ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



หมอเตือน “โปรตีนรั่ว” สัญญาณเงียบไตเริ่มพัง ชะลอทัน ไม่ต้องฟอกไต

หมอเจดเตือน “โปรตีนรั่ว” สัญญาณไตเริ่มเสียหาย แนะคุมน้ำตาล ลดเค็ม คุมความดัน ปรับพฤติกรรม

ชะลอไตเสื่อมได้หลายปี

นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด ว่า “โปรตีนรั่ว” หรือการมีโปรตีนปนออกมาในปัสสาวะ เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมักหมายถึง “ตัวกรองไตเริ่มเสียหาย” แล้ว แม้ผลตรวจค่า Creatinine หรือ eGFR จะยังไม่แย่มากก็ตาม โปรตีนที่รั่วออกมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าไตกำลังถูกทำร้ายอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ยังเป็นช่วงที่สามารถชะลอการเสื่อมของไตได้

หากควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ทัน ทั้งระดับน้ำตาล ความดัน อาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยไม่ได้หมายความว่าพบโปรตีนรั่วแล้วจะต้องจบลงที่การฟอกไตเสมอไป

เบาหวาน ตัวการสำคัญทำลายไต

เบาหวานถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโปรตีนรั่ว เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่อง จะทำให้เส้นเลือดฝอยในไตอักเสบและเสียหาย ช่วงแรกผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการผิดปกติ แต่โปรตีนจะเริ่มหลุดออกมาในปัสสาวะก่อน ยิ่งระดับน้ำตาลแกว่งบ่อย โปรตีนก็ยิ่งรั่วเร็วขึ้น หลายคนมีค่า HbA1c สูงต่อเนื่องหลายปี แต่ไม่เคยตรวจปัสสาวะ จนมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อค่าไตเริ่มลดลงแล้ว

ความดันสูง เร่งไตเสื่อมแบบเงียบ ๆ

ไตเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดขนาดเล็กจำนวนมาก หากมีภาวะความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน แรงดันในหลอดเลือดจะไปทำลายตัวกรองไต ทำให้โปรตีนรั่วมากขึ้น บางคนมีความดันระดับ 140–150 มม.ปรอทต่อเนื่อง แต่ไม่รับประทานยา จนค่าไตเริ่มลดลงโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะความดันสูงช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นโดยแทบไม่มีอาการเตือน

กินเค็มจัด เพิ่มภาระให้ไต

อาหารรสเค็มทำให้ร่างกายคั่งน้ำ ความดันสูง และเพิ่มแรงดันในไต โดยเฉพาะอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลา ซุปก้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และของหมักดอง หลายคนอาจคิดว่ากินไม่เค็ม แต่หากซดน้ำแกงหรือรับประทานอาหารที่มีโซเดียมแฝงเป็นประจำ ก็อาจได้รับโซเดียมเกินความจำเป็น ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น และโปรตีนรั่วมากขึ้นเรื่อย ๆ

กินโปรตีนมากเกินไป อาจยิ่งเพิ่มภาระไต

หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อมี “โปรตีนรั่ว” ต้องรีบกินโปรตีนชดเชย แต่ในผู้ที่ไตเริ่มเสื่อม การรับประทานโปรตีนมากเกินไป โดยเฉพาะเวย์โปรตีนหรือเนื้อสัตว์ในปริมาณสูง อาจทำให้ไตทำงานหนักขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือการรับประทานโปรตีน “ให้พอดี” ตามคำแนะนำของแพทย์หรือโภชนากร โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายสายสร้างกล้ามเนื้อ หรือรับประทานบุฟเฟต์โปรตีนเป็นประจำ ควรระมัดระวังมากขึ้น

บุหรี่ ยาแก้ปวด และพักผ่อนน้อย ก็เสี่ยงทำร้ายไต

นอกจากนี้ บุหรี่ยังทำให้หลอดเลือดของไตเสื่อมเร็วขึ้น ขณะที่ยาแก้ปวดบางชนิด หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็เพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อมได้เช่นกัน รวมถึงพฤติกรรมนอนน้อย เครียดสะสม หรือดื่มน้ำน้อยเรื้อรัง ล้วนส่งผลให้ไตฟื้นตัวได้แย่ลง เพราะไตมักไม่ได้เสื่อมจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยสะสมร่วมกัน

