

“รักษาหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท” ด้วยวิธี “ผ่าตัดส่องกล้อง” โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ “Endoscope แบบ Ultra MIS.” ช่วยให้มีแผลเล็กกว่า Endoscope ทั่วไป จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อและเอ็นรอบกระดูกสันหลังเสียหายน้อยกว่า...
ขายก๋วยเตี๋ยวมากว่า 70 ปี ไม่เคยมี ‘ปวดหลัง’ ขนาดนี้!!
ป่วยไข้เป็นสิ่งที่ “หมอหน้าเดิม” กล้ารับประกันเลยว่าไม่มีใครสามารถรอดพ้นได้ เพราะมันมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะปวดหัว ตัวร้อน เป็นหวัด เป็นไข้ ปวดหลัง ปวดขา และอีกสารพัดอย่างที่รู้ ๆ กัน ซึ่งแม้บางท่านอาจไม่ค่อยเกิดภาวะอาการจนรู้สึกว่าไม่เคยป่วยเหมือนคนรอบตัว ก็ไม่ตลอดไปหรอกครับ…อยู่ที่ว่าจะเกิดเร็วหรือช้าเท่านั้น ซึ่งแม้ยังไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือยังมีสุขภาพพลานามัยดีเยี่ยมในวันนี้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปยังไงก็ต้องเจอ “ความเสื่อม” ดังที่พระพุทธองค์ทรงเตือนไว้กว่า 2,500 ปีมาแล้วว่า… สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นสัจธรรมที่ยอมรับกันมาถึงทุกวันนี้… ซึ่ง “อุ่นใจ…ใกล้หมอ” ก็ใคร่ขอยกตัวอย่างกรณี “อาม่าสุนีย์” วัย 90 ปี ที่ทุกวันนี้มีสุขภาพในขั้นใช้ได้ทีเดียว ยังช่วยลูกหลานค้าขาย “ก๋วยเตี๋ยววัดดงมูลเหล็ก” ได้ต่อเนื่อง จากที่เริ่มเปิดร้านในตรอกวัดดงมูลเหล็กเมื่อปี 2497 และต่อมาโยกย้ายมาอยู่ใกล้แยกไฟฉายถึงทุกวันนี้…
แต่ก็มีสิ่งที่ “อาม่า” เผชิญกับตัวมาแล้วตั้งแต่ในช่วงที่วัย 80 ปีกว่า โดยได้เล่าว่า… “…เจอโควิดก่อน แล้วก็เป็นงูสวัด ลูกพาไปตรวจที่โรงพยาบาลธนบุรี ก็ได้รักษาที่โรงพยาบาลธนบุรีจนหายขาด แล้วก็มาปวดหลังเพราะกระดูกเสื่อมตามวัยอีก โอ้โห…ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ปวดจนยืนแปรงฟันไม่ไหว เดินขึ้นลงบันไดแทบไม่ไหว ต้องให้ลูกพาไปโรงพยาบาลธนบุรีนี่แหละ… ที่ตัดสินใจผ่าเพราะลูกสะใภ้เขาได้ยินเสียงบ่นปวดจนไม่ยอมทน เขาเองก็ไปหาหมอที่นี่จนคุ้นเคยแล้ว ถามเขาดูก็ได้นะ…”
เจ๊หมวย-สุรัชดา บัวแสงจันทร์ และอาม่า-สุนีย์ แซ่โง้ว
พออาม่าพูดจบ “เจ๊หมวย” ผู้เป็นสะใภ้ก็เล่าต่อทันทีว่า… “…คืออาม่าปวดมา 2 ปีเต็ม ๆ เวลาเดินขึ้นเดินลงชั้น 2 ก็เห็นเลยว่าแกทรมานมาก ตามปกติแล้วหลังจากเราค้าขายเสร็จแล้วก็จะพาแกไปหาอะไรทานนอกบ้าน แต่ช่วงที่อาม่าปวดมากแกจะขึ้นรถลงรถลำบากมาก กว่าจะก้าวขึ้นรถได้เนี่ย โห…เห็นแล้วสงสารเลย พอหลัง ๆ แกก็บอกว่าไม่ไปแล้ว ไม่อยากไป คือพออาม่าไม่ไปเราก็ไม่อยากไปเพราะจะทิ้งคนแก่ไว้ที่บ้านได้ยังไง ก็เลยตัดสินใจพาอาม่าไป โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งใช้บริการกันทั้งบ้านอยู่แล้วค่ะ… แล้วคุณหมอก็ส่งทำ MRI เพื่อจะดูว่าต้นตอมันอยู่ตรงไหน คุณหมอก็บอกว่าเกิดจากหลายสาเหตุเพราะด้วยอายุของอาม่าก็มีทั้งกระดูกพรุน แล้วก็หมอนรองกระดูกเสื่อม คุณหมอบอกว่าถ้าไม่ผ่าก็จะต้องปวดอยู่อย่างนี้ ซึ่งแรก ๆ แกก็กลัวที่จะให้ผ่าหลังนี่ล่ะค่ะเพราะได้ยินมาก่อนแล้วว่าแผลผ่าตัดใหญ่ ต้องพักฟื้นนาน แกบอกว่าอายุ 90 แล้วจะไหวหรือ แต่หมอก็บอกว่าผ่าแล้วต้องดีขึ้นสิ เดี๋ยวนี้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพราะใช้กล้อง Endoscope ซึ่งเราก็ค้นหาข้อมูลจนรู้แล้วว่ามีการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope แบบแผลเล็กนิดเดียว ฟื้นตัวเร็ว ก็เลยตัดสินใจให้ผ่าดีกว่า และหลังจากผ่าแล้วอาม่าดีขึ้นมากเลยค่ะ เวลาพาไปทานข้าวตอนเย็นดูจากการขึ้นรถลงรถนี่สบายมาก แม้ว่าตอนผ่าเสร็จอาทิตย์แรก ๆ ต้องใช้วอล์กเกอร์ แต่หลังจากนั้นก็เดินได้ตามปกติ สามารถขึ้นลงชั้น 2 ได้เหมือนเดิม แต่ก็ยังคอยดูให้อยู่ในสายตาเราค่ะ…”
ผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็กจิ๋ว รักษาฟื้นไวไร้กังวลแผลใหญ่
นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ รพ.ธนบุรี
คราวนี้จะพาไปติดตามข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาอาการที่เกิดขึ้นกับผู้สูงวัยท่านนี้ หลังจากที่ “อาม่า–เจ๊หมวย” ยินดีให้ถ่ายทอดเพื่อเป็นความรู้ให้กับท่านที่อาจต้องเผชิญภาวะอาการแบบเดียวกัน จะได้เป็นกรณีศึกษาไว้เป็นแนวทางขจัดปัญหาอย่างถูกที่ถูกทางต่อไป โดยคุณหมอเจ้าของไข้ซึ่งมีนามว่า “นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ” แพทย์ผู้ชำนาญการด้านผ่าตัดกระดูกสันหลังแผลเล็ก ประจำ “โรงพยาบาลธนบุรี” ได้อธิบายดังนี้…
กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
“…ผู้สูงวัยท่านนี้ปวดหลังมานาน แต่เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งแกเล่าว่าพอทนได้ครับ จริง ๆ แล้วก็ไม่ผิดอะไร ก็คือใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังครับ แต่หลัง ๆ จะเริ่มบ่นว่าปวดเยอะขึ้น เริ่มปวดร้าวลงมาสะโพก ลงมาที่ขาจนเกิดอาการชา และยืน–เดินได้ไม่นาน เวลาก้าวขึ้นรถหรืออะไรแบบนี้จะรู้สึกว่าขาเหมือนจะอ่อนแรง เดินแล้วเซง่าย ยกขาลำบาก ทำให้ลูกหลานพามาตรวจ จึงให้ตรวจ MRI และพบว่าโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบและกดทับเส้นประสาทที่ข้อต่อ L3 และ L4 ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นต้นตอที่ก่อให้เกิดปัญหาเวลายืน–เดินไกล ๆ เพราะมีการกดทับจนเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ก็จะรู้สึกปวด ต้องขอนั่งพักก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดถ้ากินยานิดหน่อยแล้วอาการดีขึ้น ยังไม่มีภาวะอ่อนแรง ไม่รบกวนการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าหากคอยเฝ้าระวังโดยไม่โหมทำงานบ้านเกินไป หรือไม่ยกของหนักเกินไป ก็โอเคอยู่ครับ แต่ก็จะมีส่วนน้อยประมาณ 20-30% ที่เมื่อพักแล้วไม่ดีขึ้น หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตดังในรายของอาม่า ก็ค่อยมาว่ากัน…
