เกาหลีเหนือประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ทั้ง "ด้านคุณภาพและปริมาณ" พร้อมขยายบทบาทหน่วยข่าวกรองทางทหารที่รับผิดชอบปฏิบัติการเกี่ยวกับเกาหลีใต้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางของพรรคแรงงาน ท่ามกลางความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและการปฏิเสธข้อเสนอสร้างความสัมพันธ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้
สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้บรรลุข้อตกลงและมาตรการครั้งสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศ "ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ" ควบคู่ไปกับการยกระดับและขยายบทบาทหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทหารที่มุ่งเน้นการปฏิบัติการต่อเกาหลีใต้
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมขยายเวลาของคณะกรรมการการทหารส่วนกลางแห่งพรรคแรงงานเกาหลีใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยมี นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด เป็นประธานการประชุม ซึ่งเขาได้เน้นย้ำว่า ความมั่นคงและ "สันติภาพที่แท้จริง" ของเกาหลีเหนือ จะสามารถรับประกันได้ก็ต่อเมื่อประเทศสร้างกองทัพที่ทรงพลานุภาพมากพอที่จะควบคุมและทลายทุกภัยคุกคามได้เท่านั้น
นอกจากแผนการขยายคลังแสงนิวเคลียร์แล้ว ที่ประชุมยังได้กำหนดแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของระบบการต่อสู้ การทำให้ฐานทัพทหารมีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถของอู่ต่อเรือและการสร้างฐานทัพเรือที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ
ไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือคำสั่งขยายหน้าที่และภารกิจของ "สำนักงานสอดแนมทั่วไป" หรือ RGB ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองทหารของเปียงยางที่รับผิดชอบปฏิบัติการลับและงานจารกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้โดยเฉพาะ
เคซีเอ็นเอระบุว่า หน่วยงานนี้ "มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมภัยคุกคามจากศัตรูที่อาจเกิดขึ้น และการรวบรวมข้อมูลสำคัญ" โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนทางทหารและการข่าวกรองในรูปแบบที่ "พลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือ"
ฮง มิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งชาติเกาหลี วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของเปียงยางที่เปลี่ยนไป โดยมองเกาหลีใต้เป็น "รัฐที่เป็นศัตรูต่อกันอย่างเด็ดขาด" แทนที่กรอบแนวคิดเดิมที่มองว่าเป็นเขตแดนใต้ข้อตกลงหยุดยิง "การลาดตระเวนและการสอดแนมทางทหารจะมีความหมายเปลี่ยนไปทันทีภายใต้แนวคิด ‘สองรัฐที่เป็นศัตรู’ เพราะการจารกรรมข้อมูลที่มุ่งเป้าไปยังรัฐอธิปไตยอื่น ย่อมส่งผลกระทบและนัยสำคัญทางการทูตที่รุนแรงขึ้น"
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งพัฒนาระบบสอดแนมของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีทางการทหาร รวมถึงดาวเทียมสอดแนม จากประเทศรัสเซีย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่เกาหลีเหนือส่งกองกำลังทหารไปช่วยรัสเซียทำสงครามในยูเครน โดยก่อนหน้านี้ในปี 2023 เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารขึ้นสู่วงโคจร และอ้างว่าสามารถจับภาพพื้นที่ตั้งทางทหารที่สำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้
ด้านกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า กำลัง "เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด" ต่อการพัฒนาและขยายตัวของหน่วยข่าวกรองเกาหลีเหนือในครั้งนี้
ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงในปี 1953 โดยไม่มีการเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพ ทำให้ในทางเทคนิคสองประเทศยังคงอยู่ในสถานะสงคราม เกาหลีเหนือได้ดำเนินปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลและการลอบสังหารมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดีดังในอดีตอย่างการลอบสังหารนายลี ฮานยอง ผู้แปรพักตร์ในปี 1997 และกรณีของ นายจอง ซูอิล หนึ่งในสายลับที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเข้าไปในเกาหลีใต้เมื่อปี 1984 ในคราบของศาสตราจารย์ลูกครึ่งฟิลิปปินส์-เลบานอน ก่อนจะถูกจับกุมได้ในเวลาต่อมา.
