ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



สารหนูคืออะไร ส่องอันตราย "เพชฌฆาตไร้สี" ปนเปื้อนแม่น้ำกก เช็กอาการและวิธีป้องกัน

เปิดอันตรายของ "สารหนู" หลังพบปนเปื้อนในแม่น้ำกก รู้จักอาการพิษเฉียบพลันและเรื้อรัง พร้อมวิธีป้องกันตัวเองจากการใช้น้ำที่มีสารปนเปื้อน

จากกรณีการตรวจพบ "สารหนู" ปนเปื้อนในแม่น้ำกก สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคสำคัญ ไทยรัฐออนไลน์พาไปทำความรู้จักว่าสารหนูคืออะไร แฝงตัวอยู่ที่ไหนบ้าง และหากร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร้ายแรงเพียงใด เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างถูกต้อง

สารหนูคืออะไร มาจากไหนได้บ้าง สารหนู คือธาตุชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในดิน หิน และน้ำ รวมถึงอาจเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำเหมืองแร่ การใช้ยาปราบศัตรูพืช หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยทั่วไปสารหนูที่พบในสิ่งแวดล้อมมี 2 รูปแบบ คือ สารหนูอินทรีย์ และสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งชนิดหลังนี้มีความเป็นพิษสูงกว่ามาก

อันตรายของสารหนู เพชฌฆาตไร้สีไร้กลิ่น

ความน่ากลัวของสารหนูคือเราไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตาเปล่าหรือการดมกลิ่นเมื่อมันละลายอยู่ในน้ำ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลกระทบดังนี้

1. พิษแบบเฉียบพลัน (Acute Toxicity)

หากได้รับสารหนูในปริมาณมากในครั้งเดียว จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องเสียเป็นเลือด ความดันโลหิตต่ำ และอาจนำไปสู่สภาวะช็อกหรือเสียชีวิตได้

2. พิษแบบเรื้อรัง (Chronic Toxicity)

การได้รับสารหนูทีละน้อยแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อน จะส่งผลต่อระบบต่างๆ ดังนี้

ผิวหนัง: เกิดรอยตกกระสีคล้ำ ผิวหนังหนาตัวขึ้นโดยเฉพาะฝ่ามือฝ่าเท้า (Keratosis)

ระบบประสาท: มือเท้าชา อ่อนแรง

ความเสี่ยงมะเร็ง: สารหนูได้รับการยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

วิธีสังเกต "สารหนู" ในสิ่งแวดล้อมและร่างกาย

เนื่องจากสารหนูไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส การสังเกตด้วยตาเปล่าในแหล่งน้ำจึงทำได้ยากมาก แต่เราสามารถสังเกต "สัญญาณเตือน" ได้จากปัจจัยแวดล้อมและร่างกาย ดังนี้

1. สังเกตจากแหล่งน้ำใกล้ตัว

หากน้ำในบ่อบาดาลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติมีตะกอนสีน้ำตาลแดงปนอยู่มาก (สนิมเหล็ก) อาจเป็นสัญญาณว่าชั้นดินบริเวณนั้นมีโลหะหนักปนเปื้อนสูง ซึ่งมักพบสารหนูปนอยู่ด้วย

2. สังเกตความผิดปกติของสิ่งแวดล้อมรอบตัว

หากพืชผักในบริเวณลุ่มน้ำมีอาการใบไหม้ แคระแกร็น หรือผลผลิตลดลงผิดปกติ อาจเกิดจากการดูดซึมสารหนูจากดินและน้ำเข้าสู่ระบบราก รวมถึงลักษณะผิดปกติของสัตว์น้ำ เช่น ปลา กบ ฯลฯ มีตุ่มเนื้องอกสีแดงอมม่วงคล้ายดอกกะหล่ำบริเวณครีบ หาง หนวด และรอบปาก บางตัวมีแผลพุพอง ตัวติดเชื้อ แผลเปื่อย หรือมีพยาธิภายนอก ปลาที่ได้รับผลกระทบมักมีลักษณะซึมและอ่อนแอจากการติดเชื้อซ้ำซ้อน

3. สังเกตสัญญาณจากร่างกาย (ระยะสะสม)

