ข่าว
“กต.” ยันจอร์เจียพบร่าง "ฮลุน โซโล่" ดับสลดในโรงแรม จี้ชี้แจงปมปิดข่าวล่าช้า 10 วัน

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แถลงกรณีการเสียชีวิตของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่“ อินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยวชาวไทย ที่เสียชีวิตที่ประเทศจอร์เจีย ว่า ขั้นตอนในขณะนี้ญาติของ “ฮลุน โซโล่“ ได้ลงนามมอบอำนาจให้กรมการกงสุลไปดำเนินการต่อแล้ว คาดว่า กรมการสงสุล จะได้รับเอกสารดังกล่าวในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการแปล เอกสาร และส่งให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ออกใบมรณะบัตรก่อนส่งร่าง ทรัพย์สิน และสิ่งของต่างๆ ของผู้เสียชีวิตกลับประเทศต่อไป

อธิบดีกรมการกงสุล ยังย้ำถึงสาเหตุการเสียชีวิต ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้แจ้งให้ครอบครัวของ “ฮลุน โซโล่” ทราบถึงขั้นตอนของทางการจอร์เจียแล้ว และจะติดตามการสืบสวนใกล้ชิด ก่อนรายงานกลับมาให้กระทรวงการต่างประเทศรับทราบต่อไป ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั้นฝ่ายจอร์เจีย จะเป็นผู้สรุปผลชันสูตร และข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนจะนำร่างผู้เสียกลับประเทศไทยได้เมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับการออกเอกสารของทางการจอร์เซีย ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่ฝ่ายไทยได้ประสานบริษัทเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการขนส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไว้แล้ว

สำหรับสาเหตุที่ทางการจอร์เจียทิ้งช่วงเวลาไว้กว่า 10 วัน ก่อนแจ้งให้สถานเอกอัครราชทูตไทยทราบเรื่องนั้น อธิบดีกรมการสงสุล ชี้แจงว่า พนักงานโรงแรมพบร่าง “ฮลุน โซโล่” ในวันที่ 14 กรกฎาคม หลังผู้เข้าพักไม่ได้เช็กเอาท์ตามกำหนด ซึ่งระยะเวลาที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้รับแจ้งจากทางการจอร์เจีย คือ หลังตำรวจจอร์เจียตรวจสอบข้อมูล และประสานกระทรวงการต่างประเทศของจอร์เจีย ก่อนประสานสถานเอกอัครราชทูตไทยรับทราบ

ซึ่งที่ผ่านมาสถานเอกอัครราชทูต ได้ดำเนินการติดต่อเครือข่ายชุมชนไทยในจอร์เจีย และติดต่อกงสุลกิตติมศักดิ์ หลังปรากฏข้อมูลการหายตัว และเมื่อได้รับการยืนยันแล้ว ว่า ได้พบร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในการดูแลของทางการจอร์เจีย สถานเอกอัครราชทูต จึงได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าการส่งร่างเสร็จ และขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำที่จอร์เจียแล้ว

ขณะที่นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ได้หยิบยกประเด็นความล่าช้าถึงการแจ้งข่าวมายังสถานทูตพูดคุยกับทางการจอร์เจีย พร้อมทั้งขอให้ชี้แจงสาเหตุความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุใด

ส่วนกระแสข่าวที่ญาติของ “ฮลุน โซโล่” ได้แจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ไปเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมแล้วนั้น อธิบดีกรมสารนิเทศ ยืนยันว่า จากการตรวจสอบไปยังสถานเอกอัครราชทูต ไม่ได้รับการแจ้งจากญาติในวันที่ 19 กรกฎาคม แต่ได้รับทราบข่าวเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน พระราชทานพระศพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

30 กรกฎาคม 2569.:ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) พระราชทานพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) พระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี โดยเสด็จในการนี้ด้วย

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรมหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งพิมานรัตยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลาที่หน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ กองทหารเกียรติยศพระศพถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาชัย

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงกราบ แล้วประทับ พระราชอาสน์ พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสร็จแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปตั้งที่โต๊ะข้างธรรมาสน์ ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระโกศ สำหรับพระศพทรงธรรม ทรงศีล พระเทพวชิราภินันท์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “ปจฺฉานานุตปฺปกถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าพระสงฆ์สวดธรรมคาถา พระสงฆ์ 4 รูป สวดธรรมคาถา

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตรถวายพระสงฆ์ที่ถวายพระธรรมเทศนา และพระสงฆ์ที่สวดธรรมคาถา พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำวันประสูติ ฯ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องบูชากระบะมุกที่หน้าเตียงพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมด้านตะวันออก และด้านตะวันตก พระที่นั่งพิมานรัตยา ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

