของตัวเอง แล้วบอกว่าเป็นการ “รักชาติ”

หากได้อำนาจรัฐไปจริง จะไม่ย่ามใจปั่นป่วนทำตามอำเภอใจไปทุกอย่างหรือ? ไม่ชอบขี้หน้าใคร ก็ไปปิดล้อมบังคับขู่เข็ญ กล่าวหาว่าไม่รักชาติ ไม่ใช่คนดี

ผมขอยืนยัน จะไปเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อปกป้องสิทธิของผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง และเสนอตัวเป็น “ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา” ไม่ค้านข้างถนน หรือค้านด้วยการใช้ร่างทรง เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงทางอ้อม

รัฐบาล และ กกต. ยืนยันจะจัดการเลือกตั้ง ผมก็ยืนยันจะไปใช้สิทธิ หากมีใครมาขวางผม ผมจะปกป้องสิทธิของผมด้วยกำลังและความสามารถเท่าที่ผมมี

หากแรงมา ผมต้องแรงกลับ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพราะผมเชื่อมั่นในสิทธิของผมอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ผมไม่ยอมให้ใครมาจูงจมูก บังคับ ปิดล้อม ขู่เข็ญ และแอบอ้างเอาสิทธิของผมไปใช้เป็นของตัวเองโดยเด็ดขาด

คนไทยทุกคนต้องรู้จักปกป้องสิทธิของตัวเองคุณจะเลือกตั้งหรือจะปฏิรูป มันเป็นสิทธิของคุณ

แต่อย่ามาเสือกกับสิทธิของผม

ผมชื่อชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พรรครักประเทศไทย หมายเลข 3

“สุเทพ” มั่นใจ เลือกตั้ง”โมฆะ”

เมื่อเวลา19.10 น.วันที่ 31 ม.ค.ที่เวทีปทุมวัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า มีนายตำรวจได้เขียนจดหมายถึงตน โดยระบุว่า ในวันนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ได้เป็นประธานประชุมความพร้อมเพื่อรองรับภารกิจการเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมตำรวจ ซึ่งมีสาระสำคัญให้แต่ละหน่วยงานรายงานความพร้อมและมาตราการต่างๆสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 2ก.พ.นี้ ซึ่งไม่ปรากฏว่า ไม่มีหน่วยใดที่จะดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเลย ทั้ง ๆ ที่การข่าวของสันติบาล ทราบว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเลือกข้างอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังมีแผนให้ประชาชนที่อยู่ตรงกันข้างกับ กปปส.ให้มาป้องกันหน่วยเลือกตั้งต่างๆด้วย ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ ได้กล่าวสรุปว่า " จะขอเป็นผู้กู้ศักดิ์ศรีของตำรวจโดยจัดการกับ 21 คนที่ทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ด้วย " สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับพล.ต.อ.อดุลย์ รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส.ได้มีการเตรียมการใช้ความรุนแรงก็จะใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่จะไปคัดค้านการเลือกตั้งหน้าหน่วยเลือกตั้ง

นายสุเทพ กล่าวว่า ดังนั้นจึงอยากให้พี่น้องออกมาชุมนุมกันกลางถนนโดยไม่ต้องไปเลือกตั้ง จัดเป็นวัน " ปิกนิคแห่งชาติ " ไม่ต้องไปสู้กับใครทั้งสิ้น หากรัฐบาลยังตั้งใจที่จะปราบปรามประชาชนก็จะฟ้องชาวโลกเองว่า เขาจะเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง ดังนั้นเราจะต้องใช้ความระมัดระวังและคำนึงว่าจะต้องเป็นการชุมนุมที่สงบไม่ปะทะกับใครทั้งสิ้น หากเข้ามาปราบปรามก็นั่งสวดมนต์ในบทอิติปิโส อยู่กับที่อย่าไปวิวาทกับเขาเด็ดขาด อย่าไปทำการใดๆที่จะเป็นการขัดขวางคนที่จะไปเลือกตั้ง ส่วนประชาชนที่ล้อมบัตรที่เลือกตั้งก็ล้อมต่อไป ชวนคนออกมาล้อมให้มากๆ ถ้าเจ้าหน้าที่มาก็นั่งสวดมนต์กันไป ไม่ต้องถอย แต่ไม่หนี ไม่ต้องต่อสู้ เพราะการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เป็นโมฆะแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องไปเหนื่อย ไม่ต้องไปปะทะ เพราะ 28 เขตในภาคใต้ไม่มีแม้แต่ผู้สมัครเพียงคน ส่วนอีก 22 เขต มีผู้สมัครเพียงพรรคเดียวคือพรรคเพื่อไทย ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้ามีหลายเขตที่เลือกไมได้ ซึ่ง กกต.มีกำหนดให้ลงคะแนนเสียงใหม่ในวันที่ 23 ก.พ. ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง กำหนดไว้ชัดว่า ต้องกำหนดวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ต้องไม่เกิน 60 วัน หลังจากยุบสภา ซึ่งใน 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครนั้น จะเป็นปัญหาคือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะ ไม่เป็นการเลือกตั้งภายวันเดียวกัน แถมยังจะขัดกับ มาตรา 68 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถประกาศได้ก่อนวันที่ 23 ก.พ.ได้ ดังนั้นเราตัดสินใจถูกแล้วที่จะไม่ไปเลือกตั้ง

