ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



รู้จัก “มะเร็งถุงน้ำดี” เช็กอาการ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีป้องกัน

ความรู้จัก มะเร็งถุงน้ำดี โรคที่จา พนม กำลังต่อสู้ เช็กอาการเบื้องต้น สาเหตุเกิดจากอะไร ใครบ้างที่มีความเสี่ยง พร้อมแนวทางป้องกันตามมาตรฐานการแพทย์

กลายเป็นข่าวที่สร้างความเป็นห่วงให้กับแฟนคลับทั่วโลก เมื่อ “จา พนม ยีรัมย์” หรือ โทนี่ จา แอ็กชันสตาร์ระดับโลกชาวไทย ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วย “มะเร็งถุงน้ำดี” ซึ่งถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยนักแต่มีความรุนแรงสูง เราจะพาไปทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่สัญญาณเตือนเบื้องต้นไปจนถึงการป้องกัน

<0>มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คืออะไร?

ในระบบร่างกายมนุษย์ “ถุงน้ำดี” (Gallbladder) ทำหน้าที่เสมือนคลังพักน้ำดีที่ส่งมาจากตับ เพื่อรอจังหวะปล่อยออกมาย่อยไขมันในอาหาร แต่มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ในถุงน้ำดีเกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ ความน่ากลัวของมะเร็งถุงน้ำดีคือในระยะแรกมัก “ไม่แสดงอาการ” ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบเมื่อเข้าสู่ระยะแพร่กระจายแล้ว

5 ระยะสัญญาณเตือนมะเร็งในถุงน้ำดี

โดยปกติในระยะเริ่มต้น มะเร็งชนิดนี้แทบไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อก้อนเนื้อเริ่มขยายตัวหรือไปอุดตันท่อน้ำดี ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณดังนี้

อาการปวดท้องที่ระบุตำแหน่งยาก: มักเริ่มจากอาการจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือสะบักขวา

ภาวะดีซ่าน: นี่คือสัญญาณเด่นชัดที่สุด เมื่อก้อนเนื้ออุดตันท่อน้ำดี สารบิลิรูบินจะค้างในกระแสเลือด ทำให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย: ปัสสาวะจะมีสีเข้มเหมือนชาเข้มๆ ขณะที่อุจจาระอาจมีสีซีดลงเนื่องจากน้ำดีลงไปไม่ถึงลำไส้

ความผิดปกติของระบบย่อย: ท้องอืดอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง

สัญญาณมะเร็งทั่วไป: เบื่ออาหาร น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลาปัจจัยเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?

เกิดมะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นการสะสมของปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เซลล์ผนังถุงน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด โดยสามารถจำแนกกลุ่มเสี่ยงได้ดังนี้

1. ปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพ กลุ่มนี้เป็นปัจจัยที่ติดตัวมาหรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งยากจะควบคุม

เพศและฮอร์โมน: สถิติพบว่า “ผู้หญิง” มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3-4 เท่า นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลออกมาในน้ำดีมากขึ้น จนเกิดนิ่วและการอักเสบ

ช่วงวัยที่สูงขึ้น: ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่มีอายุ 60-70 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มพบในคนอายุน้อยลงเนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป

ความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น ผู้ที่มีถุงน้ำในท่อน้ำดี (Biliary Cysts) หรือมีโครงสร้างท่อน้ำดีและตับอ่อนเชื่อมต่อกันผิดปกติ ทำให้น้ำย่อยจากตับอ่อนไหลย้อนเข้าไปกัดกร่อนถุงน้ำดีจนอักเสบเรื้อรัง

2. ภาวะเจ็บป่วยที่เป็น “ชนวนเหตุ” หากคุณมีโรคประจำตัวเหล่านี้ คุณคือกลุ่มที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด นิ่วในถุงน้ำดี: ผู้ที่มีนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติหลายเท่า เนื่องจากนิ่วจะเสียดสีกับผนังถุงน้ำดีตลอดเวลาจนเกิดแผลและกลายพันธุ์

ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี: แม้ติ่งเนื้อส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่หากติ่งเนื้อมีขนาด ใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดออกทันทีเพราะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งสูงมาก

ภาวะ Porcelain Gallbladder: คือภาวะที่ผนังถุงน้ำดีมีหินปูนไปเกาะจนแข็งเหมือนเซรามิก ซึ่งเป็นผลจากการอักเสบซ้ำๆ มานานหลายปี