จากนั้น เสด็จฯ ไปถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ


พี่น้องชาวไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับท่านกงสุลใหญ่สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี และครอบครัว

พี่น้องชาวไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับท่านกงสุลใหญ่สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี และครอบครัว ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สืบต่อจาก นายต่อ ศรลัมพ์ ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

รู้จัก "สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี" กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส คนใหม่

ทุกครั้งที่คนไทยในต่างแดนประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทางสูญหาย ถูกจับกุม ประสบอุบัติเหตุ หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือ "สถานกงสุลใหญ่" และผู้ที่รับผิดชอบภารกิจสำคัญนี้ก็คือ "กงสุลใหญ่"

วันนี้ คนไทยหลายแสนคนใน 13 รัฐทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา กำลังจะได้ต้อนรับ นายสมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี นักการทูตอาชีพ ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สืบต่อจาก นายต่อ ศรลัมพ์ ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส รับผิดชอบพื้นที่ถึง 13 รัฐ ได้แก่ California, Arizona, Nevada, Utah, Colorado, New Mexico, Alaska, Hawaii, Idaho, Montana, Oregon, Washington และ Wyoming ถือเป็นหนึ่งในเขตกงสุลที่มีภารกิจสำคัญที่สุดของไทยในต่างประเทศ เพราะดูแลชุมชนไทยขนาดใหญ่ ทั้งนักเรียน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ร้านอาหารไทย ร้านนวดและสปา วัดไทย โรงเรียนไทย ตลอดจนแรงงานและครอบครัวชาวไทยจำนวนมาก

บทบาทของกงสุลใหญ่จึงไม่ได้มีเพียงการออกหนังสือเดินทางหรือรับรองเอกสาร แต่ยังทำหน้าที่คุ้มครองคนไทยในต่างแดน ช่วยเหลือในยามวิกฤต ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา

จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สู่เส้นทางนักการทูต

นายสมภพสำเร็จการศึกษาระดับรัฐศาสตรบัณฑิตจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับ Master of Legal Studies จาก University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย ก่อนเข้ารับราชการกระทรวงการต่างประเทศในปี พ.ศ. 2537

ตลอดเวลากว่า 30 ปี ท่านผ่านงานทั้งด้านกงสุล กฎหมายระหว่างประเทศ งานการเมืองระหว่างประเทศ และการบริหารระดับนโยบาย โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ

เจ้าหน้าที่การทูต กองหนังสือเดินทาง

เลขานุการตรี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์

กงสุล ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส

นักการทูตชำนาญการ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียงจันทน์

ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กรมการกงสุล

ผู้อำนวยการกองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งรับผิดชอบการกำหนดเขตแดนและการเจรจากฎหมายระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ท่านยังผ่านการอบรม หลักสูตรนักบริหารการทูต รุ่นที่ 12 และเคยเสนอแนวคิดเชิงวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ การเลือกตั้งออนไลน์ (i-Vote) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนไทยในต่างประเทศในอนาคต

กลับสู่ลอสแอนเจลิสอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายสมภพมาปฏิบัติหน้าที่ที่นครลอสแอนเจลิส เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2548 ท่านเคยดำรงตำแหน่ง กงสุล ประจำสถานกงสุลใหญ่ไทย ทำให้มีความคุ้นเคยกับพื้นที่และชุมชนไทยเป็นอย่างดี

การกลับมาครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมาบ้านหลังเดิม แต่ในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น พร้อมประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 30 ปี

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ คุณสุภาภรณ์ เสริมสวัสดิ์ศรี ภริยาของท่าน สำเร็จการศึกษาจาก University of California, Los Angeles (UCLA) ทำให้ครอบครัวมีความคุ้นเคยกับสังคมและวิถีชีวิตในนครลอสแอนเจลิสเป็นอย่างดี

ความหวังของชุมชนไทย

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของกงสุลใหญ่ไม่ใช่เพียงผู้บริหารสถานกงสุล แต่ยังเป็นผู้แทนประเทศไทย ผู้คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ และเป็นที่พึ่งของคนไทยในต่างแดน

การกลับมาปฏิบัติหน้าที่ของ นายสมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี ในครั้งนี้ จึงเป็นการเริ่มต้นภารกิจสำคัญในการดูแลคนไทยหลายแสนคนใน 13 รัฐของสหรัฐอเมริกา

ในนามของพี่น้องชาวไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ผมขอร่วมแสดงความยินดีและขอต้อนรับท่านกงสุลใหญ่สมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี และครอบครัว ด้วยความเชื่อมั่นว่า ประสบการณ์กว่า 30 ปีของท่านจะเป็นพลังสำคัญในการสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา และเป็นที่พึ่งของชุมชนไทยในต่างแดนได้เป็นอย่างดี

