

โลกหลังความตายเป็นปริศนาที่มนุษย์พยายามหาคำตอบมาอย่างยาวนาน ล่าสุดเรื่องราวของ เดโบราห์ พรัม (Deborah Prum) อดีตผู้อำนวยการวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์ดาร์ตเมาท์ (Dartmouth Medical School) รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังจากเธอออกมาเปิดเผยประสบการณ์ "จิตหลุดออกจากร่าง" (Out-of-Body Experience) ถึง 2 ครั้งในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
จากการรายงานของสื่อต่างประเทศระบุว่า เดโบราห์ในฐานะนักวิจัยและคุณแม่ลูกหนึ่ง ได้เผชิญกับนาทีชีวิตที่ทำให้เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่า วิญญาณมีอยู่จริงและโลกหลังความตายนั้นเต็มไปด้วยความสงบอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเธอได้เก็บงำความลับนี้ไว้หลายปีจนกระทั่งตัดสินใจออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน
ครั้งที่ 1: ลอยตัวเหนือเพดานดูหมอยื้อชีวิต
เหตุการณ์ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์ลูกชายคนโตและเกิดอาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรงจากการคลอดก่อนกำหนด ทั้งความดันโลหิตสูง เม็ดเลือดต่ำ และมีอาการชักร่วมด้วย ในขณะที่ทีมแพทย์กำลังเร่งยื้อชีวิตเธอกับลูกอยู่นั้น เธอกลับสัมผัสได้ว่าสติของเธอหลุดออกมาจากร่างกาย:
สภาวะที่พบ: เธอเล่าว่าตนเองลอยอยู่บนเพดานห้องฉุกเฉินและก้มมองลงมาดูเหตุการณ์ด้านล่าง
ความรู้สึก: เป็นสภาวะที่ปราศจากความเจ็บปวดและอารมณ์ใดๆ เหมือนหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ชั่วขณะ
ผลกระทบ: หลังฟื้นขึ้นมาเธอไม่กล้าบอกใครยกเว้นสามี เพราะไม่รู้จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเชิงวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร
ครั้งที่ 2: กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ในแสงสีเหลือง
กว่า 20 ปีต่อมา เดโบราห์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรงพร้อมกับสามี เหตุการณ์ครั้งนี้ได้นำพาจิตวิญญาณของเธอไปสู่อีกมิติที่แตกต่างออกไปจากครั้งแรก:
มิติแห่งแสง: เธอพบว่าตนเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีเหลืองเจิดจ้า
ตัวตนใหม่: เธอรู้สึกว่าร่างกายสลายไปและกลายเป็นเพียง "พลังงานบริสุทธิ์" (Pure Energy) ที่ไร้รูปทรง
ความรู้สึก: เกิดความสงบที่ยากจะบรรยาย มีความมั่นคงในจิตใจและรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างที่สุด
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าประหลาดใจคือ ในช่วงนาทีวิกฤตที่เธอกำลังรอรถพยาบาล เธอจำได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่รู้จักมาก่อนเข้ามาจับมือเธอไว้แน่นเพื่อช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึง ชายคนดังกล่าวกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่ทั้งสามีและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต่างยืนยันว่าไม่เห็นชายคนนั้นอยู่ในที่เกิดเหตุเลย
บทสรุปจากมุมมองนักวิจัย
เดโบราห์ยืนยันว่า หากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง 2 ครั้งซ้อน ในฐานะนักวิจัยทางการแพทย์ เธอคงจะรับเรื่องนี้ได้ยากและอาจจะสงสัยในความจริงแท้ของมัน แต่การได้ก้าวเข้าไปสู่ "ประตูนรก" แล้วกลับออกมาได้ถึงสองครั้ง ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตและความตายไปอย่างสิ้นเชิง