การติดเชื้อเรื้อรัง: เช่น การเป็นพาหะของเชื้อไทฟอยด์ หรือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบได้บ่อยในแถบเอเชีย รวมถึงไทย

3. ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม นี่คือส่วนที่คนวัยทำงานหรือคนที่มีสุขภาพภายนอกแข็งแรงมักมองข้าม ภาวะอ้วน: น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว

อาหารและสารก่อมะเร็ง: การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงต่อเนื่อง หรือการได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน พบในอาหารหมักดอง หรือปลาน้ำจืดดิบในบางพื้นที่ รวมถึงการสูบบุหรี่

ประวัติครอบครัว: หากมีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งถุงน้ำดี ความเสี่ยงของคุณจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

วิธีป้องกันมะเร็งถุงน้ำดี ปรับไลฟ์สไตล์ ลดชนวนเหตุเนื้อร้าย

แม้จะไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรงเหมือนมะเร็งบางชนิด แต่การดูแล “สุขภาพของน้ำดี” คือหัวใจสำคัญที่สุด

1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ความอ้วนคือปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ เพราะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของนิ่วและการอักเสบเรื้อรัง

ข้อควรระวัง: ควรลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป การลดน้ำหนักเร็วเกินไป เช่น อดอาหารอย่างหนัก อาจทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้นจนเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

2. เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เน้นไฟเบอร์: ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยให้การทำงานของน้ำดีและระบบขับถ่ายดีขึ้น ลดไขมันเลว: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง อาหารทอด หรือเนื้อสัตว์ติดมัน ซึ่งกระตุ้นการทำงานหนักของถุงน้ำดี กรดไขมันดี: การทานปลาที่มีโอเมก้า 3 ช่วยปรับสมดุลของน้ำดีได้

3. อย่าปล่อยให้ “นิ่ว” กลายเป็นเรื้อรัง หากคุณตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี แม้จะยังไม่มีอาการปวด ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง หากนิ่วมีขนาดใหญ่ (เกิน 3 ซม.) หรือมีจำนวนมาก แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดออกเพื่อป้องกันการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในอนาคต

4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและสารปนเปื้อน เลิกสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งทุกชนิดรวมถึงถุงน้ำดี ระวังพยาธิใบไม้ในตับ: หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา เพราะการติดเชื้อพยาธิจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระบบน้ำดี

5. การตรวจสุขภาพเชิงรุก เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้ไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจร่างกายทั่วไปอาจไม่เพียงพอ อัลตราซาวนด์ช่องท้อง: เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดในการตรวจดูนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติของผนังถุงน้ำดี

กลุ่มเสี่ยงสูง: หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองที่ละเอียดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

ทำไมคนแข็งแรงถึงเสี่ยง ในกรณีของบุคคลที่ดูแข็งแรงอย่างนักกีฬาหรือนักแสดงแอ็กชัน ปัจจัยเสี่ยงอาจมาจากสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก เช่น นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ หรือความผิดปกติของโครงสร้างท่อน้ำดีแต่กำเนิด ดังนั้นการ “ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน” ในการตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป


อนุรักษ์ดุหยง! พบ ‘พะยูน’ สัตว์หายาก 16 ตัว ชี้สภาพทะเลสมบูรณ์เร่งสำรวจ

เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ตรัง ผนึกกำลังกลุ่มพิทักษ์ดุหยง ใช้โดรนสำรวจพะยูนบริเวณเกาะลิบง พบ 16 ตัวสุขภาพดีสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ เร่งเดินหน้าอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากตามพระราชดำริฯ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ร่วมกับกลุ่มพิทักษ์ดุหยง ได้ดำเนินการสาธิตการศึกษาและสำรวจสถานภาพพะยูนให้กับรายการ The Defender ช่อง PPTV 36 ในพื้นที่บริเวณเกาะลิบง จังหวัดตรัง เพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากชนิดนี้

การสำรวจครั้งนี้ได้ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ประกอบกับการสังเกตพฤติกรรมโดยตรง พบพะยูนจำนวน 16 ตัวแสดงพฤติกรรมต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ได้แก่ การหากินอาหาร การพลิกตัว และการรวมฝูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณเกาะลิบงยังคงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและอุดมสมบูรณ์สำหรับพะยูน