ขอต้อนรับสู่ลอสแอนเจลิสอีกครั้งครับ


โชคดีครับ

คิด ฉัตรประภาชัย

นายกสมาคมไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ (2025–2026)


ยอดตายแผ่นดินไหวญี่ปุ่นพุ่ง 35 ราย หลายหมื่นครัวเรือนยังไร้น้ำ-ไฟ

31 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ญี่ปุ่นยังคงเผชิญผลกระทบหนักจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.1 ในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 35 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่อุณหภูมิอาจพุ่งเกือบ 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์

เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้สุนัขดมกลิ่นเข้าช่วยตรวจสอบพื้นที่ห้างสรรพสินค้าอิออน (Aeon Mall) ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุระเบิดที่คาดว่าเกิดจากก๊าซ หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ก.ค.) โดย มิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำผู้ประสบเหตุออกจากพื้นที่ได้ 11 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิต 7 ราย

ทางการระบุว่า การตรวจค้นครั้งสุดท้ายดำเนินการเพื่อยืนยันว่าไม่มีผู้ใดติดอยู่ภายในอาคารเพิ่มเติม โดยได้รับความช่วยเหลือจากสุนัขกู้ภัยที่ผ่านการฝึกฝนเฉพาะทาง ขณะที่ผู้บริหารห้างยืนยันว่า พนักงานทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและพบว่าปลอดภัยแล้ว

อีกหนึ่งพื้นที่เกิดเหตุสำคัญคือโรงงานกระดาษ ซึ่งได้รับความเสียหายจากแรงสั่นสะเทือน เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ 9 ราย และยุติปฏิบัติการค้นหาแล้ว นอกจากนี้ยังพบผู้รอดชีวิต 2 ราย จากจุดที่ปล่องควันขนาดใหญ่พังถล่ม

เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งบ้านเรือนพังถล่ม สะพานได้รับความเสียหาย เกิดไฟไหม้ และส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้งาน

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีประมาณ 4,500 ครัวเรือนในจังหวัดคุมาโมโตะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และอีกกว่า 79,000 ครัวเรือนไม่มีน้ำประปา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 5,100 นายเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

ขณะเดียวกัน ประชาชนหลายพันคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนจัด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในพื้นที่อาจแตะระดับ 40 องศาเซลเซียส

จังหวัดคุมาโมโตะถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่น จนได้รับฉายาว่า “ซิลิคอนวัลเลย์ของญี่ปุ่น” เนื่องจากมีบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่

อีโบลาคองโกวิกฤต ติดเชื้อทะลุ 3,500 ราย ขึ้นแท่นระบาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) กำลังเผชิญวิกฤตการระบาดของโรคอีโบลาที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลคองโกระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 3,532 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,556 ราย ส่งผลให้การระบาดครั้งนี้กลายเป็นการระบาดของอีโบลาที่มีขนาดใหญ่เป็น อันดับ 2 ของโลก รองจากการระบาดในแอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014-2016

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ระบุว่า การแพร่ระบาดยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการควบคุมโรคของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

คาร์ล สเกา รักษาการผู้อำนวยการโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) กล่าวว่า นี่เป็นการระบาดของอีโบลาที่แพร่กระจายรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบ และเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจและเร่งสนับสนุนการรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยว่า แม้การระบาดจะเกิดขึ้นได้ไม่ถึง 3 เดือน แต่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าการระบาดครั้งก่อน ๆ ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 5 เท่า

การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ บุนดิบูกโย (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า จำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขทางการถึง 4 เท่า เนื่องจากระบบเฝ้าระวังโรคยังมีข้อจำกัด ทั้งการขาดแคลนยานพาหนะ บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และความไม่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่

เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมในเมืองบูเนีย ระบุว่า โรคได้แพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนแล้ว ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเลือกเข้ารับการรักษากับหมอพื้นบ้าน ส่งผลให้การแพร่เชื้อยังดำเนินต่อไป

การควบคุมโรคในคองโกยังเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธหลายสิบกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ ประกอบกับการลดงบช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทำให้ทรัพยากรสำหรับรับมือการระบาดมีจำกัด

Africa CDC ระบุว่า จำเป็นต้องใช้งบประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งมากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ถึง 3 เท่า แต่จนถึงขณะนี้ได้รับการยืนยันเงินสนับสนุนเพียง 213.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเป้าหมายการใช้จ่าย 242.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับแผนรับมือช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม

นอกจากนี้ มาตรการจำกัดการเดินทางของสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบต่อการส่งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่ โดยองค์กรด้านมนุษยธรรมหลายแห่ง รวมถึง Samaritan's Purse เปิดเผยว่า อาจต้องลดขนาดการดำเนินงานในคองโก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางของเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกัน