เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ หรือ Met Office ประกาศยกระดับการเตือนภัยลมกระโชกแรงในพื้นที่คอร์นวอลล์และหมู่เกาะซิลลีย์เป็นระดับสีแดง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดและพบได้ยาก เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังพายุ “โกเร็ตติ” (Goretti) ทวีกำลังรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก จนเข้าข่ายปรากฏการณ์ “ระเบิดสภาพอากาศ” (weather bomb) โดยเตือนว่าพายุลูกนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และมีความเสี่ยงเป็นภัยพิบัติหลายรูปแบบที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า อิทธิพลของพายุโกเร็ตติอาจทำให้ลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง และบางพื้นที่ของสหราชอาณาจักรอาจเผชิญหิมะตกหนักสูงถึง 30 เซนติเมตร สร้างความเสี่ยงต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานอย่างรุนแรง
สนามบินเซนต์แมรีส์บนหมู่เกาะซิลลีย์สามารถวัดความเร็วลมได้ถึง 99 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดของพื้นที่ ขณะที่หมู่เกาะแชนเนลและพื้นที่ตอนเหนือของฝรั่งเศสคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากกระแสลมที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากการเคลื่อนตัวของพายุโกเร็ตติ ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของฝรั่งเศส
ด้านเว็บไซต์ National Grid รายงานว่า พื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษมีบ้านเรือนมากกว่า 44,000 หลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่เวลส์ได้รับผลกระทบกว่า 2,500 หลัง และเขตมิดแลนด์ตะวันตกอีกกว่า 6,000 หลัง ทางการได้ส่งข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินไปยังประชาชนราว 500,000 คนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมรับมือกับเศษซากวัตถุปลิว คลื่นยักษ์ตามแนวชายฝั่ง รวมถึงความโกลาหลจากการปิดถนนและเส้นทางรถไฟหลายสาย
นอกจากนี้ UK Health Security Agency ได้ออกประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพจากความหนาวเย็นระดับสีส้ม ครอบคลุมทั่วประเทศอังกฤษไปจนถึงวันที่ 11 ม.ค. ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานทางหลวงแห่งชาติของอังกฤษเตือนว่า สภาพการขับขี่จะเป็นไปอย่างยากลำบากอย่างยิ่งจากหิมะตกหนัก โดยเฉพาะในเมืองเบอร์มิงแฮม เลสเตอร์ และนอตทิงแฮม พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้บริการรถไฟตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่
ความรุนแรงของพายุยังส่งผลให้สนามบินในเจอร์ซีย์ เกิร์นซีย์ และอัลเดอร์นีย์ ต้องประกาศปิดทำการชั่วคราวในช่วงเย็น เช่นเดียวกับโรงเรียนหลายสิบแห่งที่ตัดสินใจปิดการเรียนการสอนก่อนกำหนด
นีล อาร์มสตรอง หัวหน้านักพยากรณ์อากาศของ Met Office ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศเลวร้ายครั้งนี้เป็นภัยพิบัติที่รุนแรงและซับซ้อนในหลายมิติ ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนต่อชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นวงกว้าง พร้อมแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามการพยากรณ์อากาศและประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ พายุโกเร็ตติถือเป็นพายุลูกแรกของปี 2569 โดยนักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า ปรากฏการณ์ “ระเบิดสภาพอากาศ” เกิดจากการเร่งตัวอย่างฉับพลันของกระแสลมเจ็ตสตรีมในชั้นบรรยากาศระดับสูง ส่งผลให้ความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้พายุทวีกำลังรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น จนนำไปสู่การประกาศเตือนภัยระดับสีแดงในครั้งนี้
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเข้าสู่วันที่ 12 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตล่มทั่วประเทศ โดยมีการชุมนุมในกรุงเตหะรานและอีกหลายเมือง สื่อหลายสำนักระบุว่านี่เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และได้ลุกลามไปยังอย่างน้อย 140 เมืองและหมู่บ้าน ครอบคลุมทั้ง 31 จังหวัดของประเทศ
รายงานระบุว่า การประท้วงเมื่อวันพุธ (7 ม.ค. 2569) เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในหลายเมือง อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) การชุมนุมในกรุงเตหะรานและเมืองมาชาด ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิหร่าน เป็นไปอย่างสันติ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงไม่ได้เข้าสลายการชุมนุม