จากการประเมินความสมบูรณ์ของร่างกาย (Body Condition Score – BCS) พบว่า พะยูนที่สำรวจได้มีสภาพร่างกายอยู่ในเกณฑ์ 3-4 จาก 5 หมายถึง พะยูนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพร่างกายระดับปานกลางถึงดี ไม่ผอมหรืออ้วนจนเกินไป พร้อมทั้งมีอัตราการหายใจอยู่ที่ 3-4 ครั้งต่อ 5 นาที ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การสำรวจและติดตามสถานภาพพะยูนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ร่วมกับกลุ่มพิทักษ์ดุหยง ที่ไม่หยุดนิ่งในการปกป้องและดูแลสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการติดตามสำรวจ ไม่เพียงช่วยให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและเป็นระบบ แต่ยังช่วยลดการรบกวนต่อพะยูนในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติอีกด้วย

การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมีพระราชดำริในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล โดยเฉพาะพะยูนซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

พะยูนหรือ “ดุหยง” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลที่มีขนาดใหญ่และมีนิสัยอ่อนโยน ถือเป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ตามกฎหมายไทย การอนุรักษ์พะยูนจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

“การอนุรักษ์พะยูนคือการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และเป็นมรดกอันล้ำค่าที่เราจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต เพื่อสืบสานพระราชดำริในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่สืบไป”

ขอบคุณข้อมูล-ภาพ เพจ “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช”...


เปิด 13 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการกินเพื่อสุขภาพ ที่อาจพาให้ร่างกายพังกว่าเก่า

ความเชื่อที่ 1 น้ำตาลคือยาพิษ ความจริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย รวมถึงเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา ตั้งแต่โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ แต่ถ้าเราบริโภคน้ำตาลอย่างพอดี ก็ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะน้ำตาลให้พลังงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลดีต่อสมองและอวัยวะต่างๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้รู้สึกตื่นตัว

นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด รวมทั้งมีประโยชน์ในทางยาและทางการแพทย์ เช่น ใช้รักษาบาดแผลหรือใช้ในการแพทย์ และช่วยถนอมอาหาร ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างที่เข้าใจผิดกัน

ปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวันไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัม สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มวัย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่รับน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหารหรือเครื่องดื่มไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และให้ลดลงเหลือไม่เกิน 5% จะดีที่สุด

ความเชื่อที่ 2 นมวัวไม่ดีต่อสุขภาพ

ความจริง นมวัวมีแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง มีโปรตีนคุณภาพสูงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น แคลเซียม วิตามินบี 12 และวิตามินดี นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการดื่มนมวัวอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนได้

อย่างไรก็ตาม นมวัวอาจมีผลเสียต่อสุขภาพสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ หรือแพ้โปรตีนในนมวัว ซึ่งอาจมีอาการท้องอืด ท้องเสีย และอาการแพ้ต่าง ๆ ได้

ความเชื่อที่ 3 คาร์โบไฮเดรตคือศัตรู

ความจริง เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมายาวนานว่าเราควรเลี่ยงการกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่ในความเป็นจริง คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับร่างกายและสมองของคุณ สิ่งที่สำคัญคือประเภทของคาร์โบไฮเดรตที่เราเลือกบริโภค ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพมาจากธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ผัก และผลไม้ และควรจำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตแปรรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และขนมปังขาว

ความเชื่อที่ 4 ไขมันทำให้อ้วน ความจริง ความเชื่อที่ว่าการกินไขมันทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เพราะไขมันดีที่พบในอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก และปลา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกาย การบริโภคไขมันเหล่านี้ในปริมาณเล็กน้อยไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาจากพลังงานหรือแคลอรี ที่บริโภคเข้าไป มีปริมาณมากกว่าแคลอรีที่ใช้ไป เพราะร่างกายจะเปลี่ยนแคลอรีส่วนเกินนั้นไปเก็บไว้ในรูปของไขมัน ดังนั้นการบริโภคแคลอรีที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากสารอาหารหลัก เช่น โปรตีน ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต ก็เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำหนักเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ความเชื่อที่ 5 ไข่แดงไม่ดีต่อสุขภาพ

ความจริง เป็นเวลาหลายปีที่ไข่แดงถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเนื่องจากมีคอเลสเตอรอลสูง แต่การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า คอเลสเตอรอลในอาหารมีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยมากสำหรับคนส่วนใหญ่ ไข่เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และจัดว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดราคาประหยัดที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย

ความเชื่อที่ 6 ต้องกินเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอ

ความจริง แม้ว่าเนื้อสัตว์จะเป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ที่ดี แต่เราก็สามารถรับโปรตีนจากอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนได้ ด้วยการบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ถั่วแระญี่ปุ่น เทมเป้ รวมถึงโปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆ อย่างถั่วลันเตา ถั่วเลนทิล ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชไม่ขัดสีเข้าไว้ในอาหาร อาหารจากพืชที่สมดุลสามารถให้โปรตีนที่สมบูรณ์ได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องกินอาหารเหล่านี้รวมกันอย่างหลากหลาย

ความเชื่อที่ 7 กินอาหารตอนดึกทำให้อ้วน

ความจริง เวลาในการกินอาหารมีความสำคัญน้อยกว่าคุณภาพและปริมาณโดยรวมของสิ่งที่เราบริโภคเข้าไป ตราบใดที่ "พลังงานเข้าเท่ากับพลังงานออก" การกินตอนดึกก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือปริมาณและส่วนประกอบของอาหารว่างยามดึก และปริมาณพลังงาน (แคลอรี) ที่บริโภคโดยรวมในแต่ละวันต่างหาก

ความเชื่อที่ 8 การอดอาหารช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง การอดอาหารทำให้การเผาผลาญช้าลง และอาจนำไปสู่การกินมากเกินไปในภายหลัง ดังนั้นการกินอาหารและของว่างที่สมดุลอย่างสม่ำเสมอจะดีต่อน้ำหนักตัวมากกว่า เพื่อรักษาระดับพลังงานให้คงที่และควบคุมความอยากอาหารของเรา

ความเชื่อที่ 9 แหล่งโปรตีนทุกชนิดมีค่าเท่ากัน

ความจริง โปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย แต่แหล่งโปรตีนไม่ได้มีค่าเท่ากันทั้งหมด โดยโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อไม่ติดมัน ปลา ไข่ และผลิตภัณฑ์นม เป็นแหล่ง "โปรตีนสมบูรณ์" (Complete Proteins) ซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน

ขณะที่ โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชนิดต่างๆ และถั่วเลนทิล ยกเว้นถั่วเหลือง ไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ ซึ่งขาดกรดอะมิโนจำเป็นไปหนึ่งหรือสองชนิด ดังนั้นการบริโภคธัญพืชและพืชตระกูลถั่วต่างๆ รวมเข้าด้วยกันก็สามารถทำให้เกิดโปรตีนสมบูรณ์ที่จำเป็นต่อร่างกายได้

ความเชื่อที่ 10 กินซูชิช่วยลดน้ำหนัก

ความจริง อย่าให้ชิ้นพอดีคำหลอกเราได้ เพราะการกินซูชิจำนวนหลายชิ้นอาจมากพอๆ กับการกินข้าวหนึ่งถ้วยหรือมากกว่านั้น และยังมีโซเดียมจากโชยุอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ซูชิสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพได้ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือเปลี่ยนจากข้าวขาวที่ขัดสีเป็นข้าวกล้องแทนและลดปริมาณการจิ้มซอสโชยุลงเพื่อลดโซเดียม

ความเชื่อที่ 11 การกินมังสวิรัติดีต่อสุขภาพ

ความจริง คุณภาพของอาหารมังสวิรัติและอาหารที่ไม่ใช่มังสวิรัติขึ้นอยู่กับการเลือกอาหารของเรา อาหารมังสวิรัติที่ใช้การทดแทนเนื้อสัตว์ด้วยอาหารทอดหรือชีส อาจมีไขมันสูงและมีสารอาหารที่จำเป็นต่ำ

หากต้องการรักษาสุขภาพโดยไม่กินเนื้อสัตว์ ควรเลือกกินแหล่งโปรตีนที่ดีอย่างถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี ผลิตภัณฑ์นม เช่น โยเกิร์ตกรีก ไข่ และธัญพืช

ความเชื่อที่ 12 อาหารออร์แกนิกดีต่อร่างกายมากกว่า

ความจริง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอาหารออร์แกนิกอาจคุ้มค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและความชอบของเรา เมื่อซื้อผักและผลไม้ ให้พิจารณาว่ายังมีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลังการล้างหรือไม่

หากต้องการซื้ออาหารออร์แกนิก ให้เน้นที่กลุ่ม "Dirty Dozen™" ซึ่งเป็นผักและผลไม้ที่มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างมากที่สุด เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ผักโขม และแอปเปิล แต่สำหรับกลุ่ม "Clean Fifteen™" อาหารที่มีสารตกค้างน้อยที่สุด เช่น อะโวคาโด ข้าวโพด และสับปะรด อาจไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิก

ความเชื่อที่ 13 น้ำอัดลมแบบไดเอทดีกว่าน้ำอัดลมทั่วไป

ความจริง มีหลักฐานบางอย่างที่ชี้ว่าน้ำอัดลมแบบไดเอทอาจไม่ดีต่อสุขภาพพอๆ กับน้ำอัดลมทั่วไป งานวิจัยได้เชื่อมโยงน้ำอัดลมไดเอทกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวาน ภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติ และโรคอ้วน

หากมองหาสิ่งทดแทนน้ำอัดลม แนะนำให้ลองดื่มน้ำโซดาแบบสปาร์คกลิ้ง (sparkling water) หรือชาที่ไม่มีรสหวานแทน แต่ระวังเครื่องดื่มเกลือแร่ ชาที่มีรสหวาน และน้ำมะนาว เพราะส่วนใหญ่เต็มไปด้วยน้ำตาล

ที่มา: Loyola Medicine, The University of Queensland


Animal in Art สัตว์โลกจากมรดกวัฒนธรรม 5 ทวีป เมื่ออดีตกาลผสานงานศิลป์ร่วมสมัย สู่ผลงานระดับไอคอน

สัตว์โลกจากมรดกวัฒนธรรม 5 ทวีป เมื่ออดีตกาลผสานงานศิลป์ร่วมสมัย สู่ผลงานระดับไอคอน หลายครั้งที่เดินผ่านล็อบบี้โรงแรมแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ สำหรับเช็กอิน วางกระเป๋า นัดคุยงาน จิบกาแฟ แล้วแยกย้ายไปตามจังหวะของวัน แต่ครั้งนี้ ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท เลือกทำให้ทางผ่านมีเหตุผลให้ผู้คนอยู่ต่อ ด้วยการเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘พื้นที่ศิลปะ’ ที่เข้าถึงได้จริง

มิเชล โบบอต อดีตนักการทูตชาวฝรั่งเศส

นิทรรศการครั้งสำคัญอย่าง Animal in Art จึงเกิดขึ้น โดยรวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมจากอดีตกาลทั่วโลกมาร้อยเรียงเข้ากับศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยไว้ในพื้นที่เดียว นับเป็นนิทรรศการลำดับที่ 4 และ “ยิ่งใหญ่ที่สุด” ภายใต้มุมมองและการคัดสรรของ ท่านทูต มิเชล โบบอต อดีตนักการทูตชาวฝรั่งเศสประจำองค์การยูเนสโก และภัณฑารักษ์ของงานศิลปะ ต่อเนื่องจากความสำเร็จของนิทรรศการที่ผ่านมาอย่าง International Art Mail, Jazz Icons และ Mario Avati: Peaceful Beauty

สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจ คือการเลือกใช้ ‘สัตว์’ เป็นแกนหลัก เนื่องจากเป็นหัวข้อที่มนุษย์ทุกวัฒนธรรมคุ้นเคยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นหัวข้อที่ศิลปินทั่วโลกใช้พูดถึงมนุษย์ได้ลึกที่สุดเช่นกัน

‘สัตว์’ คือ รหัสทางวัฒนธรรม

‘ภาษากลาง’ ของมนุษยชาติ

Animal in Art พาผู้ชมย้อนมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ผ่านผลงานหลากยุค ตั้งแต่งานสมัยใหม่ถึงร่วมสมัย รวมถึงชิ้นสำคัญจากคอลเล็กชั่นส่วนตัวของท่านทูต มิเชล โบบอต ทั้งงานบนกระดาษ ประติมากรรม และวัตถุศิลป์หลากวัสดุ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงภาพงามทางรูปทรง หากยังทำหน้าที่เป็นรหัสทางวัฒนธรรมที่บรรจุความเชื่อ จิตวิญญาณ และอารมณ์ของผู้คนในแต่ละสังคมไว้ด้วยกัน

