ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



เช็ก 10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในสถานบันเทิง หนีไฟอย่างถูกวิธี เพิ่มโอกาสรอดชีวิต

จากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ไทยรัฐออนไลน์ชวนเปิด 10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้ในสถานบันเทิง พร้อมทำความเข้าใจ 4 ปรากฏการณ์ไฟไหม้สุดอันตรายที่ต้องระวังเพื่อรักษาชีวิต

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าวที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในสังคม แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนใจว่าอุบัติภัยจากอัคคีภัยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดอย่างสถานบันเทิง ร้านอาหาร หรือผับบาร์

หากย้อนดูประวัติศาสตร์อัคคีภัยในอดีตของประเทศไทย เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ซานติก้าผับ (พ.ศ. 2552) หรือเหตุเพลิงไหม้เมาน์เทน บี (พ.ศ. 2565) ต่างชี้ให้เห็นว่าสถานบันเทิงมักมีปัจจัยเสี่ยงสูง ทั้งเรื่องของโครงสร้างปิด เสียงที่ดังจนอาจไม่ได้ยินสัญญาณเตือน และวัสดุตกแต่งที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้รอดชีวิตคือ “สติและการรู้หลักวิธีเอาตัวรอดที่ถูกต้อง”

ไทยรัฐออนไลน์ รวบรวม 10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในสถานบันเทิง พร้อมเจาะลึก 4 ปรากฏการณ์ไฟไหม้รุนแรงที่คุณต้องรู้เพื่อหนีเอาชีวิตรอด

10 วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในสถานบันเทิง

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่สถานบันเทิง ความสนุกสนานอาจทำให้เราละเลยความปลอดภัย แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น การปฏิบัติตาม 10 ข้อนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของคุณให้สูงขึ้น

1.สังเกตทางหนีไฟทันทีเมื่อเข้างาน: ทุกครั้งที่เข้าสถานบันเทิง ให้มองหาป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน (Exit) และจำตำแหน่งไว้เสมอ

2.ตั้งสติและควบคุมความตื่นตระหนก: เมื่อได้ยินเสียงเตือนภัยหรือเห็นกลุ่มควัน ห้ามกรีดร้องหรือวิ่งชนกันอย่างไร้ทิศทาง เพราะจะทำให้เกิดการเหยียบกันเสียชีวิต

3.หมอบต่ำหลบควันพิษ: ควันไฟจะลอยขึ้นสู่ที่สูงเสมอ ให้ก้มศีรษะลงต่ำ หรือคลานเข่าเพื่อสูดออกซิเจนที่อยู่ใกล้ระดับพื้นดิน

4.ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปาก: หากมีน้ำดื่มอยู่ใกล้ตัว ให้เทใส่ผ้าเช็ดหน้าหรือเสื้อผ้าแล้วนำมาปิดปมูกเพื่อกรองควันพิษและไอร้อน

5.เดินชิดกำแพงหรือผนัง: ในสภาพที่มืดและเต็มไปด้วยควัน การเอามือคลำผนังจะช่วยนำทางไปสู่ประตูทางออกได้ดีที่สุด

6.ห้ามใช้ลิฟต์เด็ดขาด: เมื่อเกิดไฟไหม้ ระบบไฟฟ้าอาจตัดการทำงานทันที ทำให้ติดค้างอยู่ภายในลิฟต์และขาดอากาศหายใจ

7.เช็กความร้อนของประตูก่อนเปิด: หากต้องเปิดประตูผ่านไป ให้ใช้หลังมือแตะบานประตูหรือลูกบิด หากรู้สึกร้อน ห้ามเปิดเด็ดขาดเพราะอาจมีไฟรออยู่ฝั่งตรงข้าม

8.อย่าห่วงทรัพย์สิน: ทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็นทั้งหมด อย่าเสียเวลาเก็บกระเป๋าหรือถ่ายรูป/วิดีโอเด็ดขาด ชีวิตของคุณสำคัญที่สุด

9.หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีวัสดุติดไฟง่าย: พยายามอยู่ห่างจากผนังบุโฟมเก็บเสียง ม่าน หรือกองสิ่งของที่เป็นเชื้อเพลิง

10.เมื่อพ้นออกมาแล้ว ห้ามย้อนกลับไปเด็ดขาด: ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น ลืมของ หรือตามหาเพื่อน เพราะโครงสร้างอาจถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ

เจาะลึก 4 ปรากฏการณ์ไฟไหม้สุดอันตราย รู้ไว้ก่อนสายเกินไป

นอกจากการหาทางหนีไฟแล้ว การเข้าใจพฤติกรรมของไฟก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะในพื้นที่ปิดอย่างสถานบันเทิง มักเกิดปรากฏการณ์ทางเคมีที่ทำให้ไฟทวีความรุนแรงในเสี้ยววินาที ดังนี้

1. Flashover (ปรากฏการณ์ไฟลุกท่วมพร้อมกัน)

Flashoverคืออะไร: เป็นช่วงเวลาที่ความร้อนสะสมในห้องปิดสูงถึงจุดวิกฤต (ประมาณ 500-600 องศาฯ) ส่งผลให้วัตถุทุกชนิดในห้องนั้นเกิดการลุกไหม้ขึ้นพร้อมกันทันทีโดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสเปลวไฟโดยตรง

วิธีเอาตัวรอด: หากเริ่มรู้สึกว่าไอร้อนรุนแรงจนผิวหนังแสบร้อน และเห็นควันดำหนาทึบสะสมที่เพดาน ให้รีบก้มต่ำและก้าวออกจากพื้นที่นั้นทันทีก่อนที่ห้องจะกลายเป็นทะเลเพลิง

2. Backdraft (การระเบิดของเพลิงย้อนกลับ)

Backdraft คืออะไร: เกิดขึ้นเมื่อไฟไหม้ในห้องที่ปิดมิดชิดจนออกซิเจนหมดลง แต่ความร้อนและแก๊สเชื้อเพลิงยังคงสะสมอยู่ เมื่อมีการเปิดประตูหรือหน้าต่างทำให้ออกซิเจนไหลเข้าไปอย่างรวดเร็ว จะเกิดการระเบิดรุนแรงสวนกลับออกมา

วิธีเอาตัวรอด: สังเกตอาการเตือน เช่น ประตูร้อนจัด มีควันพวยพุ่งออกมาตามร่องประตูแบบเป็นจังหวะเหมือนการหายใจ ห้ามเปิดประตูนั้นเด็ดขาด ให้หาเส้นทางอื่นทันที

3. Rollover (เปลวไฟวิ่งบนเพดาน)

Rollover คืออะไร: เกิดจากแก๊สที่ยังไหม้ไม่หมดลอยตัวขึ้นไปสะสมอยู่บริเวณเพดาน เมื่อแก๊สเหล่านั้นได้รับออกซิเจนในปริมาณที่พอเหมาะ จะเกิดการลุกไหม้และเห็นเป็นเปลวไฟวิ่งพล่านไปตามฝ้าเพดานอย่างรวดเร็ว

วิธีเอาตัวรอด: เมื่อเห็นเปลวไฟเริ่มวิ่งบนเพดาน แสดงว่าระดับความร้อนด้านบนสูงมาก ให้รีบหมอบคลานต่ำที่สุดเพื่อหลบไอร้อนอันตราย

4. Flameover (ไฟลามตามพื้นผิวอย่างรวดเร็ว)

Flameover คืออะไร: ปรากฏการณ์ที่เปลวไฟลุกไหม้และลามไปตามพื้นผิวของวัตถุหรือผนังห้องอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถานบันเทิงที่มักใช้โฟมซับเสียงหรือวอลเปเปอร์ที่เป็นเชื้อเพลิงไวไฟ

วิธีเอาตัวรอด: หลีกเลี่ยงการหนีเข้าไปในเส้นทางที่มีผนังหรือเพดานบุด้วยวัสดุติดไฟง่าย และพยายามหาทางออกที่สั้นที่สุด

เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวรวมถึงบทเรียนจากอดีต เป็นสิ่งย้ำเตือนใจว่าอุบัติภัยเกิดขึ้นได้เสมอ การมีสติและการมีความรู้ในการเอาตัวรอดอย่างถูกต้อง คือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย


มาไทยแล้ว! พาไปรู้จักแพลตฟอร์มวิเคราะห์ดาวเทียมอวกาศระดับโลก ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน-การเกษตร พร้อมขับเคลื่อนความปลอดภัยสาธารณะเต็มสูบ