Laser ID บัตรประชาชน เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปรากฏบนบัตรประชาชนไทย มักถูกใช้ในระบบยืนยันตัวตนของหน่วยงานภาครัฐและบริการต่างๆ ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปรู้จักกับรหัสหลังบัตรตัวนี้ให้ชัดขึ้น ว่าหมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไร พร้อมเปิดความหมายในแต่ละส่วนให้เข้าใจง่าย
ทำความรู้จัก “Laser ID บัตรประชาชน” คืออะไร สำคัญอย่างไร
Laser ID หลังบัตรประชาชน หรือที่เรียกว่า Laser Code คือ รหัสประจำบัตรที่กรมการปกครองกำหนดขึ้นเพื่อใช้ควบคุมและติดตามการกระจายบัตรประจำตัวประชาชนไปยังที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต สำนักงานเทศบาล รหัสดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายละเอียดอย่างชื่อ–นามสกุล หรือเลขประจำตัว 13 หลัก ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลจะปรากฏอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น
ไขข้อสงสัย “Laser ID บัตรประชาชน” อยู่ตรงไหนของบัตรประชาชน
รหัส Laser ID จะอยู่ด้านหลังบัตรประชาชนไทย ใต้แถบแม่เหล็ก ซึ่งมักจะเห็นเป็นชุดตัวอักษรและตัวเลขเรียงกันอยู่บนพื้นบัตรเมื่อพลิกด้านหลัง โดยทั้งชุดรหัสจะพิมพ์ลงบนตัวบัตรอย่างถาวร ไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้อย่างง่ายดาย เป็นส่วนหนึ่งของบัตรจริงที่ถูกผลิตและจัดส่งจากกรมการปกครอง
ตัวอย่างภาพเลข Laser ID หลังบัตรประชาชน (ที่มาของภาพ : www.i.industry.go.th/lasercode)
ตัวเลข Laser ID หลังบัตรประชาชน มีความสำคัญอย่างไร
สำนักงานเลขานุการกรมการปกครอง ระบุว่า ด้านหลังบัตรจะมีเลขรหัสกำกับบัตร เป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต สำนักงานเทศบาล ไม่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น
“Laser ID บัตรประชาชน” หลังบัตรประชาชน แต่ละตำแหน่ง หมายความว่าอย่างไร
ทางด้านเว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า รหัส Laser Code ประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลขรวม 12 หลัก แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
ชุดที่ 1 : ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัว ตามด้วยตัวเลข 1 ตัวส่วนนี้หมายถึง รุ่นของชิปข้อมูล บนบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งบ่งบอกช่วงเวลาหรือรุ่นของเทคโนโลยีที่ใช้บนบัตร
ชุดที่ 2 : ตัวเลข 7 หลักเป็นหมายเลขของ กล่องบรรจุบัตร ที่บัตรนั้นถูกจัดเก็บและส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ของกรมการปกครอง
ชุดที่ 3 : ตัวเลข 2 หลักแสดง ลำดับที่ของบัตร ภายในกล่องตามรหัสชุดที่สอง
ตัวอย่างเช่น รหัส JC1-0002507-15 จะแปลได้ว่า
“JC1” คือรุ่นของชิป
“0002507” คือหมายเลขกล่องบรรจุบัตร
“15” คือบัตรลำดับที่ 15 ในกล่องนั้น
สรุป Laser ID บนบัตรประชาชน เป็นรหัสสำคัญที่บ่งบอกข้อมูลเกี่ยวกับการออกบัตรและสถานะของบัตรนั้นๆ เพื่อการบริหารจัดการบัตรของภาครัฐ ช่วยควบคุมและตรวจสอบกระบวนการออกบัตรให้เป็นระบบ การเข้าใจรหัสนี้ช่วยให้เราระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนใช้ในบริการออนไลน์อย่างปลอดภัยมากขึ้น
ที่มาของข้อมูล : สำนักงานเลขานุการกรมการปกครอง, สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