มีจุดด่างดำเล็กๆ กระจายตามตัว (คล้ายเม็ดทราย)

ผิวหนังบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้าหนาตัวขึ้นและแข็งเป็นไต

รู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้าบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ

5 วิธีป้องกันตัวเองจากสารหนูปนเปื้อน

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงหรือใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำกก ควรปฏิบัติดังนี้

งดดื่มน้ำจากแหล่งธรรมชาติโดยตรง: เปลี่ยนมาใช้น้ำประปาที่ผ่านการบำบัด หรือน้ำดื่มบรรจุขวดมาตรฐาน อย.

เครื่องกรองน้ำระบบ RO (Reverse Osmosis): หากต้องใช้น้ำในพื้นที่ ระบบ RO คือระบบเดียวที่มั่นใจได้ว่าสามารถกรองสารละลายโลหะหนักได้ดีที่สุด

การต้มน้ำ "ฆ่าสารหนูไม่ได้": โปรดระวัง! การต้มน้ำให้เดือดไม่สามารถทำลายสารหนูได้ แต่จะยิ่งทำให้น้ำระเหยจนความเข้มข้นของสารหนูในอาหารหรือน้ำดื่มสูงขึ้น

ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาด: ใช้แหล่งน้ำที่มั่นใจว่าปลอดภัยชะล้างฝุ่นดินที่อาจปนเปื้อนสารหนูออกให้หมดก่อนบริโภค

เลี่ยงสัตว์น้ำจากจุดเสี่ยง: งดบริโภคปลาหรือสัตว์น้ำจากบริเวณที่มีรายงานการปนเปื้อนสูง เพราะสารพิษสามารถสะสมในเนื้อเยื่อสัตว์ได้

การพบสารหนูในแม่น้ำกกถือเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานสาธารณสุขและกรมควบคุมมลพิษเป็นระยะ เพื่อประเมินความปลอดภัยในการใช้น้ำ และหากสงสัยว่ามีอาการพิษสะสม ควรรีบไปตรวจเช็กสุขภาพทันที


รู้จัก "ทะเลสาบไบคาล" อยู่ที่ไหน ทะเลสาบน้ำแข็งที่ลึก และเก่าแก่ที่สุดในโลก

ทะเลสาบไบคาลไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียง “ทะเลสาบลึกและใหญ่” เท่านั้น แต่ยังมีความเก่าแก่หลายล้านปี กลายเป็นสถานที่มหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งศึกษาทางวิทยาศาสตร์และระบบนิเวศที่มีคุณค่าต่อนักวิจัยจากทั่วโลก

รู้จัก “ทะเลสาบไบคาล” อยู่ที่ไหน ทำไมขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย มีพื้นที่ประมาณ 3.15 ล้านเฮกตาร์ และเป็นทะเลสาบที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุประมาณ 25 ล้านปี และยังเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลกอีกด้วย โดยมีความลึกประมาณ 1,642 เมตร

ลักษณะเด่นของไบคาลคือ กักเก็บน้ำจืดไว้มากถึง 20% ของน้ำจืดที่ไม่เป็นน้ำแข็งทั้งหมดบนโลก ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มหาศาลเมื่อเทียบกับระบบน้ำจืดทั่วโลก เนื่องจากมีการแยกตัวจากระบบนิเวศอื่นๆ ทำให้ทะเลสาบไบคาลเป็นหนึ่งในระบบนิเวศน้ำจืดที่มีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นข้อมูลสำคัญที่มีคุณค่าสำหรับการศึกษาทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

องค์การ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ทะเลสาบไบคาลเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” ซึ่งเป็นตัวอย่างสถานที่ทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่น ทั้งในเชิงระบบนิเวศ, ความงดงามตามธรรมชาติ, กระบวนการทางธรณีวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพ

ประวัติความเป็นมาของ “ทะเลสาบไบคาล” ทะเลสาบไบคาลถือเป็นทะเลสาบที่เก่าแก่ที่สุดบนโลก โดยเชื่อว่ามีอายุประมาณ 25 ล้านปี สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคที่สิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มต้นวิวัฒนาการ