คำแนะนำเมื่อเริ่มมีโปรตีนรั่ว

ดื่มน้ำประมาณวันละ 1.5–2 ลิตร หรือสังเกตให้ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อน

ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ไม่เกินประมาณ 130/80 มม.ปรอท หากมีโปรตีนรั่วร่วมด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุม HbA1c ให้อยู่ใกล้ 7% หรือตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด

จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือประมาณ 1 ช้อนชา

ตรวจค่าไตและภาวะโปรตีนรั่วทุก 3–6 เดือน เพื่อติดตามแนวโน้มอาการ

นพ.เจษฎ์ ระบุทิ้งท้ายว่า “โปรตีนรั่ว” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในผลตรวจ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าไตกำลังเริ่มมีปัญหา และหากตรวจพบเร็ว พร้อมควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ทัน ก็สามารถชะลอการเสื่อมของไตออกไปได้อีกหลายปี จึงไม่ควรรอให้ค่าไตลดลงรุนแรงก่อนเริ่มดูแลสุขภาพตัวเอง


เฉลยคำตอบ! ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร ใส่สร้อยคอทองคำ แล้วล่อฟ้าจริงไหม?

หน้าฝนมาเยือนทีไร หลายคนมักสงสัยว่า “ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร” ปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้เกิดจากการปล่อยประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆ ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปหาคำตอบ พร้อมไขข้อสงสัยว่าใส่สร้อยคอทองคำแล้วล่อฟ้าจริงไหม พร้อมกับวิธีป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากอันตรายของฟ้าผ่า

ทำความเข้าใจ “ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร”

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรามักพบเจอควบคู่กับพายุฝนฟ้าคะนองอยู่เสมอคือ “ฟ้าผ่า” ซึ่งหลายคนอาจยังสงสัยว่าแท้จริงแล้ว ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ฟ้าผ่า (Lightning) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าในอากาศ โดยมีต้นกำเนิดมาจาก “เมฆคิวมูโลนิมบัส” (Cumulonimbus) หรือเมฆฝนฟ้าคะนอง ภายในก้อนเมฆชนิดนี้จะมีการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศอย่างรุนแรง ทำให้หยดน้ำและละอองน้ำแข็งเสียดสีกันจนเกิดเป็นประจุไฟฟ้า

ประจุบวก มักจะไปสะสมตัวอยู่บริเวณยอดเมฆ

ประจุลบ มักจะสะสมตัวอยู่บริเวณฐานเมฆ

เมื่อความต่างศักย์ไฟฟ้าบรรลุถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการถ่ายเทประจุเพื่อปรับสมดุล ซึ่งการถ่ายเทประจุอย่างฉับพลันนี้เองที่ทำให้เกิดเป็นประกายไฟ หรือที่เราเรียกว่า “ฟ้าแลบ” และ “ฟ้าผ่า”

ประเภทของการเกิดฟ้าผ่า

การถ่ายเทประจุไฟฟ้านั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะหลัก ได้แก่

1. ฟ้าแลบภายในก้อนเมฆ (Intra-cloud Lightning) เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างประจุบวกและลบภายในเมฆก้อนเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยที่สุด

2. ฟ้าแลบข้ามก้อนเมฆ (Cloud-to-cloud Lightning) เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างเมฆก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่ง

3. ฟ้าผ่าลงพื้นดิน (Cloud-to-ground Lightning) เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าจากฐานเมฆ (ประจุลบ) ลงสู่พื้นดิน (ประจุบวก) ซึ่งเป็นประเภทที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์มากที่สุด

ไขข้อสงสัย ใส่สร้อยคอทองคำแล้วล่อฟ้าจริงไหม?

คำตอบคือ ไม่จริง การใส่สร้อยคอทองคำหรือเครื่องประดับโลหะต่างๆ ไม่ได้เป็นการล่อฟ้า หรือดึงดูดให้ฟ้าผ่าลงมาที่เราอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด เนื่องจากปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าคือ "ความสูง" และการเป็นจุดเด่นในพื้นที่โล่งแจ้ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าจากเมฆสามารถเดินทางลงสู่พื้นดินได้สั้นที่สุด

เมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การพะวงกับการรีบถอดสร้อยคอทองคำ แต่คือการรีบพาตัวเองไปอยู่ในที่ปลอดภัย เช่น เข้าไปหลบในอาคารที่มีหลังคามิดชิด หรือในรถยนต์ (ที่ปิดกระจก) และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือในแหล่งน้ำ

วิธีป้องกันตัวและเอาตัวรอดจากอันตรายของฟ้าผ่า

เมื่อทราบแล้วว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไร สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้วิธีรับมือเพื่อความปลอดภัย ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้แนะนำข้อปฏิบัติเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนองไว้ดังนี้

- หลีกเลี่ยงพื้นที่โล่งแจ้ง เช่น สระน้ำ สนามกอล์ฟ ทุ่งนา หรือยอดเขา เนื่องจากฟ้าผ่ามักจะเลือกลงในจุดที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น

- งดหลบใต้ต้นไม้ใหญ่หรือโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง เช่น ป้ายโฆษณา เต็นท์ หรือศาลาที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว

หลบในอาคารที่ปลอดภัย ควรเข้าไปอยู่ในบ้าน อาคาร หรือรถยนต์ (ที่ปิดกระจกมิดชิด) โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผนังอาคารหรือโครงสร้างโลหะ

- งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด และหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะอยู่กลางแจ้งหรือขณะเสียบสายชาร์จ

ปรากฏการณ์ “ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร” นั้น สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานเกี่ยวกับการเสียดสีและการถ่ายเทประจุไฟฟ้าภายในก้อนเมฆฝนฟ้าคะนอง แม้จะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดได้ แต่การมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินได้


รวยไม่ไหวแล้ว! เปิดเงินรางวัลบอลโลก 2026 ดูชัดๆแต่ละรอบได้เท่าไหร่

เปิดเงินรางวัล "เวิลด์คัพ 2026" โคตรมหาศาล ยอดรวมทะลุ 2 หมื่นล้าน ถือว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ แชมป์ทีมเดียวรับเกือบ 2 พันล้าน

“เวิลด์คัพ 2026” คือฟุตบอลโลกที่มีเงินรางวัลมากที่สุดเท่าที่เคยแข่งขันกันมา และมากที่สุดเท่าที่เคยมอบกันในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จัดสรรเงินรางวัลตามผลงาน รวมเป็นเงิน 655 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23,580 ล้านบาท) สำหรับทีมชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 48 ทีม

ทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท)

รองแชมป์จะได้รับ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,188 ล้านบาท)

อันดับ 3 ได้รับ 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,044 ล้านบาท)

อันดับ 4 ได้รับ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 972 ล้านบาท)

ทีมที่เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย จะได้รับทีมละ 19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 684 ล้านบาท)

ทีมที่จบอันดับระหว่างอันดับที่ 9 ถึง 16 จะได้รับ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 540 ล้านบาท)

ทีมที่ตกรอบ 32 ทีมสุดท้าย จะได้รับรายละ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 396 ล้านบาท)

และทีมที่จบอันดับที่ 33 ถึง 48 จะได้รับทีมละ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 324 ล้านบาท)

เปรียบเทียบกับฟุตบอลโลก 2022

เงินรางวัลสำหรับแชมป์เพิ่มขึ้นจาก 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากประมาณ 1,512 ล้านบาท เป็น 1,800 ล้านบาท)

เงินรางวัลสำหรับรองแชมป์เพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากประมาณ 1,080 ล้านบาท เป็น 1,188 ล้านบาท)

ฟีฟ่ายังได้มอบเงินทุนสนับสนุนการเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมให้กับทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบด้วย

หมายความว่าสมาคมฟุตบอลของทุกประเทศที่เข้ารอบ จะได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน นอกเหนือจากเงินรางวัลที่ได้ตามผลงาน

ฟุตบอลโลก 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วม แต่ยังเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอีกด้วย....


สวนนงนุชพัทยาเปิดเวที “Nongnooch Pattaya Photo Contest 2026”...

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดมุมอัศจรรย์ครั้งพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “อลังการ สวนนงนุชพัทยา” พร้อมจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ระหว่างวันที่ 6–7 มิถุนายน 2569 โดยมีช่างภาพกว่า 100 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมและสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายภายในสวนสวยระดับโลก

โดยมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าร่วมประกวดจะได้รับความรู้จากเวที Photo Talk ในหัวข้อ Photography, Visual Storytelling และ AI Trends พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับวิทยากรและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนลงพื้นที่เก็บภาพในจุดถ่ายภาพสำคัญของสวนนงนุชพัทยา ทั้งอาณาจักรอียิปต์ หุบเขาไดโนเสาร์ สวนพฤกษศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ...

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประกวดภาพถ่าย Nongnooch Pattaya Photo Contest 2026 ยังสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยไม่จำกัดเพศ อายุ หรืออุปกรณ์ถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิทัล กล้องฟิล์ม โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตสมัครฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่าน Line OA : สวนนงนุชพัทยา และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com...


จากของเสียสู่ของล้ำค่ากว่าทองคำ เมื่อ นิ่ววัว กลายเป็นของแพงราคาหลักแสน

คุณเคยรู้ไหมว่า ในบรรดาผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ อะไรคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด คำตอบอาจไม่ใช่เนื้อส่วนที่ดีที่สุดหรือหนังวัวเกรดพรีเมียม แต่กลับเป็น นิ่วในถุงน้ำดีของวัว ก้อนตะกอนที่เกิดจากระบบย่อยอาหารอันแสนธรรมดา แต่กลับมีมูลค่าสูงลิ่วจนทองคำยังต้องหลีกทางให้

เรื่องราวนี้ถูกตีแผ่โดยเว็บไซต์ odditycentral.com เมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเผยให้เห็นโลกของตลาดมืดที่น่าเหลือเชื่อ โดยปกติแล้วนิ่วในถุงน้ำดีวัวถูกใช้ในตำรับยาแผนจีนมานานนับพันปี เพื่อรักษาโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และระบบหลอดเลือด ทว่าในปัจจุบัน จีนมีอัตราผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 3 เท่า ความต้องการตัวยาที่เรียกว่า หนิวหวง จึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งไปแตะระดับ 5,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในปี 2025 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 191,101 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาทองคำในขณะนั้นถึงสองเท่าตัว

ซึ่งเจ้าก่อนนิ่วเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักของ ยาอังกงหนิวหวงหวัน ซึ่งเป็นยาสำคัญในการรักษาอาการทางระบบประสาทขั้นวิกฤต เช่น ภาวะไข้สูงจนหมดสติ หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แต่ปัญหาคือการจะเจอนิ่วในวัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนิ่วจะเกิดได้มากในวัวที่มีอายุมาก ในขณะที่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกเน้นการฆ่าวัวอายุน้อยเพื่อประสิทธิภาพในการผลิต ความหายากนี้เองที่ทำให้พื้นที่เลี้ยงวัวหลัก ๆ อย่างบราซิล ออสเตรเลีย และรัฐเท็กซัสในสหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งล่าขุมทรัพย์แห่งใหม่

และสถานการณ์ในเมืองบาเฮตุส รัฐเซาเปาโล ประเทศบราซิล ยิ่งสะท้อนความตึงเครียดนี้ได้ชัดเจน กลุ่มอาชญากรติดอาวุธไม่ได้บุกฟาร์มเพื่อขโมยวัว แต่พวกมันมุ่งเป้าไปที่การควักนิ่ว โดยตรง รวมถึงพนักงานโรงฆ่าสัตว์หลายแห่งที่แอบลักลอบขโมยนิ่วออกมาขายในตลาดมืดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนเกิดเป็นอาชญากรรมที่น่าสะพรึงกลัว แม้ว่านักวิจัยจีนจะพยายามแก้เกมด้วยการสร้างนิ่วสังเคราะห์ ในห้องทดลองที่เลียนแบบคุณสมบัติทางยาได้ใกล้เคียงและมีระดับความเป็นพิษที่ควบคุมได้ แต่ดูเหมือนนิ่วจากธรรมชาติจะยังคงเป็นมาตรฐานทองคำ ที่ตลาดต้องการมากที่สุด

ความแปลกประหลาดไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น สื่อในรัสเซียยังรายงานข้อมูลชวนอึ้งว่า แม้แต่นิ่วในถุงน้ำดีของมนุษย์ ก็กลายเป็นสินค้าในจีนเช่นกัน โดยมีราคาซื้อขายสูงถึงก้อนละ 1,270 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 41,847 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะเฉพาะของนิ่วก้อนนั้น ๆ ซึ่งมีการประกาศขายกันอย่างเปิดเผยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วไป ราวกับว่าอะไรก็ตามที่ออกมาจากระบบทางเดินอาหารของสิ่งมีชีวิตในยุคนี้ ได้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ผู้คนต่างยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มาครอบครอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก odditycentral.com