รายได้เท่าไหร่เสียภาษี 2568 เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ สำหรับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรืออาชีพอิสระ ต่างก็ต้องเข้าใจเกณฑ์ภาษีของตัวเอง การรู้ว่ารายได้ระดับใดเริ่มเสียภาษี และอัตราภาษีคิดอย่างไร ช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น
เคยสงสัยไหมว่า "ทำไมเราต้องเสียภาษี"
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเงินที่บุคคลมีหน้าที่ต้องจ่ายให้กับรัฐตามกฎหมาย การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองชาวไทย เนื่องจากรายได้ของเราเป็นส่วนหนึ่งของรายได้โดยรวมของประเทศ ที่เอาไปใช้บริการสาธารณะ เช่น การศึกษา, สาธารณสุข, ระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น
เกณฑ์รายได้เท่าไหร่ที่ต้องเริ่มเสียภาษี ประจำปี 2568
ถ้ามีเงินได้สุทธิต่อปีน้อยกว่า 150,000 บาท = ไม่ต้องเสียภาษี
แต่ถ้ามีเงินได้สุทธิเกิน 150,000 บาท = จะเริ่มเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได
ยิ่งมีรายได้มาก = ก็ยิ่งต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามเกณฑ์
หมายเหตุ : เงินได้สุทธิ = เงินได้ทั้งหมด − ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
ไขข้อสงสัย "รายได้ 40(1)" และ "รายได้ 40(2)" คืออะไร
หลายคนมักสับสนว่ารายได้แบบไหนเข้าข่ายเสียภาษีและต้องยื่นแบบอย่างไร โดยเฉพาะรายได้ตามมาตรา 40 ที่แบ่งออกเป็นหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือกลุ่มยอดฮิตอย่าง 40(1) และ 40(2) ที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งมีรายละเอียดสรุปง่ายๆ ดังนี้
รายได้ 40(1) คือ เงินได้จากการทำงานประจำ หรือรายได้ที่ได้จากการเป็น "ลูกจ้าง" หรือ "พนักงานประจำ" ที่มีนายจ้างจ่ายเงินให้เป็นประจำทุกเดือน ถ้าเป็นคนที่มีเงินเดือนจากบริษัทหรือองค์กร ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ 40(1) ตัวอย่างเช่น
เงินเดือน
ค่าจ้างรายเดือน รายวัน
ค่าล่วงเวลา (OT)
โบนัส
ค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้
รายได้ 40(2) คือ เงินได้จากการรับจ้างทำงานแบบใช้ความสามารถเฉพาะตัว ในส่วนที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำมักเรียกว่า "รายได้ฟรีแลนซ์" หรือ "รายได้จากการให้บริการ" ถ้ารับงานเป็นครั้งคราว ไม่ได้มีนายจ้างประจำ ก็มักจะนับเป็นรายได้ 40(2) ตัวอย่างเช่น
รับจ้างทำคอนเทนต์, กราฟิก
รับงานแปลภาษา
รับงานถ่ายภาพ, ถ่ายวิดีโอ
รับจ้างเขียนบทความ
รับบรรยาย, เป็นวิทยากร
รับจ้างสอนพิเศษ
เช็กอัตราภาษีบุคคลธรรมดา ปีภาษี 2568 (ยื่นภาษีปี 2569) เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
ระบบภาษีไทยใช้ "อัตราขั้นบันไดก้าวหน้า" หมายถึง ยิ่งมีเงินได้สุทธิมากขึ้น อัตราภาษียิ่งสูงขึ้นตามนั่นเอง หากอยากทราบว่ารายได้เท่าไหร่ ต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ เช็กได้จากอัตราเสียภาษีบุคคลธรรมดาตามขั้นบันได ดังนี้
เงินเดือน (บาท) รายได้ต่อปี (บาท) เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี เงินที่ต้องจ่าย (บาท/ปี)
15,000 180,000 30,000 งดเว้น -
20,000 240,000 80,000 งดเว้น -
30,000 360,000 200,000 5% 2,500
40,000 480,000 320,000 10% 9,500
50,000 600,000 440,000 10% 21,500
60,000 720,000 560,000 15% 36,600
70,000 840,000 680,000 15% 54,500
80,000 960,000 800,000 20% 75,000
90,000 1,080,000 920,000 20% 99,000
100,000 1,200,000 1,040,000 25% 125,000
...