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ได้นำเรื่องดังกล่าวฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ซึ่งศาลได้มีคำสั่งชัดเจนว่า เราได้ใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสงบเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง ดังนั้น จำเลยทั้ง 3 คน คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.อดุลย์ ออกประกาศไม่ให้ใครขายของกิน และน้ำมันเชื้อเพลิงให้เรา ศาลบอกว่าทำไม่ได้ แถมศาลยังสั่งด้วยว่าการสลายการชุมนุมก็จะต้องทำโดยสุจริตไม่เลือกปฏิบัติ และต้องทำอย่างสมควรแก่เหตุเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ตนย้ำอยู่เสมอว่า ต้องชุมนุมอย่างสงบสันติปราศจากอาวุธนั้น ถ้าพี่น้องทำได้เช่นนี้ต่อไป รัฐบาลทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เพราะศาลให้การคุ้มครองแล้ว และถ้าสลายการชุมนุมเมื่อไร จำเลยทั้ง 3 คน ติดคุกแน่นอน ดังนั้นเราชนะแน่นอน เพราะฝ่ายนั้นไม่มีปัญญามาจัดการใด ๆ กับเราได้แล้ว มิหนำซ้ำยังจนแต้มหาเงินมาจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาไม่ได้ ล่าสุดสหภาพรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสินออกมาแถลงการณ์ไม่ให้เงินกับรัฐบาล แถมธนาคารเอกชนก็ไม่ยอมปล่อยกู้ให้ ขณะนี้ประชาชนตาสว่างแล้ว และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสื้อแดงถึงต้องเลื่อนการชุมนุมบ่อยๆ เพราะคนเสื้อแดงตาสว่าง ไม่ยอมเป็นเครื่องให้อีกต่อไป ไม่ใช้กังวลความรุนแรง เพราะ กปปส.ไม่ใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว.

ศาลยึดทรัพย์ 46 ล. 'สุพจน์ ทรัพย์ล้อม'

ศาลแพ่งพิจารณาสั่งยึดทรัพย์กว่า 46 ล. "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กับพวก ซึ่งเป็นเครือญาติ 7 คน ตามความเห็น ป.ป.ช. ชี้พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ...

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันที่ 30 ม.ค. 57 ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำสั่งคดียึดทรัพย์ หมายเลขดำ ที่ ปช. 1/2555 ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 55 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กับพวก ซึ่งเป็นเครือญาติ 7 คน ผู้คัดค้าน อาทิ เงินสด เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ รวม 9 บัญชี เงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง โฉนดที่ดินย่านต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บ้านพัก รถยนต์ ห้องชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 80 (2) เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบทรัพย์สินแล้วชี้มูลความผิดว่า นายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ได้ โดยนายสุพจน์อ้างว่า การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านมีมาอยู่เดิม และได้มามากกว่า 10 ปี ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหาย และได้ยื่นบัญชีแสดงต่อคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ไปแล้ว โดย ป.ป.ช. ไม่แสดงความเห็นคัดค้านแต่อย่างใด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีเงินสดของกลางจำนวน 18,121,000 บาท และทองคำรูปพรรณ หนัก 10 บาท ในคดีอาญา 2458/2554 ของ สน.วังทองหลาง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า เงินของกลางบางส่วน จำนวน 568,000 บาท เป็นเงินรับไหว้ โดยผู้ร้องขอให้เงินของกลางจำนวนที่เหลือ 17,553,000 บาท พร้อมทองรูปพรรณหนัก 10 บาท มูลค่า 260,000 บาท ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่นั้น จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ย. 54 มีคนร้าย 8 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายสุพจน์ ภายในซอยลาดพร้าว 64 และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ เข้าเบิกความยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ทรัพย์ทั้งหมดได้มาจากการปล้นทรัพย์ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสมเหตุสมผล เพราะปกติแล้วจะไม่มีคนร้ายคนใดไปขวนขวาย แสวงทรัพย์สินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง และยังต้องคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีนี้จึงยังไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่เจ้าพนักงานตำรวจและคนร้าย จะร่วมมือกันบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์ของกลาง ส่วนข้อต่อสู้ของนายสุพจน์ที่ว่า ทรัพย์ของกลางในคดีคือทองรูปพรรณหนัก 10 บาท พร้อมเงินสด หลังหักเงินรับไหว้ที่ผู้ร้องมิได้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 568,000 บาท กับเงินที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 6,7 จำนวน 4,500,000 บาท แล้วคงเหลือ 13,053,000 บาท ไม่ใช่เป็นของนายสุพจน์นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ขัดต่อเหตุผล เพราะหากมิใช่ทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นทรัพย์บ้านนายสุพจน์ ก็ไม่น่าที่เจ้าพนักงานจะสามารถรวบรวมทรัพย์สินจำนวนมากดังกล่าว ได้มาจากคนร้าย และนำมารวบรวมเก็บไว้เป็นทรัพย์ของกลาง จึงเชื่อว่าทรัพย์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นทรัพย์