เรื่องอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! เมื่อเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมขั้นสูงระดับโลกของ "สเปซ ชิฟต์ (Space Shift)" จากประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ภายใต้ความร่วมมือของยักษ์ใหญ่ระดับร้อยปีอย่าง บริษัท นากาเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท บีทูจี โซลูชั่น จำกัด (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา) ความร่วมมือครั้งนี้จะเปลี่ยน "ภาพถ่ายจากนอกโลก" ให้กลายเป็นข้อมูลอัจฉริยะที่ช่วยขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ เมกะโปรเจกต์ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนไทย บนมูลค่าตลาดอวกาศในไทยที่สูงทะลุ 3 หมื่นล้านบาท!

สเปซ ชิฟต์ เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในประเทศญี่ปุ่น ด้านการเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลเชิงลึกจากอวกาศให้เป็นโซลูชั่นที่นำไปใช้งานได้จริง ด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีภายใต้ปรัชญาในการเชื่อมโยง "มุมมองจากอวกาศ" เข้ากับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน บริษัทจึงมุ่งเน้นไปที่การทำให้มนุษย์ โลก และเทคโนโลยี สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดียิ่งขึ้นผ่านการใช้ข้อมูลอวกาศ

แพลตฟอร์อวกาศ เปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างไร? โดยแพลตฟอร์มสุดล้ำนี้จะเข้ามาเป็นสมองกลช่วยคิด ทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ ผ่านธีมหลัก ๆ ที่ใกล้ตัวเราอย่างไม่น่าเชื่อ

Smart Life & Smart City: วางผังเมืองอัจฉริยะ รถไม่ติด จัดการโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความปลอดภัยในที่สาธารณะ

สายกรีน & เกษตรแม่นยำ: ช่วยเกษตรกรวิเคราะห์ผลผลิตล่วงหน้า ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเตือนภัยพิบัติ/น้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที

ความมั่นคงระดับชาติ: เฝ้าระวังทางทะเลและดูแลความปลอดภัยรอบด้าน

นาย นารูโอะ คาเนโมโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ สเปซ ชิฟต์ กล่าวว่า เทคโนโลยีของเราได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลดาวเทียมที่มีอยู่ทั่วโลก และสกัดออกมาเป็นข้อมูลอัจฉริยะที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงผ่านการวิเคราะห์ขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ โดยเรามุ่งหวังที่จะสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยผ่านความร่วมมือนี้ ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากอวกาศที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อการตรวจสอบ การบริหารจัดการความเสี่ยง ความปลอดภัยสาธารณะ การวางแผนระยะยาวและความยั่งยืน "เราต้องการเชื่อมโยงมุมมองจากอวกาศ เข้ากับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มนุษย์ โลก และเทคโนโลยี อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ดร. มะสะฮิโร มัตสึโมโต หัวหน้าทีมเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ของ นากาเซ่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมไม่ใช่เทคโนโลยีที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์และสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล และชุมชนต่างๆ ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นากาเซ่ มีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้ากับความต้องการที่แท้จริงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ได้แก่ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

Space Shift (ผู้พัฒนา): ตัวพ่อเรื่อง AI อวกาศจากญี่ปุ่น เปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมทั่วโลกให้กลายเป็นคำแนะนำที่ใช้งานได้จริง

นากาเซ่ (พี่ใหญ่สายซัพพอร์ต): กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกว่า 190 ปี ขนเครือข่ายและมาตรฐานระดับโลกมาการันตีความเสถียร

บีทูจี โซลูชั่น (สะพานเชื่อมคนไทย): ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและนโยบายในไทย ผู้ออกแบบให้เทคโนโลยีระดับโลกนี้เข้ากับวิถีชีวิตและบริบทของบ้านเราได้อย่างไร้รอยต่อ

ดร. เก่งการ เหล่าวิโรจนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บีทูจี โซลูชั่น กล่าวว่า เทคโนโลยีขั้นสูงจะสร้างผลกระทบที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้อย่างสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ทิศทางนโยบาย และกรอบกฎหมายของประเทศ บีทูจี โซลูชั่น ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ของ สเปซ ชิฟต์ กับวาระการพัฒนาของประเทศไทย ตั้งแต่เมืองอัจฉริยะและเกษตรกรรม ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการภัยพิบัติ ความปลอดภัยสาธารณะ และการประยุกต์ใช้ด้านความมั่นคง


อย่าเพิ่งกลัวผี! ไขปริศนา อยู่ๆ ก็ "ได้กลิ่นธูป" สื่อว่าวิญญาณจะมาหาจริงหรือ?