ที่มา AFP / Yonhap
10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ (Super Typhoon Bavi) ที่กำลังถูกขนานนามว่ามีรุนแรงที่สุดในโลก หลังจากขึ้นฝั่งถล่มตอนใต้ของฟิลิปปินส์ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย ขณะที่หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกกำลังเตรียมรับมือกับพายุที่กำลังจะเคลื่อนมาถึง
ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่ ซึ่งมีความกว้างที่สุดถึง 1,000 กิโลเมตร (620 ไมล์) หรือซึ่งใหญ่เทียบเท่ากับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส กำลังพัดถล่มมหาสมุทรแปซิฟิกมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน คาดว่าจะทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือและภาคตะวันออกของไต้หวัน รวมถึงหมู่เกาะห่างไกลของญี่ปุ่น ก่อนจะขึ้นฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น)
เที่ยวบินหลายสิบเที่ยวถูกยกเลิก ขณะที่โรงเรียนทั่วทั้งภูมิภาค ได้สั่งระงับการเรียนการสอน ชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตถูกกวาดซื้อจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากประชาชนต่างกักตุนเสบียงไว้ก่อนที่พายุไต้ฝุ่นจะมาถึง
บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ครอบครัวหลายครอบครัวถูกฝังอยู่ใต้ซากดินถล่มในชั่วข้ามคืน และหน่วยกู้ภัยยังคงค้นหาผู้ที่สูญหายอยู่ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ฝนตกปานกลางถึงหนักจะยังคงตกต่อเนื่องในบางพื้นที่ของประเทศตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้
ทางการไต้หวันเตือนว่า 'ไต้ฝุ่นบาหวี่' อาจทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากถึง 1 เมตร กระทรวงกลาโหมของไต้หวันระบุว่า ทหารประมาณ 29,000 นายถูกเตรียมพร้อมเพื่อช่วยเหลือในภารกิจบรรเทาภัยพิบัติ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติไต้หวันแจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า 'ไต้ฝุ่นบาหวี่' จะเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พัดถล่มเกาะไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1987 เกษตรกรทั่วทั้งภูมิภาคต่างเร่งเก็บเกี่ยวหรือปกป้องพืชผลของตนในขณะที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยในช่วงต้นวันศุกร์ ขณะที่ชาวประมงก็ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรือของตนปลอดภัยดี มีการแจกจ่ายกระสอบทรายให้กับประชาชนและเจ้าของร้านค้าในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
ส่วนทางการจีนได้ออกมาเตือนถึง "ผลกระทบอย่างรุนแรง" จากพายุไต้ฝุ่นที่อาจเคลื่อนตัวไปทางเหนือหลังจากพัดถล่มมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ ขนาดและความรุนแรงของ 'ไต้ฝุ่นบาหวี่' จะเคลื่อนตัวจากมณฑลเจียงซู และอานฮุยไปยังบริเวณทะเลโป๋ไห่ จังหวัดทางภาคเหนือซึ่งมี "ประสบการณ์น้อยกว่า" ในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นเมื่อเทียบกับภาคใต้ ควร "เตรียมความพร้อม" ให้มากขึ้น บางการคาดการณ์ระบุว่า 'ไต้ฝุ่นบาหวี่' อาจขึ้นฝั่งในประเทศจีนถึงสองครั้ง
ทางด้านประเทศ ญี่ปุ่น ชาวบ้านบนเกาะซากิชิมะ ที่ห่างไกลก็อยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างสูงเช่นกัน ภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นว่าบางคนกำลังปิดหน้าต่างด้วยเทปกาวและคลุมตาข่ายกันลมไว้ทั่วบ้านและร้านค้าของตน สายการบินต่างๆ ได้ระงับเที่ยวบินในภูมิภาคนี้ ตัวอย่างเช่น สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ส ได้ยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยวในวันศุกร์ และวันเสาร์ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารเกือบ 20,000 คน
สายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ส ซึ่งเป็นสายการบินญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ได้ยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 160 เที่ยวบินจนถึงวันอาทิตย์ ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารประมาณ 20,000 คน ตามรายงานของรอยเตอร์ส รวมทั้ง สายการบินไทย และสายการบินมาเลเซียได้ระงับเที่ยวบินไปและกลับจากไทเปเช่นกัน
ฝนถล่มจีนวิกฤต! เขื่อนแตก-แม่น้ำล้นตลิ่ง ดับแล้ว 17 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหาย เตือนฝนยังไม่หยุด
สถานการณ์อุทกภัยในประเทศจีนยังคงน่าเป็นห่วง หลังพายุฝนที่ตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน แม่น้ำหลายสิบสายเอ่อล้นตลิ่ง และเกิดเหตุเขื่อนอ่างเก็บน้ำแตก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหายในพื้นที่ประสบภัย