นอกจากนี้ จากการรับฟังการไต่สวนพยานฝ่ายนายสุพจน์ ผู้คัดค้าน กับพวกแล้ว ล้วนแต่เป็นพยานผู้ใกล้ชิด มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเบิกความลอยๆ ปราศจากหลักฐาน ขัดต่อเหตุผลหลายประการ รวมทั้งการโต้แย้งและคัดค้านของนายสุพจน์ ไม่อาจจะนำมารับฟังได้ เช่น การอ้างว่าเข้ารับราชการตั้งแต่ เมื่อ พ.ศ. 2520 จนกระทั่งถึงวันยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2545 มาคิดคำนวณแล้ว จะเป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาทเศษ ก็น่าเคลือบแคลงสงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะเหตุใดนายสุพจน์ จึงมีทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วจะมีทรัพย์สินรวมกันจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติว่า ร่ำรวยผิดปกติเมื่อปี พ.ศ. 2545 มีมูลค่าสูงถึงจำนวน 46 ล้านบาทเศษ ที่ศาลนำมาวินิจฉัย

ทั้งนี้ นายสุพจน์จะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์แสดงให้กระจ่างแจ้ง ถึงที่มาที่ไปในการได้ทรัพย์สินดังกล่าวมาตลอด รวมถึงเงินเดือนที่รับราชการ ย่อมไม่อาจเป็นไปได้ที่จะเพียงพอมาหาซื้อทรัพย์สินจำนวนมาก ข้ออ้างของนายสุพจน์ เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย ปราศจากหลักฐานที่ยืนยันชัดเจน ทั้งยังจะสื่อแสดงให้เห็นว่า เงินที่ได้มานี้มีจำนวนมากพอจะไปแสวงหาเป็นทรัพย์อื่นจนพอกพูนเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นข้อสงสัยของวิญญูชนทั่วไปว่า เหตุใดนายสุพจน์ซึ่งมีอาชีพรับราชการ และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวบุตร 2 คน ที่ศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรี และไปศึกษาต่อต่างประเทศ จะไม่มีปัญหาต่อทรัพย์สินให้ลดน้อยลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จึงถือไม่ได้ว่านายสุพจน์ได้นำสืบให้รับฟังได้ว่า ตนไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติตามภาระหน้าที่ดัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 81 วรรคสอง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติและนำสืบแสดงไว้ แต่จากการไต่สวนผู้คัดค้านทั้ง 7 สามารถพิสูจน์ทรัพย์สินได้บางส่วน

พิพากษาว่า ให้ทรัพย์สินรวม 19 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้นจำนวน 46,141,038.83 บาท ของนายสุพจน์ กับพวก พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้นายสุพจน์ส่งมอบทรัพย์สิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมดอกผลให้แก่แผ่นดิน โดยผ่านกระทรวงการคลัง หากไม่สามารถดำเนินการให้ทรัพย์สินใดได้แก่แผ่นดิน ให้นายสุพจน์ชดใช้เงิน หรือโอนทรัพย์สินตามจำนวนมูลค่าที่ยังขาดอยู่แก่แผ่นดินจนครบ.