ข่าว
จีนประหารชีวิต 11 คนที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา

29 มกราคม 2569 จีนสั่งประหารชีวิต 11 คนที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ ขณะที่รัฐบาลเพิ่มความเข้มงวดในการตอบสนองต่ออุตสาหกรรมข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางนี้

สมาชิกขององค์กรมาเฟียตระกูลหมิงปรากฏตัวในศาลประชาชนระดับกลางเหวินโจว ในมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน ระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มสแกมเมอร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม (Photo by Handout / Wenzhou Intermediate People’s Court / AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 กล่าวว่า ศาลจีนดำเนินการประหารชีวิตจำเลย 11 คนที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ (สแกมเมอร์) ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการตอบสนองต่ออุตสาหกรรมข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางนี้

เครือข่ายที่ล่อลวงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้เข้าสู่ความสัมพันธ์โรแมนติกปลอมและการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ได้เฟื่องฟูไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในพื้นที่ชายแดนที่ไร้กฎหมายของเมียนมา

กลุ่มอาชญากรที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการเหล่านี้ เดิมทีส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้พูดภาษาจีน แต่ปัจจุบันได้ขยายวงจรไปยังผู้คนในหลายภาษาเพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก

ผู้ที่ทำการหลอกลวงเหล่านี้บางครั้งเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ และบางครั้งก็เป็นชาวต่างชาติที่ถูกค้ามนุษย์และถูกบังคับให้ทำงาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งได้เพิ่มความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ และมีผู้คนหลายพันคนถูกส่งตัวกลับประเทศเพื่อขึ้นศาลในระบบยุติธรรมแบบฉบับของจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้ต้องหา 11 คนที่ถูกประหารชีวิตล่าสุดนั้น ถูกศาลในเมืองเหวินโจวทางตะวันออกของจีนพิพากษาโทษประหารชีวิตตั้งแต่เดือนกันยายน และศาลเป็นฝ่ายดำเนินการประหารชีวิตเอง

ซินหัวระบุว่า "ข้อหาทางอาญาของผู้ที่ถูกประหารชีวิต ได้แก่ "ฆาตกรรมโดยเจตนา, ทำร้ายร่างกายโดยเจตนา, กักขังหน่วงเหนี่ยว, ฉ้อโกง และจัดตั้งบ่อนพนัน"

ศาลประชาชนสูงสุดในปักกิ่งอนุมัติคำตัดสินประหารชีวิต โดยพบว่าหลักฐานที่แสดงถึงอาชญากรรมที่กระทำตั้งแต่ปี 2015 นั้น "ชัดเจนและเพียงพอ"

สำนักข่าวฯรายงานเพิ่มเติมว่า ในบรรดาผู้ที่ถูกประหารชีวิตนั้น มีสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มอาชญากรตระกูลหมิงที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ซึ่งกิจกรรมของพวกเขาได้นำไปสู่การเสียชีวิตของพลเมืองจีน 14 รายและผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

การปฏิบัติการฉ้อโกงที่ศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้ดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากทั่วโลกผ่านการหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าศูนย์กลางส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มอาชญากรชาวจีนซึ่งทำงานร่วมกับกองกำลังติดอาวุธของเมียนมา กิจกรรมการฉ้อโกงและการปราบปรามโดยรัฐบาลปักกิ่งนั้นได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดในจีน

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการประหารชีวิตครั้งล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า "จีนได้ทำงานร่วมกับเมียนมาและประเทศอื่นๆ มาสักระยะหนึ่งแล้วเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน"

"จีนจะยังคงกระชับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านมะเร็งแห่งการพนันและการฉ้อโกง" โฆษกฯกล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน

ทั้งนี้ คำตัดสินในเดือนกันยายนที่นำไปสู่การประหารชีวิตนั้น รวมถึงโทษประหารชีวิตโดยให้รอลงอาญา 2 ปีแก่บุคคลอีก 5 คนด้วย ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 23 คนถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึงตลอดชีวิต

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ทางการจีนตัดสินประหารชีวิตบุคคลอีก 5 คนในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงในภูมิภาคโกก้างของเมียนมา โดยอาชญากรรมของพวกเขานำไปสู่การเสียชีวิตของชาวจีน 6 ราย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติเตือนในเดือนเมษายนว่า อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก รวมถึงอเมริกาใต้, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, ยุโรป และหมู่เกาะแปซิฟิกบางแห่ง

ทั้งนี้ สหประชาชาติประเมินว่ามีผู้คนหลายแสนคนทำงานในศูนย์กลางการหลอกลวงทั่วโลก.

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ -อิหร่านเปิดการเจรจาระดับสูงที่กรุงมัสกัต ของโอมาน โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นประเด็นหลัก หลังการพูดคุยชะงักตั้งแต่กลางปีที่ก่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากรัฐบาลทรัมป์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมการหารือ โดยการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกระงับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา

ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนเริ่มการเจรจา นายอารักชีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า อิหร่านเข้าสู่กระบวนการทูตด้วยความรอบคอบ พร้อมบทเรียนจากเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเจรจาจะดำเนินไปด้วยความจริงใจ พร้อมยืนหยัดปกป้องสิทธิของประเทศ

สื่ออิหร่านรายงานว่า ขอบเขตการเจรจาจำกัดอยู่ที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านเผชิญอยู่ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการให้การหารือครอบคลุมประเด็นอื่นเพิ่มเติม รวมถึงขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองกำลังคุ้มกัน เข้าประจำการในทะเลอาหรับ ใกล้พื้นที่ของอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูต.


เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางพิธีละหมาดวันศุกร์ ในมัสยิดชีอะห์ กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บกว่า 130 ราย ทางการชี้มือระเบิดยิงปะทะจนท.รักษาความปลอดภัยก่อนจุดชนวน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อคนร้ายก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิดชีอะห์ ขณะมีการประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 130 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงปากีสถานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สื่อท้องถิ่นของปากีสถาน รายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่มัสยิด “คาดีญะ ตุล กุบรา” ในย่านทาร์ไล กาลัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงอิสลามาบัด โดยนายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมัสยิดพยายามสกัดผู้ต้องสงสัย แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก

ทางการกรุงอิสลามาบัดระบุว่า ทีมกู้ภัยได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนอนเกลื่อนภายในมัสยิด ท่ามกลางเศษกระจกและซากปรักหักพัง

ทางด้านนายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการโจมตีฆ่าตัวตายอย่างขี้ขลาดต่อผู้บริสุทธิ์ พร้อมย้ำว่าการโจมตีสถานที่ประกอบศาสนกิจและพุ่งเป้าสังหารพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

ขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ส่วนประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ระบุว่า ประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้.

ที่มา Aljazeera


ชาวอเมริกันร่วมส่งแรงใจ คณะพระธุดงค์ ‘Walk for Peace’ เดินเท้าใกล้ถึงกรุงวอชิงตัน...

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองเกลน อัลเลน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ว่าท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐ พระภิกษุเหล่านี้ด้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศ ในการเดินทางระยะทาง 2,300 ไมล์ หรือราว 3,700 กิโลเมตร ผ่าน 8 รัฐ ท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวจัด และถนนซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง...

เมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) ที่ทางตอนเหนือของเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ลูเอลลา เกลสเนอร์ ยืนอยู่บนกองหิมะพร้อมกับดอกไม้ ด้วยความหวังว่าพระภิกษุและภารกิจของพวกเขา อาจช่วยเยียวยาความแตกแยกในอเมริกาได้ เธอกล่าวว่า แม้เธอจะนับถือศาสนาคริสต์ แต่เธอมองว่า แนวคิดทั้งหมดนี้ยอดเยี่ยมมาก...

เพจเฟซบุ๊กของ “Walk for Peace” มีผู้ติดตามมากกว่า 2.5 ล้านคน และวิดีโอของพวกเขามียอดวิวมากกว่า 100 ล้านครั้ง เช่นเดียวกับ “อโลกา” สุนัขนำโชคของกลุ่ม ซึ่งเคยเป็นสุนัขจรจัดจากอินเดีย และเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับคณะพระภิกษุ กลายเป็นที่โด่งดังเช่นกัน ขณะที่พระสงฆ์แต่ละรูปมาจากหลายประเทศ เช่น ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม

ที่เมืองเกลน อัลเลน ในรัฐเวอร์จิเนีย ผู้คนต่างคุกเข่าและถวายผลไม้ รวมถึงตำรวจที่จับมือกับพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์บางรูปมอบสายสิญจน์และของขวัญอื่น ๆ ให้แก่ผู้คน โดยมีเด็ก ๆ ร่วมมอบดอกไม้ และโบกมือขณะที่ขบวนเดินผ่านไป

ผู้นำขบวนในครั้งนี้ ได้แก่ พระปันนาการ พระสงฆ์ชาวเวียดนาม ผู้ซึ่งสวมผ้าคาดเอวสีเหลือง ประดับด้วยตรานายอำเภอจากหลาย ๆ เขตที่ได้ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า พระรูปอื่น ๆ จะเดินทางถึงเมืองหลวงของสหรัฐ ในวันที่ 10 ก.พ. นี้ และเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งชาติวอชิงตัน ก่อนจัดการปฏิบัติธรรมในวันถัดไป

เกลสเนอร์ทิ้งท้ายว่า การเดินเพื่อสันติภาพจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากหรือไม่? หรือในบางที อาจช่วยให้ชาวอเมริกันคิดด้วยความเห็นอกเห็นใจ และความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5575737/

รัสเซียหลุดพ้นข้อจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ หลังสนธิสัญญากับสหรัฐฯ สิ้นสุดลง

5 กุมภาพันธ์ 2569 : รัสเซียไม่มีพันธะกับข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อีกต่อไป เนื่องจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายกับสหรัฐอเมริกาหมดอายุลงแล้ว

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กล่าวว่า สนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหพันธรัฐรัสเซียว่าด้วยมาตรการลดและจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์เชิงรุกเพิ่มเติม หรือที่รู้จักกันในชื่อสนธิสัญญานิวสตาร์ท (The New Start Treaty) สิ้นสุดลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 แล้ว

หลังจากนี้ รัสเซียเตรียมปลดเปลื้องข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่พวกเขาจะสามารถใช้งานได้

การหมดอายุของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายกับสหรัฐอเมริกาจะเป็นการปลดพันธนาการต่อรัฐบาลมอสโกและวอชิงตันจากข้อจำกัดต่างๆ เกี่ยวกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองประเทศอย่างเป็นทางการ

นักรณรงค์เตือนว่า การล่มสลายของสนธิสัญญานี้อาจจุดชนวนการแข่งขันด้านอาวุธครั้งใหม่ระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ชั้นนำของโลก และกระตุ้นให้จีนขยายคลังอาวุธของตน

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวในแถลงการณ์ว่า "เราสันนิษฐานว่าภาคีของสนธิสัญญานิวสตาร์ทไม่ได้ผูกพันด้วยพันธกรณีหรือคำประกาศสมมาตรใด ๆ ภายในบริบทของสนธิสัญญาอีกต่อไป"

"ถึงกระนั้น สหพันธรัฐรัสเซียตั้งใจที่จะดำเนินการอย่างรับผิดชอบและรอบคอบ แต่ก็พร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด หากความมั่นคงของชาติถูกคุกคาม" กระทรวงฯระบุ

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เคยเสนอในเดือนกันยายนว่าจะปฏิบัติตามข้อจำกัดหัวรบในสนธิสัญญาต่อไปอีกหนึ่งปี แต่เขากลับไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลวอชิงตัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในขณะนั้นว่า "ฟังดูเป็นความคิดที่ดี" แต่ไม่มีการเจรจาใด ๆ ตามมา

ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลมอสโกเปิดกว้างสำหรับการเจรจาในประเด็นนี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการสิ้นสุดของสนธิสัญญานิวสตาร์ท มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ดูเหมือนไม่รีบร้อนที่จะต่ออายุสนธิสัญญา โดยกล่าวเพียงว่าทรัมป์จะหารือเรื่องนี้ในภายหลัง

"ประธานาธิบดีเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในอดีตว่า เพื่อให้มีการควบคุมอาวุธอย่างแท้จริงในศตวรรษที่ 21 เป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรโดยไม่ขอให้จีนมาร่วมด้วย เนื่องจากคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนมีขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว" รูบิโอกล่าว

แม้คลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วก็จริง แต่ยังคงต่ำกว่าระดับของรัสเซียและสหรัฐอเมริกาอยู่มาก

ในวาระแรกของทรัมป์ เขาดูเหมือนพร้อมที่จะปล่อยให้สนธิสัญญานิวสตาร์ทหมดอายุลง เนื่องจากเขายืนยันที่จะหารือในการดึงจีนเข้ามาร่วมด้วย

ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้ทำข้อตกลงกับรัสเซียที่จะต่ออายุสนธิสัญญานิวสตาร์ทออกไปอีก 5 ปี หลังจากที่เขาเอาชนะทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2020 แต่ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศก็เลวร้ายลงในภายหลังเนื่องจากการรุกรานยูเครน

สนธิสัญญาดังกล่าวซึ่งลงนามในปี 2010 โดยอดีตประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย และอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐอเมริกา มุ่งจำกัดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละฝ่ายไว้ที่ 1,550 หัวรบที่ใช้งานได้เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งลดลงเกือบ 30% จากขีดจำกัดเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2002

นอกจากนี้ยังอนุญาตให้แต่ละฝ่ายทำการตรวจสอบคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอีกฝ่ายในสถานที่จริงได้ แม้ว่าการตรวจสอบเหล่านี้จะถูกระงับในช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังไม่ได้กลับมาดำเนินการต่อตั้งแต่นั้นมา

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสเมื่อวันพุธว่า แต่ละฝ่ายจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันการแข่งขันด้านอาวุธครั้งใหม่

"ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ท่านอย่าละทิ้งเครื่องมือนี้โดยไม่พยายามทำให้แน่ใจว่ามีการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ" พระสันตะปาปาผู้ทรงประสูติในอเมริกาตรัสทิ้งท้าย

องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการยุติอาวุธนิวเคลียร์เรียกร้องให้รัสเซียและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเคารพข้อจำกัดของสนธิสัญญานิวสตาร์ทในระหว่างการเจรจาข้อตกลงใหม่

"หากไม่มีสนธิสัญญานิวสตาร์ท มีอันตรายอย่างแท้จริงที่การแข่งขันด้านอาวุธครั้งใหม่จะเร่งตัวขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย อาจมีหัวรบมากขึ้น, ระบบส่งอาวุธมากขึ้น, การฝึกซ้อมมากขึ้น และรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อื่นๆ อาจรู้สึกกดดันที่จะต้องตามให้ทัน" เมลิสซา พาร์ค ผู้อำนวยการบริหารของกลุ่มที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกล่าว

เมื่อเดือนที่แล้ว วารสารนักวิทยาศาสตร์อะตอมได้เลื่อน "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ของตนให้ใกล้เที่ยงคืนมากขึ้นกว่าที่เคย ท่ามกลางความกังวลว่าการหมดอายุของข้อตกลงอาจจุดชนวนการแข่งขันด้านอาวุธ

ทั้งนี้ รัสเซียและสหรัฐอเมริการ่วมกันควบคุมหัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 80% ของโลก

ในปี 2019 ทั้งสองประเทศได้ถอนตัวออกจากสนธิสัญญาว่าด้วยอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสำคัญที่จำกัดการใช้ขีปนาวุธพิสัยกลาง

ในปี 2023 ปูตินได้ลงนามในกฎหมายเพิกถอนการให้สัตยาบันของรัสเซียต่อสนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์อย่างครอบคลุม แม้รัฐบาลมอสโกระบุว่าจะยังคงยึดมั่นในการระงับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป

ในปี 2024 ผู้นำรัสเซียได้ลงนามในพระราชกฤษฎีกาลดเกณฑ์การใช้อาวุธนิวเคลียร์ หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ทรัมป์สั่งให้เพนตากอนเริ่มการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เพื่อให้เท่าเทียมกับจีนและรัสเซีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดำเนินการตามคำสั่งนั้นจริงๆก็ตาม.