การได้กลิ่นควันธูปลอยโชยมาในอากาศอย่างปริศนา ทั้งที่บริเวณรอบข้างไม่มีการจุดธูป ไหว้พระ หรือมีกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เกิดควันตามปกติ อาจเป็นหนึ่งในประสบการณ์ลี้ลับที่หลายคนเคยพบเจอและทำให้รู้สึกขนลุกได้ง่ายๆ

ในทางความเชื่อโบราณของไทยและอีกหลายวัฒนธรรม มักมีการตีความการ "ได้กลิ่นธูป" ว่าอาจเป็นสัญญาณการมาเยือนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดวงวิญญาณ หรือญาติสนิทที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ในยุคปัจจุบันได้มีการศึกษาและพบคำตอบที่จับต้องได้เกี่ยวกับกลไกการเกิด "กลิ่นปริศนา" เหล่านี้

ทำไมสมองต้องเชื่อมโยง "กลิ่นธูป" กับ "สิ่งลี้ลับ"

ได้กลิ่นธูป หมายถึงอะไร? ในทางจิตวิทยามนุษย์มีพฤติกรรมการรับรู้และตีความสิ่งเร้าที่เรียกว่า "การจับคู่ความจำเชิงวัฒนธรรม" (Cultural Association) ตั้งแต่เด็กจนโต คนไทยมักคุ้นเคยกับกลิ่นธูปในบริบทของงานมงคล งานศพ วัด หรือพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับเรื่องของจิตวิญญาณและสิ่งลี้ลับโดยตรง

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่สมองส่วนรับกลิ่นได้รับสัญญาณกระตุ้นที่มีลักษณะคล้ายหรือใกล้เคียงกับกลิ่นธูป แม้จะเป็นเพียงกลิ่นสารเคมีเจือจางในอากาศ หรือกลิ่นไม้ไหม้จากระยะไกล สมองจะดึงเอาชุดความจำที่เด่นชัดที่สุดในวัฒนธรรมนั้นขึ้นมาอธิบายทันที

จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนนึกถึงเรื่อง "ผี" หรือ "วิญญาณ" เป็นอันดับแรก ต่างจากชาวต่างชาติในแถบตะวันตกที่หากได้กลิ่นควันในลักษณะเดียวกัน สมองของพวกเขาอาจตีความว่าเป็นกลิ่นเตาผิง กลิ่นไม้โอ๊ก หรือกลิ่นบาร์บีคิวตามประสบการณ์ที่คุ้นเคย

รู้จักอาการ "หลอนประสาทดมกลิ่น" อาจเป็นสาเหตุให้ได้กลิ่นแปลกๆ

การได้กลิ่นที่ไม่มีอยู่จริงในสภาพแวดล้อมขณะนั้น ถือเป็นภาวะทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นได้จริง เรียกว่า ภาวะหลอนประสาทดมกลิ่น หรือ Olfactory Hallucination ซึ่งภาวะดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทรับกลิ่น (Olfactory System) หรือการแปลผลของสมอง โดยมีสาเหตุสำคัญทางกายภาพ ดังนี้

การอักเสบในโพรงจมูก ไซนัสอักเสบ หวัดเรื้อรัง หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน อาจทำให้เซลล์รับกลิ่นส่งสัญญาณประสาทที่ผิดพลาดไปยังสมอง

สิ่งแวดล้อมและสารเคมี การอยู่ในห้องแอร์ที่ปิดสนิทเป็นเวลานาน อาจเกิดการสะสมของอนุภาพฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) หรือสารเคมีจากน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำหอมปรับอากาศ ที่ระเหยจนเปลี่ยนสภาพ ทำปฏิกิริยากับเยื่อบุจมูกจนทำให้แปลผลผิดพลาดเป็นกลิ่นไหม้หรือกลิ่นธูป

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลกลิ่นเกิดภาวะ "สปาร์ก" หรือแปลสัญญาณไฟฟ้าสถิตภายในสมองออกมาเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยในอดีต

อาการหลอนประสาทดมกลิ่น ส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราวและหายไปเองได้ แต่หากบุคคลใดมีอาการได้กลิ่นไหม้ กลิ่นควัน กลิ่นสารเคมีปริศนา หรือรู้สึกว่าได้กลิ่นธูปตลอดเวลา จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเช็กโครงสร้างภายในจมูกและระบบประสาทส่วนกลางอย่างละเอียด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคไมเกรน หรือความผิดปกติของสมองบางส่วนได้


‘เต๋อเทียน’ สุดยอดน้ำตกแห่งเอเชีย

เมื่อกล่าวถึงเขตปกครองพิเศษกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน หลายคนจะทราบถึงเมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ของประเทศจีนตอนใต้

ปัจจุบันกำลังกลายเป็นหมุดหมายที่สำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการมาสัมผัสถึงเสน่ห์ ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและกลิ่นอายของชนชาติจ้วงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน

สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ที่ จ.ขอนแก่น จัดโครงการสานสัมพันธ์สื่อจีน-ไทย ร่วมใจเยือนกว่างซี ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนและความร่วมมือสื่อมวลชนจีน-ไทย ประจำปี 2569

โดยนำคณะผู้แทนสื่อมวลชนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเข้าชม ‘น้ำตกเต๋อเทียน’ สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจีน ที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก ภายใต้การบริหารจัดการเขตท่องเที่ยวชายแดนจีน-เวียดนาม ที่นำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ที่สำคัญคือน้ำตกเต๋อเทียน หรือฝั่งเวียดนามเรียกว่า น้ำตกบ่านซก ได้รับการขนานนามว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก และเป็นน้ำตกข้ามพรมแดนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอีกด้วย

น้ำตกเต๋อเทียน มีความสูงประมาณ 70 เมตร และกว้างกว่า 200 เมตร เป็นผืนน้ำสีเขียวมรกต ใสสะอาด เหมาะกับการมาล่องเรือ ชมความสวยงามสุดตระการตาของน้ำตกที่ล้อมรอบไปด้วยแมกไม้และขุนเขาอันอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ด้านล่างของน้ำตกมีสะพานไม้ให้ผู้คนไปยืนถ่ายรูปวิวสุดอลังของน้ำตกได้ด้วยเช่นกัน

นางหวง หยวน เจ้าหน้าที่ศูนย์การสื่อสารต่างประเทศ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี กล่าวว่า น้ำตกเต๋อเทียนตั้งอยู่ที่หมู่บ้านเต๋อเทียน ต.ซั่วหลง อ.ต้าซิน เมืองฉงจั่ว และเขต Dam Thuy ตำบล Trung Khanh จังหวัดกาวบั่ง (Cao Bang) ประเทศเวียดนาม

โดยมีแม่น้ำกุยซุน เป็นแม่น้ำแบ่งเขตชายแดนระหว่างจีน-เวียดนาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวในระดับ 5A ของประเทศจีน

ปัจจุบันการเดินทางมาท่องเที่ยวสะดวกสบาย โดยส่วนใหญ่นิยมโดยสารโดยเครื่องบินลงที่สนามบินหนานหนิงและต่อด้วยรถขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งจากนครหนานหนิงอู๋ซวีไปถึงน้ำตกเต๋อเทียนมีด้วยกันหลายวิธี

ไม่ว่าจะเป็นโดยรถบัสจากสถานีขนส่ง หล่างตง หนานหนิง-น้ำตกเต๋อเทียน ใช้เวลาราว 3.5 ช.ม.

การเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงจากสถานีรถไฟหนานหนิงตง-สถานีรถไฟฉงจั่วหนาน ใช้เวลา 1 ช.ม. ต่อด้วยรถชัตเติ้ลบัสที่รับส่งจากสถานีรถไฟฉงจั่วหนาน-น้ำตกเต๋อเทียน ใช้เวลาราว 2 ช.ม.