หัวใจของนิทรรศการคือการวางงานจากต่างเวลาและต่างภูมิภาคไว้ ‘ข้างกัน’ ในพื้นที่เดียว ให้ผู้ชมได้เห็นบทสนทนาทางสายตาที่เกิดขึ้นเอง ความแตกต่างของภาษาศิลป์ยิ่งทำให้ความเชื่อมโยงชัดขึ้นตามไปด้วย

ท่านทูต มิเชล โบบอต มองว่า ในบรรดาหัวข้อร่วมของประวัติศาสตร์ศิลปะ ‘สัตว์’ คือธีมที่เข้าถึงได้ที่สุด เพราะใครๆ ก็อ่านภาพสัตว์ได้ทันทีโดยไม่ต้องแปล จึงใช้เวลานานนับปีในการออกแบบภาพรวมให้ความหลากหลายไม่กระจัดกระจาย แต่พาไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า แม้เราจะต่างภาษา ต่างระยะทาง ต่างวิถีชีวิต ทว่าความหมายที่มนุษย์ผูกไว้กับสัตว์กลับคล้ายกันอย่างน่าประหลาด และนั่นเองคือพื้นที่เล็กๆ ที่ศิลปะช่วยลดอคติและความหวาดระแวงระหว่างกันได้

เฉียด 100 ชิ้นจาก 5 ทวีป ‘ต่างยุค ร่วมเฟรม’ เมื่อ ‘อดีตกาล’ เดินเข้ามาคุยกับ ‘วันนี้’

นิทรรศการรวบรวมผลงานเกือบ 100 ชิ้น จากศิลปินกว่า 63 รายใน 39 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป ไล่ตั้งแต่งานบนกระดาษ ประติมากรรม ไปจนถึงวัตถุศิลป์ที่ทำจากไม้ สำริด เหล็ก คริสตัล ดินเผา และเซรามิก ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสทั้งความงามของรูปทรงและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แตกแขนงไปตามภูมิหลังของแต่ละวัฒนธรรม

ความน่าดูอยู่ตรงที่นิทรรศการไม่เล่าเรื่องแบบ ‘แยกยุคแยกทวีป’ แต่เลือกให้ชิ้นงานต่างสมัยมายืนร่วมเฟรมเดียวกัน งานโบราณจึงไม่ถูกทำให้ห่างไกลเหมือนวัตถุหลังตู้กระจก ขณะที่งานร่วมสมัยก็ไม่ถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวในโลกของตัวเอง หากถูกดึงให้สนทนากับอดีตแบบเห็นชัดตรงหน้า จนผู้ชมรู้สึกได้ว่าเรื่องสัตว์ไม่เคยหายไปจากจินตนาการมนุษย์ เพียงเปลี่ยนวิธีเล่าไปตามกาลเวลาเท่านั้น

จากมรดกโบราณ ถึงไอคอนศิลปะโลก

‘ชิ้นเอก’ แห่งยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ศิลปินเทศ-ไทย ร่วมแจม

ไฮไลต์ของนิทรรศการ Animal in Art โดดเด่นด้วยชิ้นงานหายากและทรงคุณค่าที่พาผู้ชมเดินทางจากมรดกโบราณสู่ไอคอนศิลปะโลก ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมอายุกว่า 4,000 ปีจากสุสานอียิปต์โบราณ ตัวแทนมรดกศิลปะแห่งแอฟริกา ขวดเซรามิกและผ้าทอพื้นเมืองของเปรูอายุกว่า 500 ปี ที่ฉายภาพอารยธรรมยุคแรกเริ่มของทวีปอเมริกา ตลอดจนวัตถุหายากจากโอเชียเนีย ซึ่งนับเป็นสิ่งหลงเหลืออย่างน่าอัศจรรย์เมื่อคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศและความชื้นอันท้าทายของภูมิภาคดังกล่าว พร้อมด้วยผลงานชิ้นเอกจากทั้งยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่และร่วมสมัย อาทิ ภาพพิมพ์กัดกรด โดย Pablo Picasso และ Joan Miró ภาพพิมพ์โดย Marc Chagall และภาพวาดต้นฉบับโดย Raoul Dufy รวมถึงประติมากรรมของ Diego Giacometti ศิลปินชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 20 ที่ช่วยเติมเต็มมิติของศิลปะสมัยใหม่ให้กับนิทรรศการนี้ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่งานได้รับเกียรติจากศิลปินร่วมสมัยชื่อดังจากประเทศไทย รวมถึง Aatoth ศิลปินจากฮังการี ที่เข้าร่วมและสร้างสรรค์ผลงานใหม่เพื่อนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ

นักสะสมที่ไม่อยากอยู่กับความงาม ‘เพียงลำพัง’

ท่านทูต มิเชล โบบอต กับ ‘การให้’ ในสุนทรียะ

ถ้าจะมีเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงนิทรรศการนี้ นั่นคือแนวคิดเรื่อง “การแบ่งปัน” ท่านทูต มิเชล โบบอต อธิบายว่ามีนักสะสมอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่เก็บงานไว้ในตู้เซฟ และแบบที่นำงานออกมาให้คนเห็น และท่านเลือกเป็นแบบหลัง เพราะไม่อยากอยู่กับ ‘ความงาม’ เพียงลำพัง

เบื้องหลังความคิดนี้มาจากประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน และเคยได้รับโอกาสจากศิลปินที่เห็นความสนใจแม้ในวันที่ยังไม่มีทางซื้อผลงานได้ สิ่งที่ได้รับในวันนั้นทำให้ตั้งใจว่า ‘เมื่อได้รับมาก ก็อยากให้มาก’ และการทำงานนิทรรศการคือหนึ่งในวิธี ‘ให้’ ที่เป็นรูปธรรมที่สุด นั่นจึงทำให้ Animal in Art ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการโชว์คอลเล็กชั่น แต่เป็นนิทรรศการที่ตั้งใจทำให้ผู้ชม ‘เข้าถึง’ และ ‘รู้สึก’ ได้จริง

ศิลปะที่ ‘เป็นเจ้าของได้’ พร้อมส่งต่อ ‘คืนสังคม’

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้นิทรรศการ “Animal in Art” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การชมความงาม คือ ผลงานศิลปะบางชิ้นเปิดให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรงที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท และที่สำคัญ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานจะถูกนำไปสนับสนุนองค์กรการกุศลพันธมิตรของโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia-Pacific Development Center on Disability) และคณะภคินีศรีชุมพาบาลแห่งประเทศไทย (Good Shepherd Sisters, Thailand) ซึ่งทำงานช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในประเทศไทย สะท้อนแนวคิดการเปิดพื้นที่ให้ “ชื่นชม” และ “สนับสนุน” เดินไปพร้อมกัน ทำให้งานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นนิทรรศการที่พาเราเดินทางผ่านงานศิลป์จากทั่วโลก แต่ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมผ่านพลังของศิลปะด้วย

นี่จึงไม่ใช่แค่นิทรรศการโชว์ของหายาก หากแต่เปลี่ยนล็อบบี้โรงแรมให้กลายเป็น “พื้นที่ศิลปะร่วมสมัย” ที่คนทั่วไปเข้าชมได้จริง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษากลางที่ทั้งโลกเข้าใจร่วมกันอย่างแท้จริง

นิทรรศการครั้งสำคัญที่รวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมจากอดีตกาลจาก 5 ทวีปทั่วโลก มาผสานเข้ากับงานศิลปะร่วมสมัย และผลงานระดับไอคอนยุคใหม่ไว้ในแห่งเดียว ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท อันเป็นสถานที่พักผ่อนที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ต้องการผ่อนคลายในช่วงวันหยุด หรือเดินทางเพื่อธุรกิจ เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย มีทางเชื่อมลอยฟ้าโดยตรงจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสนานาถึงโรงแรม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำกลางแจ้ง และรีเจนซี่คลับเลานจ์ รวมไปถึงอินเตอร์เน็ตไร้สายฟรี เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับแขกที่มาเยือน แขกผู้ใช้บริการที่โรงแรมยังสามารถอิ่มอร่อยกับอาหารที่หลากหลาย ณ ห้องอาหาร มาร์เก็ตคาเฟ่, มาร์เก็ต คาเฟ่ บาย ข้าว, เดอะ ล็อบบี้ เลานจ์, และดื่มด่ำกับบรรยากาศจากรูฟท็อปบาร์ ณ สเปคทรัม เลานจ์ แอนด์ บาร์

สนใจร่วมสัมผัสผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าจากศิลปินระดับโลก สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ณ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอซื้อผลงานศิลปะได้ที่โทร 0-2098-1234 หรืออีเมล์ bangkoksukhumvit.regency@hyatt.com... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_5577284