จริง ๆ แล้วแนวกระดูกสันหลังของอาม่าก็โค้งด้วย แต่เผอิญว่าช่วงที่เกิดปัญหาตรงข้อ L3 และ L4 อยู่ห่างขึ้นไปจึงไม่เป็นภาระปัญหากับกระดูกที่โค้ง ก็เลยมาโฟกัสเฉพาะตรงจุดที่เกิดการกดทับเส้นประสาท ซึ่งแก้ได้ด้วยการเคลียร์ให้พ้นจากการถูกกดทับที่กระดูก 2 ข้อที่ว่านี้โดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Endoscope ซึ่งไม่ต้องผ่าเปิดแผลใหญ่แบบมาตรฐานเดิม โดยเจาะรูเข้าไป 2 ที่ตรงจุดที่ตีบเพื่อสอดกล้องเข้าไปส่องดูและไปเปิดช่องเส้นประสาทของอาม่าให้โล่งขึ้นทั้ง 2 จุดที่เกิดปัญหา แต่ละจุดที่เจาะรูจะมีขนาดเกือบ 1 เซนติเมตรครับ ซึ่งหากผ่าแบบเปิดแผลเหมือนในอดีตก็จะมีแผลยาวแบบที่อาม่าเคยได้ยินมานั่นแหละครับ และอาจเป็นไปได้ว่าการผ่าตัดเปิดแผลเข้าไปเคลียร์การกดทับอาจมีการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกคนไข้ ยิ่งหากมีสันหลังคดอยู่ด้วยก็อาจจะยิ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บมากเกินไปจนอาจนำมาซึ่งปัญหาเรื่องความหลวมเพิ่มตามมาได้ครับ อาจถึงกับต้องใส่เหล็กดามในวันข้างหน้า ซึ่งเมื่อมีเทคโนโลยีผ่าส่องกล้องแบบ Endoscopic Surgery มาใช้ประโยชน์แล้ว ก็สามารถมุ่งไปแก้ไขตรงจุดที่ตีบแค่นั้นก็พอแล้ว ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกันกับของคนไข้ท่านนี้ครับ…”
เทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก
หลังผ่านการรักษาโดย “ผ่าตัดส่องกล้อง” โดยเป็นการใช้ เทคโนโลยี Endoscope แบบ Ultra MIS. ที่ช่วยให้มีแผลเล็กกว่า Endoscope ทั่วไป จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อและเอ็นรอบกระดูกสันหลังเสียหายน้อยกว่า… ก็ปรากฏว่า “อาม่า” กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยสามารถเดินขึ้นลงชั้น 2 ได้วันละ 2-3 เที่ยวเลยครับ ซึ่ง “หมอหน้าเดิม” ประจักษ์แก่สายตาตัวเองมาแล้วและรู้สึกดีใจไปกับอาม่าและลูกหลานทุกคนด้วยครับ
‘แพทย์ รพ.ธนบุรี’ สร้างผลสำเร็จ ‘ระดับนานาชาติ’
ขอถือโอกาสปิดท้ายด้วยความภูมิใจในแพทย์ไทย โดย “นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ” แพทย์ผู้ชำนาญการด้านผ่าตัดกระดูกสันหลังแผลเล็ก ประจำ “โรงพยาบาลธนบุรี” เป็นแพทย์ไทยที่เพิ่งได้รับการยอมรับให้เป็น “คณาจารย์ผู้ฝึกสอนในสถาบันด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง” ซึ่งได้รับการรับรองจาก Royal College of Surgeons of Edinburgh หรือ ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ระดับนานาชาติด้านกระดูกสันหลังแห่งเอดินเบิร์ก พร้อมมอบรางวัล “1st 500 Cases Award” จากการผ่าตัดส่องกล้องรักษาโรคกระดูกสันหลังสำเร็จครบ 500 เคส ซึ่งนอกจากมอบเกียรติบัตรให้แล้วยังมอบโล่รางวัล “Silver Scope” โดยหากทำผลสำเร็จครบ 1,000 เคส จะได้รับรางวัล “Gold Scope” เป็นขั้นต่อไป
รางวัล “Silver Scope” และเกียรติบัตร
“หมอหน้าเดิม” ใคร่ขอถือโอกาสร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจมายัง “อาจารย์ศิรวิชญ์” ด้วยนะครับ และขอเป็นกำลังใจให้สร้างสรรค์ผลสำเร็จเกิน 1,000 เคสในเร็ววันโดยเป็นที่พึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มาใช้บริการรักษาจาก “โรงพยาบาลธนบุรี” ให้มีโอกาสพ้นทุกข์จากฤทธิ์พิษภัยของปัญหา “หมอนรองกระดูกสันหลัง” ได้ทั่วถึงกัน
หมอหน้าเดิม...
สวนนงนุชพัทยาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการพฤกษศาสตร์ไทย ด้วยการเป็น องค์กรเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ China National Botanical Garden (North Garden) สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรทางพฤกษศาสตร์ในระดับนานาชาติ
พิธีลงนามจัดขึ้นในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้าระหว่าง นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และ Dr. Wei Yu รองผู้อำนวยการ China National Botanical Garden (North Garden) โดยมี คุณ Zhang Jie อุปทูตจีนประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ทั้งสองฝ่ายกำหนดกรอบความร่วมมือเป็นระยะเวลา 5 ปี...
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ของไทยเข้าสู่เวทีโลก ผ่านการบูรณาการศักยภาพของสององค์กรชั้นนำ โดย China National Botanical Garden (North Garden) มีความโดดเด่นด้านการวิจัย การอนุรักษ์พันธุ์พืช และการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ ขณะที่สวนนงนุชพัทยาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการเป็นแหล่งรวบรวมปาล์มและปรงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชเขตร้อน พืชหายาก และทรัพยากรพันธุกรรมพืช
ภายหลังพิธีลงนาม นายกัมพล ตันสัจจา ได้นำคณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายร่วมปลูก ต้นซีเดรลา ฟิสซิลิส (Cedrela fissilis) ณ “สวนรุกขชาติ” บริเวณที่ราบเชิงเขาบันไดกฤษ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และการวิจัยพันธุ์พืชระหว่างไทยและจีน โดยไม้ชนิดนี้เป็นไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ที่กำลังมีจำนวนลดลงในธรรมชาติจากการตัดไม้และการสูญเสียพื้นที่ป่า สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชที่มีคุณค่าของโลกให้คงอยู่สืบไป...
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของพยาธิใบไม้ตับ ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม หลังพบนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ติดเชื้อมากถึง 4,000 คน ว่า ตนได้รับรายงานมาว่ามีการตรวจพยาธิใบไม้ตับ พบว่ามีนิสิตที่พบเชื้อจำนวนมาก ซึ่งในการตรวจแบบดั้งเดิม นั่นก็คือใตรวจปัสสาวะที่มีความไวสูง จึงพบผู้มีผลบวกจำนวนมาก แต่ยังต้องตรวจอุจจาระเพื่อยืนยันการติดเชื้อจริง พร้อมกำชับพื้นที่เข้มรณรงค์กินสุก งดอาหารดิบ ลดเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
กลายเป็นภัยเงียบที่แฝงตัวมากับวัฒนธรรมการกินอย่างน่ากลัว สำหรับ “โรคพยาธิใบไม้ตับ” ที่แพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคเหนือของประเทศไทย ล่าสุด ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้ชัดว่า โรคนี้ไม่ได้สร้างความรำคาญใจในระบบทางเดินอาหารเท่านั้น แต่เป็นอุบัติการณ์และ “สาเหตุหลักอันดับ 1” ที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) และคร่าชีวิตผู้ป่วยไปเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี
ในประเทศไทย โรคนี้เกิดจากพยาธิใบไม้ตับชนิด Opisthorchis viverrini มีลักษณะลำตัวแบนคล้ายใบไม้ หัวท้ายเรียวมน ขนาดเล็กจิ๋วเพียง 7-12 มิลลิเมตร พวกมันจะเข้าสู่ร่างกายผ่านการ “กินอาหารประเภทปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ”
เมนูยอดฮิตอันตราย ได้แก่ ก้อยปลา, ปลาหมกไฟ (ที่ข้างในยังไม่สุก), ลาบปลาดิบ, แซ่บปลาซิว รวมถึงปลาร้าดิบ โดยปลาตัวนำโรคส่วนใหญ่เป็นปลาน้ำจืดมีเกล็ดขนาดเล็ก เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาว และปลาตะเพียน
วงจรชีวิตสุดสยอง: เมื่อคนหรือสัตว์รังโรคขับถ่ายอุจจาระที่มีไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ ไข่จะถูก "หอยไซ" กินเข้าไปและเจาะตัวอ่อนออกมา จากนั้นตัวอ่อนจะว่ายไปชอนไชเข้าสู่ "เนื้อปลาน้ำจืดมีเกล็ด" เพื่อฝังตัวเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ เมื่อคนไปจับมาทำเมนูดิบกิน ตัวอ่อนจะคืบคลานเข้าสู่ท่อน้ำดีในตับ เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ออกไข่ และฝังตัวอยู่ยาวนานเป็นสิบๆ ปี!
เช็กอาการ 3 ระยะ: ปล่อยไว้นานระวังเจอมะเร็งถึงชีวิต!
ความน่ากลัวของโรคพยาธิใบไม้ตับคือ "การไม่แสดงอาการในระยะแรก" ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ แต่เมื่อสะสมพยาธิไว้เป็นเวลานาน อาการจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้
ระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติใดๆคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและยังคงกินปลาดิบต่อเนื่อง
ระยะกลาง (พยาธิสะสมมาก)ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง บ่นเจ็บ/แน่นบริเวณชายโครงขวา และรู้สึกร้อนวูบวาบที่หน้าท้องท่อน้ำดีเริ่มอุดตันและเกิดการระคายเคืองเรื้อรัง
ระยะรุนแรง (ปล่อยไว้นาน)ท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน, ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน), ตับโต, มีไข้สูงเสี่ยงกลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้
ผู้เชี่ยวชาญเตือน: "รุนแรงถึงตาย" อย่าหาทำกินดิบ
หากถามว่าโรคนี้รุนแรงไหม? คำตอบคือ "รุนแรงถึงขั้นวิกฤตชีวิต" หากปล่อยให้กลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดี เพราะเป็นมะเร็งชนิดที่ตรวจพบได้ยากในระยะแรก และมีอัตราการรอดชีวิตต่ำหากเข้าสู่ระยะลุกลาม
แนวทางการรักษาและป้องกันที่ถูกต้อง
ตรวจเช็กให้ชัวร์: ผู้ที่มีพฤติกรรมชอบกินปลาดิบ หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเข้ารับการ ตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน
รักษาด้วยยา: หากตรวจพบ แพทย์จะจ่ายยาถ่ายพยาธิใบไม้ตับ (เช่น ยาพราซิควอนเทล) ซึ่งต้องกินภายใต้คำสั่งแพทย์ ห้ามซื้อมากินเองเด็ดขาด
เลิกพฤติกรรมเสี่ยง: สิ่งสำคัญที่สุดคือ "หลังถ่ายพยาธิแล้ว ต้องไม่กลับไปกินปลาดิบอีก" เพราะร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถติดเชื้อซ้ำซ้อนจนตับพังได้อีกรอบ
"สุก ร้อน สะอาด" คือคาถาเดียวที่จะช่วยให้รอดพ้นจากฆาตกรเงียบตัวนี้ เลิกค่านิยมเปิบพิสดารก้อยปลาดิบ เปลี่ยนมาปรุงสุกผ่านความร้อน 100% เพื่อรักษาตับและชีวิตของคุณให้อยู่ไปนานๆ ด้วยความปรารถนาดีจากทีมข่าวคมชัดลึก
ตื่นมาพร้อมอาการ “นอนตกหมอน” ปวดคอจนหันไม่ได้ ปัญหายอดฮิตที่รบกวนการใช้ชีวิต มาเช็กวิธีปฐมพยาบาลบรรเทาปวดที่ถูกต้อง พร้อมไขคำตอบความเชื่อโบราณว่าการเอาหมอนตากแดดช่วยได้จริงไหม
หลายคนคงเคยประสบปัญหาตื่นนอนขึ้นมาแล้วรู้สึกระบมที่ต้นคอ หันซ้ายหันขวาก็เจ็บแปลบจนแทบขยับศีรษะไม่ได้ อาการนี้เรียกกันทั่วไปว่า “นอนตกหมอน” ซึ่งในทางการแพทย์อธิบายว่า คืออาการกล้ามเนื้อคออักเสบเฉียบพลัน (Acute Stiff Neck) มักเกิดจากการนอนในท่าที่ผิดสุขลักษณะเป็นเวลานาน หรือการเลือกใช้หมอนที่ไม่พอดีกับสรีระ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าเกร็งตัวจนเกิดการบาดเจ็บ
3 ขั้นตอนปฐมพยาบาลเมื่อนอนตกหมอน คอเคล็ด
เมื่อมีอาการตกหมอน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดคือการพยายามดัด คลึง หรือบีบนวดคออย่างรุนแรง เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น โดยสถาบันการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดแนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
1. ประคบเย็นสลับประคบร้อนให้ถูกเวลา
ช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก (ระยะอักเสบเฉียบพลัน): ให้ใช้เจลเย็นหรือผ้าห่อก้อนน้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 15–20 นาที วันละ 2–3 ครั้ง ความเย็นจะช่วยลดอาการบวมและระงับความเจ็บปวด
หลังจาก 48 ชั่วโมงผ่านไป: หากอาการบวมลดลงแต่ยังรู้สึกตึงและขยับคอได้ไม่สุด ให้เปลี่ยนมาใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ เพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง
2. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคออย่างเบามือ
ค่อยๆ เอียงศีรษะไปด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวด (เช่น หากปวดคอด้านขวา ให้เอียงศีรษะไปทางซ้าย) จากนั้นใช้มือซ้ายช่วยกดศีรษะลงเบาๆ จนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อคอด้านขวา ค้างไว้ 10–15 วินาทีแล้วปล่อย ทำซ้ำ 3–5 ครั้ง โดยต้องทำอย่างนุ่มนวลและไม่ฝืนจนรู้สึกเจ็บแปลบ
3. ปรับพฤติกรรมและงดพฤติกรรมเสี่ยง
ในระหว่างที่ยังมีอาการปวด ควรงดการนั่งก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟน หลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนักข้างเดียว และควรเลือกใช้หมอนหนุนที่มีความนุ่มและระดับความสูงที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกสันหลังส่วนคอได้อย่างพอดีในขณะนอนหงายและนอนตะแคง
เฉลยความเชื่อโบราณ เอาหมอนไปตากแดด ช่วยแก้ “นอนตกหมอน” ได้จริงหรือ?
หลายคนอาจเคยได้ยินผู้ใหญ่บอกต่อกันมาว่า หากตื่นมาแล้วนอนตกหมอน ให้รีบนำหมอนใบที่นอนไปตากแดดทันที แล้วอาการปวดคอจะหายไป ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ข้อเท็จจริงทางการแพทย์และสุขอนามัยระบุว่า การนำหมอนไปตากแดด ไม่ได้มีสรรพคุณโดยตรงในการรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือแก้อาการปวดคอ อาการปวดคอที่ค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากนำหมอนไปตากแดดนั้น เป็นผลมาจากการที่กล้ามเนื้อคอได้เริ่มเคลื่อนไหวและฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปในระหว่างวัน
อย่างไรก็ดี ความเชื่อนี้ถือเป็นกุศโลบายที่ดีเยี่ยมของคนโบราณในแง่ของ “สุขอนามัยเครื่องนอน” เนื่องจากแสงแดดและความร้อนรังสี UV มีคุณสมบัติช่วยลดความชื้นสะสมในหมอน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และลดการสะสมของไรฝุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ การนำหมอนไปตากแดดจึงช่วยให้หมอนสะอาด ฟูกระชับ และรองรับสรีระขณะนอนหลับได้ดีขึ้น ส่งผลทางอ้อมให้ลดโอกาสการเกิดอาการนอนตกหมอนซ้ำในอนาคต
สัญญาณเตือนที่ต้องไปพบแพทย์
โดยทั่วไป อาการนอนตกหมอนจะค่อยๆ บรรเทาลงและหายสนิทภายใน 2–3 วัน แต่หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
อาการปวดคอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ดีขึ้นเลยหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์
มีอาการปวดร้าวลามลงไปที่บริเวณหัวไหล่ สะบัก หรือแขน
มีอาการชา แขนขาอ่อนแรง หรือควบคุมนิ้วมือได้ลำบาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท
อาการนอนตกหมอนเกิดจากกล้ามเนื้อคออักเสบเฉียบพลัน สามารถบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็นในระยะแรก สลับกับการประคบร้อน และการยืดเหยียดอย่างเบามือ ส่วนความเชื่อเรื่องการนำหมอนไปตากแดดนั้น แม้จะไม่ได้ช่วยรักษาอาการปวดคอโดยตรงตามหลักการแพทย์ แต่ถือเป็นกุศโลบายที่ดีในการฆ่าเชื้อโรคและลดไรฝุ่น ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีในการนอนหลับอย่างยั่งยืน