ผู้ประท้วงในเมืองมาชาดเรียกร้องให้ Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ลงจากตำแหน่ง พร้อมเรียกร้องให้ Reza Pahlavi มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายแห่งอิหร่าน เสด็จนิวัตรประเทศ โดยเรซา ปาห์ลาวีได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาร่วมการประท้วงในวันที่ 8 และ 9 มกราคม เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่านซึ่งตั้งอยู่ในนอร์เวย์ เปิดเผยว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 45 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 8 ราย โดยสามารถยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตได้แล้ว 21 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านรายงานว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 5 รายจากเหตุความไม่สงบดังกล่าว
การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 จากการชุมนุมของพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการอ่อนค่ารุนแรงของเงินเรียลอิหร่านเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในตลาดเปิด รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงแตะระดับร้อยละ 40 ก่อนที่นักศึกษามหาวิทยาลัยจะเข้าร่วม และการชุมนุมได้ขยายวงกว้างไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ มาตรการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญต่อการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่า เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนได้รับผลประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ผ่านข้อตกลงพิเศษที่เอื้อให้ได้กำไรจากการค้า รายได้จากน้ำมัน และเครือข่ายการฟอกเงิน
โลกจับตา! ผู้สนับสนุน “มาดูโร” เดินขบวนกดดัน “สหรัฐฯ”ปล่อยตัว หลังถูกอุ้มขึ้นศาลสหรัฐฯ
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 กลุ่มเยาวชนผู้สนับสนุนแนวคิดเชวิสโม (Chavismo) ออกเดินขบวนประท้วงใจกลางกรุง การ์ากัส เมืองหลวงประเทศ เวเนซุเอลา เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภริยา ซิเลีย ฟลอเรส ที่ถูกควบคุมตัวและนำตัวไปยังนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม เพื่อเผชิญคดีในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธในศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
การเดินขบวนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองในเวเนซุเอลา ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนมาดูโรยืนยันว่าจะไม่หยุดยั้งจนกว่าจะเห็นการคืนอิสรภาพแก่ผู้นำของพวกเขา
ด้านรัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศในวันที่ 8 มกราคมว่าได้ปล่อยตัวนักโทษจำนวน “มาก” รวมทั้งผู้ต้องขังต่างชาติในความพยายามแสดง “ท่าทีแห่งสันติภาพ” ต่อสหรัฐอเมริกา หลังเหตุการณ์ที่ผู้นำประเทศถูกโค่นและควบคุมตัวโดยกองกำลังกองทัพสหรัฐฯ
รายงานจากสื่อระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวบางส่วนเป็นนักกิจกรรม ฝ่ายฝ่ายค้าน และนักโทษการเมืองที่ถูกควบคุมตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลกลางมองว่าการปล่อยตัวครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อคำร้องขอของสหรัฐฯ และอาจเป็นสัญญาณของท่าทีที่เปิดกว้างมากขึ้นในการเจรจาทางการเมืองและการประสานความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขชัดเจนของผู้ถูกปล่อยตัวทั้งหมด แต่การปล่อยนักโทษครั้งนี้เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเวเนซุเอลาหลังการควบคุมตัวผู้นำประเทศ โดยมีความหวังว่ามาตรการนี้อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดระหว่างเวเนซุเอลาและสหรัฐฯ ได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เร่งผลักดันร่างมติเพื่อจำกัดอำนาจของ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการใช้กำลังทางทหารต่อเวเนซุเอลา หลังจากรัฐบาลทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางทหารอย่างฉับพลันในช่วงที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 3 ม.ค. โดยมีการส่งกำลังเข้าควบคุมตัว Nicolás Maduro ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภรรยา ก่อนนำตัวไปควบคุมตัวที่นครนิวยอร์ก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลอย่างกว้างขวางในประชาคมโลก ทั้งยังตอกย้ำความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเวเนซุเอลาเป็นประเทศในอเมริกาใต้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน
สำหรับผลการลงมติในวุฒิสภา ปรากฏว่าเสียงข้างมาก 52 ต่อ 47 เสียง เห็นชอบให้เดินหน้ามาตรการจำกัดอำนาจดังกล่าว โดยมีวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 5 ราย โหวตสนับสนุนร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งหมด และคาดว่าวุฒิสภาจะลงมติรับรองร่างมตินี้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า
สาระสำคัญของร่างมติระบุให้สหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากการสู้รบ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการภายในหรือการกระทำต่อเวเนซุเอลา หากการใช้กำลังนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ร่างมติดังกล่าวเสนอโดย Tim Kaine วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ตั้งแต่เดือนก่อนหน้า หลังมีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์สังหารผู้รอดชีวิต 2 รายจากเหตุลอบโจมตีเรือของสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2568 โดยร่างมตินี้ได้รับการสนับสนุนจาก Rand Paul วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน รวมถึง Chuck Schumer ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และ Adam Schiff วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต
ทิม เคน กล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าปฏิบัติการนี้จะไม่จบลงในระยะสั้น แต่อาจกลายเป็นการยึดครองและแทรกแซงเวเนซุเอลาเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่าการส่งกำลังเข้าจับกุมมาดูโรไม่ใช่เพียงประเด็นเรื่องหมายจับ แต่เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างยิ่ง
ด้านแรนด์ พอล ระบุเมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า การทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงและการโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ก็ถือเป็นการทำสงครามอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี สมาชิกพรรครีพับลิกันอีกหลายรายยังคงออกมาปกป้องการใช้กำลังทหารของรัฐบาลทรัมป์ โดยชี้ว่า การโจมตีทางเรือและการบุกจับกุมผู้นำเวเนซุเอลาอยู่ภายใต้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของประธานาธิบดี แม้ว่าทำเนียบขาวจะไม่ได้แจ้งหรือขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสล่วงหน้าก็ตาม
ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตเคยพยายามผลักดันร่างมติในลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
9 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศณายงานว่า ชาวเวเนซุเอลา ได้ออกมาเดินขบวนประท้วง บนท้องถนนในกรุงคารากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา เรียกร้องให้เคารพอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปล่อยตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส
โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่างตะโกนคำขวัญและถือป้ายที่มีข้อความว่า "ปล่อยตัวมาดูโร" เรียกร้องให้สหรัฐฯ ส่งตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลากลับประเทศ นอกจากนี้ หลายคนยังเรียกร้องให้เวเนซุเอลาอย่าได้ถูกกองกำลังต่างชาติใดๆ ละเมิดอธิปไตยอีกต่อไป
หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าว ว่า พวกเราอยู่ที่นี่ ประชาชนชาวเวเนซุเอลาได้รวมตัวกันแล้ว ประชาชนระดับรากหญ้ากำลังแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของเวเนซุเอลาผ่านการกระทำของพวกเขา เรามีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว คือ การปล่อยตัวประธานาธิบดีมาดูโรของเราโดยทันที จักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ได้ทำการลักพาตัวและรุกรานทางทหารอย่างน่ารังเกียจ ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติอย่างร้ายแรง เราจะยังคงรักษาความเป็นเอกภาพและดำเนินการต่อไป แสดงให้โลกเห็นผ่านการระดมพลอย่างต่อเนื่องของเราว่าเวเนซุเอลาอยู่อย่างสงบสุข และเป็นจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ ที่กำลังทำลายสันติภาพนี้
ทางการเวเนซุเอลา แถลงการณ์ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 100 ราย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดิออสดาโด คาเบลโล กล่าวว่า มาดูโรและภรรยาได้รับบาดเจ็บระหว่างการโจมตี