ส่วนสาเหตุที่ทะเลสาบแห่งนี้มีความลึกและเก่าแก่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ “รอยแยกเปลือกโลก” (Rift Valley) ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน ขณะที่แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนไหวแยกออกจากกัน ทำให้เกิดแอ่งลึกที่น้ำไหลเข้ามาเติมเต็ม ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นทะเลสาบที่มีความลึกมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ การแยกตัวทางภูมิศาสตร์เมื่อหลายล้านปีก่อน ทำให้ทะเลสาบไบคาลมีระบบนิเวศที่กลายเป็นแหล่งรวมตัวของสัตว์น้ำสายพันธุ์หายาก และพืชหลายชนิดที่พบได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น จึงส่งผลให้ทะเลสาบแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “กาลาปากอสแห่งรัสเซีย” (Galapagos of Russia)

นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยว “ทะเลสาบไบคาล” ช่วงเดือนไหน

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกลง “อีร์คุตสค์” (Irkutsk) หรือสนามบิน Irkutsk International Airport เพราะเดินทางต่อสะดวกและมีตัวเลือกทัวร์มากกว่า ส่วนฤดูกาลที่ได้รับความนิยมก็คือ “ฤดูหนาว” เนื่องจากมีทิวทัศน์ที่งดงามแปลกตา น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง สามารถนั่งรถสำรวจเส้นทางต่างๆ ได้ สำหรับฤดูหนาวที่ทะเลสาบไบคาล เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม – มีนาคมของทุกปี อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ -15°C ถึง -25°C และในบางช่วงอาจลดต่ำกว่า -30°C

ปัจจุบันนี้ ทะเลสาบไบคาลยังคงสภาพสมบูรณ์และงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความลึกและมีอายุเก่าแก่ที่สุด ทำให้ระบบนิเวศยังคงสมบูรณ์ เป็นแหล่งศึกษาของนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเป็นจุดหมายสำหรับนักเดินทางที่อยากสัมผัสธรรมชาติสุดเย็นยะเยือก แต่หากใครวางแผนจะมาเที่ยว ต้องศึกษาข้อมูลให้พร้อม และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบความปลอดภัยที่กำหนดไว้

ที่มาของข้อมูล : UNESCO World Heritage Centre


เวียนเทียนวันไหนปี 2569 มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา และอัฏฐมีบูชา

การเวียนเทียนเป็นหนึ่งในพิธีกรรมของศาสนาพุทธ ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา โดยเหล่าพุทธศาสนิกชนจะเดินทางไปเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้าน ในปีนี้ เวียนเทียนวันไหน 2569 สามารถเช็กวัน และข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพิธีเวียนเทียนได้ที่นี่

การเวียนเทียน คืออะไร สำคัญอย่างไรบ้าง

การเวียนเทียน คือ หนึ่งในพิธีกรรมของศาสนาพุทธ พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีจะต้องเดินเวียนรอบพระอุโบสถ วิหาร พระพุทธรูป หรือปูชนียสถาน 3 รอบ การเวียนเทียนถือเป็นพิธีที่มีความสำคัญ จัดขึ้นเพื่อให้เหล่าพุทธศาสนิกชนได้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และตระหนักถึงสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด

เวียนเทียนวันไหน 2569 เตรียมวางแผนร่วมพิธี

เวียนเทียนถือเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นในวันสำคัญทางศาสนา 4 วัน ดังนี้

วันมาฆบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569)

วันมาฆบูชาถือเป็นวันสำคัญที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ศิษยานุศิษย์ถึงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยมีเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่

พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป เดินทางมารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ หรือเรียกว่าเอหิกภิกขุอุปสัมปทา

พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์

พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารแสดงธรรมโอวาทปาติโมกข์

วันที่มาชุมนุมตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมเทศนา “โอวาทปาติโมกข์” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

เนื่องด้วยวันฆามบูชาเป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้น 4 อย่าง จึงเรียกว่า วันจาตุรงค สันนิบาต หรือจาตุรงคสันนิบาต 4

วันวิสาขบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569)

วันวิสาขบูชาเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ที่เวียนมาบรรจบในวันเดียวกัน โดยหลักธรรมสำคัญในวันนี้คือ ความกตัญญู อริยสัจ 4 และความไม่ประมาท

วันอาสาฬหบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตรงกับวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569)

วันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนากัณฑ์แรกชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดย 1 ใน 5 องค์ ที่ชื่อว่า โกณฑัญญะได้เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน และอุปสมบทเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา

วันอัฏฐมีบูชา (แรม 8 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569)

วันอัฏฐมีบูชาถือเป็นวันสำคัญที่มีการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากสเด็จปรินิพพาน 8 วัน แม้จะเป็นวันสำคัญ แต่ในบางวัดจะไม่มีการจัดพิธีกรรมทางศาสนา และการเวียนเทียน

ทั้งนี้ ในวันเข้าพรรษาและออกพรรษาจะไม่มีการจัดพิธีกรรมเวียนเทียน แต่จะมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ เช่น การทำบุญตักบาตรเทโว การเข้าวัดสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม หรือการเจริญศีลภาวนา

การเวียนเทียนต้องเตรียมของอะไรบ้าง

การเวียนเทียนจะต้องเตรียมของสำหรับเวียนเทียน คือ ดอกไม้ ธูป 3 ดอก และเทียน 1 เล่ม ทั้งนี้หากใครไม่สะดวกนำดอกไม้อย่างดอกดาวเรือง ดอกบัว หรือดอกกล้วยไม้มา ก็สามารถใช้พวงมาลัยถวายพระ หรือดอกไม้ที่ตนเองปลูกมาได้เช่นกัน

เวียนเทียนวนไปทางไหน ต้องทำอย่างไรบ้าง

การเวียนเทียนจะเดินเวียนไปทางขวา 3 รอบ ส่วนใหญ่จะต้องอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย และเมื่อถึงวัดให้กราบไหว้พระประธานในอุโบสถ ทั้งนี้ขณะเดินเวียนเทียนจะต้องสำรวมกาย วาจา และใจให้เรียบร้อย รักษาระยะห่าง และระวังไม่ให้ธูป หรือเทียนโดนผู้อื่น

เมื่อเวียนเทียนครบทั้ง 3 รอบ ให้นำดอกไม้ไปบูชาพระพุทธรูป หรือในอุโบสถ ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

อานิสงส์การเวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนา

การเวียนเทียนถือเป็นหนึ่งในการบำเพ็ญบุญอย่างหนึ่ง โดยอานิงส์ของการเวียนเทียนมีดังนี้

กาย วาจา และจิตใจสงบยิ่งขึ้น

การเวียนเทียนเป็นการสะสมบุญบารมีรูปแบบหนึ่งให้กับตนเอง

ตระหนักถึงการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ เข้าใจในสังสารวัฏ

ความสงบส่งผลให้เกิดสมาธิ และนำไปสู่การเกิดปัญญาในที่สุด


การกลับมาของแมวน้ำช้าง ที่อุทยานรัฐอันโยนูเอโว การกลับมาของแมวน้ำช้าง ที่อุทยานรัฐอันโยนูเอโว

ทุกฤดูหนาว แมวน้ำช้างราว 10,000 ตัว จะพากันเดินทางกลับมายังอุทยานรัฐอันโยนูเอโว รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อสู้และผสมพันธุ์ และคลอดลูก

ปรากฏการณ์นี้จะกินเวลาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี

ลอร่า สเติร์น ไกด์อาสาของอุทยานฯ เรียกว่า เป็นฤดูแห่งการผสมพันธุ์ ของแมวน้ำช้าง โดยตัวผู้บางตัว ยาวถึงราว 5 เมตร น้ำหนักมากถึง 2.5 ตันเลยทีเดียว เมื่อถึงช่วงเวลาผสมพันธุ์ บรรดาแมวน้ำช้างตัวผู้ ก็จะต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนถึงขั้นเลือดตกยางออกก็มี เพื่อแย่งยิงกันผสมพันธุ์กับตัวเมีย

สเติร์น บอกว่า เมื่อถึงเวลา ที่อุทยานแห่งนี้ จะมีแมวน้ำช้าง มากถึงราว 10,000 ตัวเลยทีเดียว