หรือสถานีรถไฟความเร็วสูงที่อยู่ในท่าอากาศยานนานาชาติอู๋ซวีหนานหนิง-สถานีรถไฟฉงจั่วหนาน ใช้เวลา 35 นาที แล้วต่อด้วยรถชัตเติ้ลบัสเข้าน้ำตกเต๋อเทียน

นางหวงกล่าวว่า น้ำตกเต๋อเทียน ปัจจุบันได้มีการบูรณาการร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศทั้งในเรื่องการชมทัศนียภาพทางธรรมชาติ การช็อปปิ้งสินค้าข้ามพรมแดน การเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสวิถีชีวิตและประสบการณ์ของเมืองชายแดน

โดยฝ่ายจีนภายใต้การกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐบาล กำหนดค่าเข้าชมผู้ใหญ่คนละ 80 หยวน เด็ก 40 หยวน ผู้สูงอายุลดครึ่งราคา

ขณะที่ภายในน้ำตกมีสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรือน้ำเที่ยวที่สามารถนั่งเข้าไปชมความสวยงามของน้ำตกได้อย่างใกล้ชิด รถรางนำเที่ยวชมความสวยงามของน้ำตกและพื้นที่โดยรอบของเขตน้ำตก

ที่พลาดไม่ได้คือการชมการแสดงของนักแสดงชนเผ่าที่จะมาสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ สร้างความประทับใจและพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมถนนสายวัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ชายแดนด้วยชุดประจำถิ่นที่สวยงาม การละเล่นที่สนุกสนาน ควบคู่กับการรับประทานอาหารประจำถิ่นที่ขึ้นชื่อและของฝากสุดชิกได้ในทุกวันอีกด้วย

น้ำตกเต๋อเทียนกำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก ต่างมาเที่ยวชมความสวยงามทางธรรมชาติ ท่ามกลางการต้อนรับของคนจีนอย่างอบอุ่น

ในทริปนี้ คณะผู้แทนสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยยังได้เยี่ยมชมสถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี โดยมีนางเหลา ไห่ เหมิง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และการต่างประเทศ สถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวและสื่อสารองค์กร ต้อนรับ

นางพนิดา จันทวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 2 กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า นับเป็นความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านสื่อมวลชนที่แนบแน่นและมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันที่ชัดเจนมากขึ้นของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคอีสานของไทยกับมณฑลกว่างซี

จากการเยี่ยมชมการดำเนินงานในแพลตฟอร์มต่างๆ ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี ซึ่งมีความทันสมัย มีความเป็นมืออาชีพ มีมาตรฐานและเทคนิควิธีในการผลิตรายการ ผลิตข่าว ผลิตสารคดี ที่มีคุณภาพระดับชั้นแนวหน้าของเอเชีย

ทั้งหมดเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย ได้อย่างชัดเจน จนนำไปสู่ความร่วมมือที่สนองต่อนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม การค้า การลงทุน ของทั้ง 2 ฝ่าย

มากไปกว่านั้นคือสื่อมวลชนไทยจะนำของเด่น ของดี ที่มีอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานมาเผยแพร่ที่สถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างซี และทางกว่างซีจะนำสารคดีและข้อมูลข่าวสารต่างๆ มาเผยแพร่ให้กับคนอีสานได้ทราบด้วย

โดยจะเริ่มจากการที่กว่างซีส่งสารคดีสั้นที่นำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปของเมืองหลิวโจวซึ่งแสดงโดยคนไทย ภายใต้การกำกับของสถานีมาเผยแพร่ในสื่อของภาคอีสาน

ขณะที่สื่อมวลชนไทยจะส่งสารคดีหรือข่าว เกี่ยวกับความเป็นอีสานทั้งด้านการท่องเที่ยว เทศกาลประจำปีของแต่ละจังหวัด ศิลปวัฒนธรรม อาหาร สินค้าโอท็อปหรือข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์มาให้กับกว่างซีทำการเผยแพร่ในพื้นที่

“ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวและด้านต่างๆ ระหว่าง 20 จังหวัดภาคอีสานของไทยกับเมืองต่างๆ ของมณฑลกว่างซีต่อไปในอนาคต”

นางทรงศิริ แก้วคำ ประชาสัมพันธ์ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือสื่อมวลชนจีน-ไทยประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญด้านสื่อสารมวลชนที่แน่นแฟ้นมากขึ้นตามคำพูดที่ว่า “ไทย-จีน ไม่ใช่อื่นไกล เราคือพี่น้องกัน”

ด้วยสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่มีมาอย่างยาวนาน สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง

รวบรวมเรียบเรียง โดย จักรพันธ์ นาทันริ...