สถาบันพระปกเกล้าโพล เผย ประชาชนไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแล้วในทุกภูมิภาค แนะ กกต. เร่งฟื้นฟู “ความเชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรม”
วันที่ 9 มกราคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า สถาบันพระปกเกล้า ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ความพร้อมของประชาชนต่อการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69” ระหว่างวันที่ 26 - 29 ธ.ค. 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
1. ภาพรวม คนไทย “พร้อมเลือกตั้ง” แต่ยัง “ไม่เชื่อมั่นระบบ” พบว่าความพร้อมโดยรวมของประชาชนอยู่ที่ ค่าเฉลี่ย 7.81 จาก 10 คะแนน ด้านความรู้ความเข้าใจในการเลือกตั้ง อยู่ในระดับค่อนข้างสูง 8.46 คะแนน ด้านทัศนคติต่อการเลือกตั้ง ยังไม่สูง และด้านความสุจริตและเที่ยงธรรมคะแนนค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ 7.81 คะแนน ด้านการมีส่วนร่วมค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ที่ 7.18 คะแนน
โดยสะท้อนว่า บรรยากาศการเลือกตั้งอยู่ในภาวะ “พร้อมเดินหน้า” ประชาชนรู้และเข้าใจระบบเลือกตั้ง แต่ยังไม่มั่นใจว่าเลือกแล้วจะยุติธรรมและยังไม่รู้สึกเป็นเจ้าของการเมืองอย่างแท้จริง
2. ประชาชนทุกภูมิภาคมีความพร้อมต่อการเลือกตั้งในระดับค่อนข้างสูงถึงสูงมาก แต่ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมตามพื้นที่ พบว่า กรุงเทพมหานคร (8.81 คะแนน) ภาคตะวันออก (8.35 คะแนน) ภาคกลาง (8.19 คะแนน) ภาคเหนือ (7.85 คะแนน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (7.39 คะแนน) ภาคใต้ (7.36 คะแนน)
สะท้อนว่า กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีคะแนนความพร้อมสูง สะท้อนบทบาทของพื้นที่เมือง ศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เอื้อต่อความตื่นตัวทางการเมืองและการใช้สิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่ ภาคอีสาน และ ภาคใต้ มีความพร้อมต่ำกว่าภาคอื่นสะท้อนถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างและบริบททางสังคมที่จำกัดระดับความพร้อม เช่น ความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้ง
3. ความเชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง “เหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” อย่างชัดเจน โดยพบว่า กรุงเทพฯ เชื่อมั่นสูงสุด (8.41 คะแนน) ส่วนเชื่อมั่นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอย่างมีนัยสำคัญ คือ ภาคอีสาน (5.63 คะแนน) และ ภาคใต้ (4.30 คะแนน)
สะท้อนให้เห็นว่า กกต. ยังไม่สามารถซื้อใจคนในภูมิภาคได้เท่ากับคนเมืองหลวง โดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งแนวโน้มมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสตั้งแต่แรก และความเชื่อมั่นไม่ได้ขึ้นกับ “ความพร้อมเลือกตั้ง” โดยตรง แต่ผูกโยงกับประสบการณ์และการรับรู้ต่อความเป็นธรรมของระบบ
4. ความกล้ารายงานทุจริตสูงกว่าความเชื่อมั่น แต่กระจุกตัวในบางพื้นที่ “คนกรุง” ตื่นตัวสูงลิ่ว โดยพบว่ากรุงเทพมหานคร ได้คะแนนสูงสุด (9.19 คะแนน) กล้าน้อยสุด คือ ภาคใต้ (6.13 คะแนน) และ ภาคอีสาน (5.80 คะแนน)
สะท้อนให้เห็นว่าในหลายภูมิภาค ประชาชน “กล้ารายงาน” มากกว่า “เชื่อว่าระบบยุติธรรม” คน กทม. มีความตื่นตัวสูงมาก ในขณะที่ภาคอีสาน และ ภาคใต้อาจยังรู้สึกไม่มั่นใจว่ากระบวนการจะให้ผลที่เป็นธรรมและปลอดภัย การรายงานไปยัง กกต. อาจไม่เกิดผล หรือ เกรงกลัวอิทธิพลในพื้นที่
โดยบทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 3 ชี้ชัดว่า ประชาชนไทยพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแล้วในทุกภูมิภาค ความท้าทายจึงไม่ใช่ “การกระตุ้นประชาชนให้พร้อม” แต่โจทย์เร่งด่วน คือ กกต. และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งฟื้นฟู “ความเชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรม” ของการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ ภาคใต้ และ ภาคอีสาน โดยต้องรณรงค์แบบมุ่งเป้า เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นมากกว่าการให้ความรู้ซ้ำ การสร้างความเชื่อมั่นต้องไปไกลกว่าการรณรงค์ให้แจ้งเบาะแส แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าการร้องเรียน “ปลอดภัยและเกิดผลจริง”
ส่วนการรณรงค์ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย เพื่อกระตุ้นความพร้อมและการมีส่วนร่วมให้มากขึ้นและลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการเมือง
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012