การรู้ว่ารายได้เท่าไหร่ที่ต้องเสียภาษี 2568 จะช่วยให้เราวางแผนการเงินได้ตรงจุดมากขึ้น การเตรียมข้อมูลรายได้–ค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน รวมไปถึงรู้จักสิทธิลดหย่อนต่างๆ ก็จะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากเข้าใจระบบภาษีอย่างถูกต้อง ทุกคนก็สามารถจัดการภาษีของตัวเองได้ไม่ยุ่งยาก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวัง! ใครชอบกิน “ส้มโอ” ราชาผลไม้สารพัดประโยชน์ อาจมีโทษอันตรายต่อร่างกาย ทำลายตับ หากกินคู่กับสิ่งนี้
“ส้มโอ” ราชาผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ไฟเบอร์ แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ในการแพทย์แผนโบราณ ส้มโอถูกใช้เป็นยาขับลม ขับเสมหะ ลดอาการไอ ช่วยย่อยอาหาร และป้องกันอาการเมารถ อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคส้มโอในเวลาที่เหมาะสม เพราะถ้ากินผิดเวลา โดยเฉพาะกินแกล้มเหล้า หรือกินเพื่อแก้เมา อาจเปลี่ยนสถานะจาก “ยาดี” เป็น “เพชฌฆาตเงียบ” ที่ทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว
ส้มโอไม่ได้ช่วยอาการเมาค้าง หลายคนเชื่อว่าส้มโอสามารถช่วย “แก้” อาการเมาค้างได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านี่เป็นความเข้าใจผิดที่จริงแล้ว ส้มโอมีสารฟูราโนคูมาริน ซึ่งเป็นสารประกอบที่สามารถยับยั้งเอนไซม์เมตาบอลิซึมในลำไส้และตับ เมื่อรวมกับแอลกอฮอล์ สารประกอบนี้สามารถเพิ่มความเป็นพิษของเอทานอลในร่างกาย ทำให้ตับทำงานหนักขึ้น
บุย ดั๊ก ซาง แพทย์แผนโบราณแนะนำว่า หลังจากดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ควรเว้นระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมงก่อนรับประทานส้มโอ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้
ผู้กินยาควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ส้มโอไม่เพียงแต่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ยังมีปฏิกิริยากับยาหลายชนิดด้วย งานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่บางชิ้นแสดงให้เห็นว่าส้มโอสามารถเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของยาในเลือด ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิดสำหรับรักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือยาที่ถูกเผาผลาญโดยตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ในขณะเดียวกันสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ส้มโอเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หากรับประทานอย่างถูกต้องและในปริมาณที่เหมาะสม
เปลือกส้มโอ – ยาพื้นบ้านที่คุ้นเคย ไม่เพียงแต่เนื้อส้มโอเท่านั้น แต่เปลือกส้มโอก็ถูกนำมาใช้ในแพทย์แผนโบราณมานานแล้วเช่นกัน ตามตำราแพทย์แผนจีน เปลือกส้มโอมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย มีกลิ่นหอม และมีฤทธิ์เป็นกลาง ใช้ในการขับลม ขับเสมหะ ลดอาการบวม และบรรเทาอาการปวดท้อง
ปัจจุบัน เปลือกส้มโอถูกนำมาใช้ทำแชมพูบำรุงเส้นผม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เส้นผมและลดการหลุดร่วงของเส้นผม นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในเปลือกส้มโอยังช่วยบรรเทาอาการเบื่ออาหารและคลื่นไส้ในหญิงตั้งครรภ์ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ในการแพทย์พื้นบ้านยังใช้น้ำต้มเปลือกส้มโอแห้งผสมเกลือเพื่อลดกลิ่นปาก ครอบครัวหลายครอบครัวยังนำเปลือกส้มโอและใบไม้หอมอื่นๆ มาต้มเป็นยาสูดดมเพื่อบรรเทาอาการหวัดอีกด้วย
สารออกฤทธิ์ที่มีคุณค่าในเปลือกส้มโอ