ทั้งนี้ แมวน้ำช้างเคยถูกล่าอย่างหนัก จนเกือบสูญพันธุ์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากไขมันของมันสามารถถูกนำไปผลิตน้ำมันได้ ในปี 1892 เหลือแมวน้ำช้างไม่ถึง 100 ตัว อยู่บนเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งบาฮากาลิฟอร์เนีย

เมื่อเห็นวิกฤตดังกล่าว รัฐบาลเม็กซิโก จึงให้การคุ้มครองตามกฎหมายแก่แมวน้ำช้าง ในปี 1922 และสหรัฐอเมริกา ก็ประกาศคุ้มครองหลังจากนั้นไม่นาน โดยปัจจุบัน มีประชากรแมวน้ำช้างเพิ่มขึ้นเป็นราว 250,000 ตัว ในมหาสมุทรแปซิฟิก

โดยอุทยานรัฐอันโยนูเอโว ซึ่งอยู่ห่างจากนครซานฟรานซิสโก ลงมาไปทางใต้ เป็นหนึ่งในแหล่งผสมพันธุ์บนแผ่นดินใหญ่ที่สุดบนชายฝั่งตะวันตก ในช่วงฤดูคลอดลูก จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาจองการเดินทางพร้อมไกด์อาสา เพื่อเฝ้าดูแมวน้ำช้างตัวผู้ ต่อสู้กันบนชายหาด ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับบรรดานักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาดูวิถีชีวิตของบรรดาแมวน้ำช้างเหล่านี้ ที่ถึงกับต้องจองคิวเพื่อเข้าชมกันเลยทีเดียว...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/indepth/news_5563074


ความรู้เรื่องมะกรูด

มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ

มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 2-4 เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5 – 4 เซนติเมตร ยาว 4 – 7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอม ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ที่ผิว ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก

มะกรูดมีประโยชน์หลากหลาย ทั้งทางสุขภาพและความงาม ใบและน้ำมันหอมระเหยช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดรังแค กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม น้ำมะกรูดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ และช่วยย่อยอาหาร เปลือกมะกรูดมีสารต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและทำความสะอาด ส่วนรากและใบยังถูกใช้ในตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านอีกด้วย กลิ่นหอมของมะกรูดจะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ การเลือกน้ำมันหอมระเหยมะกรูด ควรเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นไม่เกิน 1% เพราะหากมีความเข้มข้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ผู้ที่ต้องเผชิญกับความเครียดบ่อย ๆ การสูดดมกลิ่นหอมจากมะกรูด จะทำให้ผ่อนคลาย ความเครียดก็ค่อยๆ บรรเทาลง

นอกจากนี้ยังใช้แก้อาการบอบช้ำได้เหมือนกับใบบัวบก โดยจะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้ที่อาเจียนเป็นเลือด มะกรูดจะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนของใบซึ่งมีสรรพคุณดังกล่าว และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งได้ ช่วยลดคอเลสเตอรอล จากการยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA ซึ่งเป็นเอนไซม์คอเลสเตอรอล และลดการสร้าง LDL ที่เป็นไขมันไม่ดี และช่วยลดความดันโลหิต มะกรูดมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจให้แข็งแรง เนื่องจากการทานมะกรูดเป็นประจำ จะทำให้เลือดมีการไหลเวียนที่ดีขึ้น หัวใจจึงไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ซึ่งก็ช่วยลดความเสี่ยงการป่วยด้วยโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น

นอกจากนี้มะกรูดยังมีประโยชน์อีกมากมาย มักนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหาร ดูแลด้านสุขภาพและความงาม ให้ประโยชน์และสรรพคุณหลายอย่าง มีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระสูง และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกันแม้มะกรูดถึงแม้จะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ในน้ำมะกรูดมีสารออกซิเพดามิน หากผิวถูกน้ำมันมะกรูดโดยตรง แล้วถูกแสงแดด อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง จนส่งผลให้ผิวไหม้แดดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรระวังการใช้มะกรูดในปริมาณที่มากเกินไป เพราะสารในมะกรูดจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากกว่าระดับปกติ...

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5633333/