รายงานระบุว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ระดมกำลังเข้าค้นหาผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมของประเทศจีน หลังเหตุพายุฝนรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 ราย พร้อมทั้งทำให้แม่น้ำหลายสิบสายมีระดับน้ำสูงเกินตลิ่ง และเกิดเหตุ เขื่อนอ่างเก็บน้ำหลิวหลาน (Liulan Reservoir) ในหมู่บ้านหลิวหลาน เมืองเหิงโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน พังเสียหายจากแรงน้ำ
ภาพจากพื้นที่แสดงให้เห็นสภาพของเขื่อนที่พังทลาย หลังรับมวลน้ำจำนวนมหาศาลจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบ และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายจุด
ทางการจีนยังคงระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัย เครื่องจักร และอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนว่า หลายพื้นที่ยังมีแนวโน้มเผชิญฝนตกหนักเพิ่มเติม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายรอบใหม่
เจ้าหน้าที่จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ เพื่อความปลอดภัยในช่วงที่สภาพอากาศยังคงแปรปรวน
เที่ยวบินไรอันแอร์ จากกรีซไปเยอรมนีต้องบินกลับสนามบิน หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารชายวัย 60 ปีเกือบถูกดูดออกนอกเครื่อง โชคดีผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวไว้ได้
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบิน ไรอันแอร์ (Ryanair) หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารชายรายหนึ่งเกือบถูกแรงอากาศดูดออกนอกเครื่องบิน แต่รอดมาได้เพราะผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวกลับเข้ามา
ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์เล่าวว่า ผู้โดยสารชายซึ่งเป็นชาวเซอร์เบีย อายุประมาณ 60 ปี ถูกแรงอากาศดูดจนศีรษะและช่วงไหล่ออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลาหลายนาที ก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะช่วยดึงกลับเข้ามาภายในห้องโดยสารได้สำเร็จ
สายการบินไรอันแอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เที่ยวบินเมื่อเช้าวันศุกร์ ซึ่งเดินทางจากเมืองเทสซาโลนิกี ประเทศกรีซ มุ่งหน้าไปยังเมืองเมมมิงเงิน ประเทศเยอรมนี ต้องบินกลับไม่นานหลังทะยานขึ้น เนื่องจาก "หน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างทำการบิน"
สายการบินยืนยันว่า เครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย และผู้โดยสารทั้งหมดกลับเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยมีผู้โดยสาร 1 คนขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หลังลงจอดที่สนามบินเมืองเทสซาโลนิกี ก่อนที่สายการบินจะจัดเครื่องบินลำใหม่พาผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดหมายในอีกหลายชั่วโมงต่อมา
ผู้โดยสารหลายคนให้ข้อมูลกับสื่อในกรีซและเยอรมนีว่า หลังเครื่องบินโบอิ้ง 737 ทะยานขึ้นได้ไม่นาน ได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่หน้าต่างจะแตก หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมาจากเพดาน และเกิดการสูญเสียความดันอากาศภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารบางรายเชื่อว่า หน้าต่างอาจได้รับความเสียยหายจากเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่กระเด็นมากระแทก อย่างไรก็ตาม ไรอันแอร์ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้
โดยสารหญิงรายหนึ่งเล่าว่า ทุกคนรับรู้ทันทีว่าเกิดภาวะสูญเสียความดันอากาศ ผู้คนต่างกรีดร้อง และในช่วงแรกเธอคิดว่ามีคนเปิดประตูฉุกเฉินโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเห็นว่าผู้โดยสารชายคนหนึ่งมีศีรษะและหัวไหล่ถูกดูดออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่เขายังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ จึงไม่ถูกดูดออกจากเครื่องบิน
รายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินลำนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 18 ปี และดำเนินการบินโดย มอลตา แอร์ (Malta Air) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไรอันแอร์ ทางด้าน สำนักงานการบินไอร์แลนด์ ระบุว่า ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของกรีซและสำนักงานการบินพลเรือนของมอลตาในการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ต่อไป.
ที่มา BBC
10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วอลลี ฟังก์ นักบินอวกาศหญิง ผู้สร้างสถิตินักบินหญิงอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศในวัย 82 ปี เสียชีวิตแล้วในวัย 87 ปี ที่บ้านพักในเมืองเกรปไวน์ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา หลังมีอาการแทรกซ้อนจากการหกล้มหลายครั้ง และ ติดเชื้อที่ขา
เมืองเกรปไวน์ ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันการเสียชีวิตของเธอ พร้อมยกย่องเธอในฐานะผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกจากความมุ่งมั่นและการไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของยุคสมัย
วอลลี ฟังก์ มีชื่อเต็มว่า แมรี วอลเลซ ฟังก์ เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 1939 เธอหลงใหลการบินมาตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมอุทิศชีวิตของเธอเพื่อเป็นนักบินมาทั้งชีวิต ซึ่งเธอได้ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้จากการเริ่มต้นศึกษาที่ วิทยาลัยสตีเฟนส์ ในโคลัมเบีย รัฐมิสซูรี ตอนอายุ 16 ปี หลักจากนั้นเธอได้เข้าร่วมชมรมการบินหญิงและได้รับใบอนุญาตนักบินตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี ก่อนจะสร้างชื่อในวงการการบินด้วยการทำงานเป็นครูการบิน ผู้ตรวจสอบการบิน และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในแวดวงการบินของสหรัฐฯ
โดยชื่อของ แมรี วอลเลซ ฟังก์ เป็นที่จดจำจากการเข้าร่วมโครงการ Mercury 13 เมื่อปี 1961 ซึ่งเป็นโครงการทดสอบสมรรถภาพผู้หญิงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นนักบินอวกาศ พร้อมกับนักบินชายของโครงการเมอร์คิวรี ของ นาซ่า แม้ผลการทดสอบของเธอจะอยู่ในระดับยอดเยี่ยม และผ่านการทดสอบหลายด้านเหนือกว่านักบินชายบางคน แต่สุดท้ายเธอและผู้หญิงอีก 12 คนกลับไม่ได้รับโอกาสเข้าสู่โครงการนักบินอวกาศเนื่องจากในขณะนั้นหน่วยงานยังไม่เปิดรับผู้หญิง
กระทั่งปี 2021 ความฝันที่เธอเฝ้ารอมาตลอดกว่า 60 ปีได้กลายเป็นจริง เมื่อ เจฟฟ์ เบโซส์ ผู้ก่อตั้ง Amazon เชิญเธอร่วมเดินทางไปกับยานนิวเชพเพิร์ด ของบลูออริจิน ทำให้วอลลี ฟังก์ ได้เดินทางสู่อวกาศเป็นครั้งแรกในวัย 82 ปี กลายเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดที่เดินทางสู่อวกาศในขณะนั้น และยังคงเป็นผู้หญิงที่มีอายุมากที่สุดที่เคยเดินทางสู่อวกาศจนถึงปัจจุบัน
หลังทราบข่าวการเสียชีวิต บลูออริจิน โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ระบุว่า วอลลี ฟังก์ คือผู้บุกเบิกในทุกความหมายของคำนี้ และเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตของเธอ
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012