จากข้อมูลทางการแพทย์ เปลือกส้มโอมีสารฟลาโวนอยด์ นาริงกิน เฮสเปอริดิน รวมถึงวิตามินเอและซี สารประกอบออกฤทธิ์เหล่านี้ช่วยปกป้องหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
เนื่องจากเปลือกส้มโอมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ช่วยชะลอความแก่ ลดริ้วรอยและฝ้า กระ
เปลือกส้มโอช่วยลดไขมันในเลือดและปกป้องกระเพาะอาหาร ในแพทย์แผนจีนโบราณ เปลือกส้มโอมีรสชาติเผ็ดหวาน ขมเล็กน้อย และมีฤทธิ์ร้อน สารเพคตินในเปลือกส้มโอช่วยจำกัดการดูดซึมไขมันและช่วยลดระดับไขมันในเลือด
เพคตินยังสร้างชั้นป้องกันบนเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ช่วยลดอาการปวดและระคายเคือง เปลือกส้มโอแห้งสามารถนำมาต้มเป็นชาหรือต้มในน้ำผสมน้ำผึ้งเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอได้
ในชีวิตประจำวัน เปลือกส้มโอถูกนำมาใช้ในของหวาน สลัด และปอเปี๊ยะมังสวิรัติ ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร และยังช่วยควบคุมความผิดปกติของไขมันในเลือดอีกด้วย
ข้อควรทราบเมื่อกินปลือกและเนื้อส้มโอ
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรรับประทานเปลือกหรือเนื้อในของส้มโอขณะท้องว่าง เพราะอาจทำให้ปวดท้องและย่อยอาหารไม่สบาย นอกจากนี้ เปลือกส้มโออาจมีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง จึงควรล้างให้สะอาดและผ่านกระบวนการที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้
สำหรับผู้ที่กำลังรับการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคมะเร็ง การบริโภคส้มโอ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์
ที่มา: soha... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_10137468
โดย กรทอง วิริยะเศวตกุล
เข้าสู่ศักราชใหม่อีกครั้ง เมื่อดาวเคราะห์สีครามดวงนี้ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ครบไปอีกหนึ่งรอบ พร้อมกับเรื่องราวน่าติดตาม และการสำรวจต่างๆ เพื่อปลดล็อกปริศนา ไขคำตอบของห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี้
ปี 2026 นับเป็นอีกปีที่น่าจับตาของวงการอวกาศ เพราะมีทั้งการส่งมนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ เป็นครั้งแรกที่จะมีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทยไปดวงจันทร์ เช่นเดียวกับการนำส่งภารกิจต่างๆ ออกเดินทางสู่วงโคจร ตลอดจนนานาปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์บนโลก ที่ THE STANDARD ได้รวบรวมมา
10 มกราคม – ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุด
เปิดปีใหม่ด้วยการสังเกตดู ดาวพฤหัสบดี ที่จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดของปี 2026 ในคืนวันที่ 10 มกราคม โดยสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ดวงนี้ขึ้นจากทิศตะวันออกช่วงเย็น และปรากฏสว่างเด่นตลอดคืน ก่อนตกลับขอบฟ้าในช่วงรุ่งเช้า
ตำแหน่งดังกล่าว เรียกว่า Jupiter Opposition หรือการที่ดาวพฤหัสฯ อยู่ตำแหน่งตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เมื่อสังเกตจากโลก โดยปีนี้ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างไปประมาณ 633 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 35 นาทีแสงด้วยกัน
มกราคม – GISTDA ส่งดาวเทียม THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจร
ในเดือนมกราคม GISTDA เตรียมส่ง THEOS-2A ดาวเทียมสำรวจโลกความละเอียดสูงดวงล่าสุดของประเทศไทย ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจการถ่ายภาพ สนับสนุนข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆ จากอวกาศ
สำหรับดาวเทียม THEOS-2A ได้มีการร่วมพัฒนาโดยทีมวิศวกรไทยมากกว่า 20 คน และปัจจุบันได้ผ่านการทดสอบด้านต่างๆ จากศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ พร้อมสำหรับการนำส่งโดยจรวดของประเทศอินเดียในช่วงต้นปี 2026
6 กุมภาพันธ์ – NASA ส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์
NASA เตรียมส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1972 กับภารกิจ ‘อาร์ทีมิส 2’ โดยมีกำหนดออกเดินทางเร็วที่สุด ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026 จากฐานปล่อย 39B ของศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา
ภารกิจดังกล่าวมีนักบินอวกาศ 4 คน ซึ่งรวมถึงสุภาพสตรี และชาวแคนาดาคนแรกที่จะได้ออกเดินทางไปดวงจันทร์ โดยมีแผนไปบินผ่าน (Flyby) ดวงจันทร์ เพื่อสาธิตความพร้อมของระบบต่างๆ และทำการสำรวจอีกฝั่งของดวงจันทร์ ก่อนเดินทางกลับมาลงจอดบนโลก
อาร์ทีมิส 2 จะกินระยะเวลารวมประมาณ 10 วัน และเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้ โดยคาดว่าจะมีสื่อมวลชน และประชาชนไปรอรับชมการปล่อยยานเป็นจำนวนมาก โดย NASA ระบุว่ามีช่วงเวลาในการปล่อยยาน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2026 นี้
3 มีนาคม – จันทรุปราคาเต็มดวง เห็นได้จากทั่วไทย
เย็นวันที่ 3 มีนาคมนี้ ชวนดูปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้จากทั่วประเทศไทย
ในประเทศไทย จะเห็นดวงจันทร์ขึ้นจากขอบฟ้าเป็นสีแดงเลือด โดยสามารถมองเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้นานเกือบ 40 นาที ไปจนถึงช่วงเวลา 19:02 น. และมองเห็นเป็นจันทรุปราคาบางส่วนไปจนเวลาประมาณ 20:17 น.
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยดวงจันทร์ตกอยู่ในเงามืดของโลกพอดี ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่ถูกหักเหในชั้นบรรยากาศโลก โดยเฉพาะแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นมากกว่า ไปตกกระทบบนพื้นผิวดวงจันทร์
สิงหาคม – จีนส่งยานลงดวงจันทร์ พร้อมอุปกรณ์ชิ้นแรกของไทย
ในช่วงกลางปี 2026 จีนเตรียมส่งยานอวกาศ ฉางเอ๋อ 7 ออกเดินทางไปลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เพื่อศึกษาบริเวณโดยรอบ ค้นหาร่องรอยของน้ำแข็งบนพื้นผิว และเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจลงจอดของนักบินอวกาศจีนในอนาคต
ในการนี้ ประเทศไทยได้ส่งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ หรือ MATCH (Moon Aiming Thai Chinese Hodoscope) เพื่อตรวจวัดอนุภาคมีประจุพลังงานสูง ศึกษาปริมาณของรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศรอบดวงจันทร์ จากการพัฒนาโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นอุปกรณ์สำรวจทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของไทย ที่จะได้ออกเดินทางไปถึงห้วงอวกาศลึก และติดตั้งอยู่กับยานส่วนที่โคจรอยู่รอบดวงจันทร์
ปลายปี – จีนเตรียมส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศมุมกว้าง
อีกหนึ่งภารกิจที่น่าจับตาของประเทศจีน คือการนำส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศสุนเทียน หรืออีกชื่อว่า CSST ขึ้นไปประจำการในวงโคจรที่ใกล้เคียงกับสถานีอวกาศเทียนกง
กล้องสุนเทียน มีขนาดกระจกหลัก 2 เมตร ซึ่งแม้จะเล็กกว่ากล้องฮับเบิล แต่ถูกออกแบบมาให้ถ่ายภาพมุมกว้างกว่าประมาณ 300-500 เท่า เพื่อถ่ายภาพมุมกว้างของห้วงจักรวาล ในช่วงเวลานานกว่า 10 ปีที่คาดว่ากล้องจะอยู่ในประจำการบนวงโคจรรอบโลกได้
ภาพ: Getty Images
อ้างอิง:
https://gistda.or.th/news_view.php?n_id=8988&lang=TH
https://www.nasa.gov/mission/artemis-ii/
https://www.narit.or.th/th/PressRelease-20250903-CE-7-MATCH
https://arxiv.org/abs/2507.04618