ข่าว
นิวซีแลนด์-ออสเตรเลีย ก้าวเข้าสู่ปี2026 เฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่พลุตระการตา

31 ธันวาคม 2568 เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง 'ประเทศไทย' ก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้ว ซึ่ง 2 ชาติแรกที่เฉลิมฉลองปี 2026 ทั้งนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการจัดแสดงดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

เริ่มต้นที่ นิวซีแลนด์ บริเวณอาคารโอคแลนด์ สกายทาวเวอร์ และสะพานโอคแลนด์ ฮาร์เบอร์ บริดจ์ ในนครโอคแลนด์ของนิวซีแลนด์ เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการแสดงแสงสีและดอกไม้ไฟตระการตา จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องนานถึง 5 นาที

ด้านสวนพฤกษศาสตร์ในนครซิดนีย์ และรอบๆ ซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ และสะพานฮาร์เบอร์ บริดจ์ แน่นขนัดไปด้วยชาวออสซี่ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ ตามเวลาท้องถิ่น การแสดงดอกไม้ไฟฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในซิดนีย์จัดขึ้น ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จุดพุลไฟรับปีใหม่ 2026 อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา

‘กองทัพภาคที่ 2’สรุปสถานการณ์ชายแดน‘สงบ แต่ยังไม่วางใจ’ กัมพูชาปรับปรุงที่มั่น ตุนเสบียง

‘กองทัพภาคที่ 2’สรุปสถานการณ์ชายแดน ‘กัมพูชา’ตรึงกำลังไม่ขยับ ปรับปรุงที่มั่น ตุนเสบียง ชี้ฝ่ายไทยคุมเกมได้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 1 ม.ค.2569 กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา วานนี้ (31 ธ.ค.68) ภาพรวมตลอดแนวชายแดนยังคง “สงบ แต่ยังไม่สามารถวางใจ” พื้นที่หลักหลายจังหวัดไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแรงที่มั่นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของฝ่ายไทย

ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี-จังหวัดศรีสะเกษ เงียบทั้งแนว พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ยังไร้สัญญาณเคลื่อนไหวสำคัญ

ด้าน จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่ช่องซำแต–โดนตวล–ภูผี–สัตตะโสม–พนมประสิทธิโส–ช่องตาเฒ่า รวมถึงแนวปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย สถานการณ์ยังคงนิ่ง แม้กัมพูชาจะเฝ้าตรวจการปรับปรุงพื้นที่และการเคลื่อนย้ายกำลังของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์–จังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่ปราสาทตาควาย–เนิน 350 และปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ไม่พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม เช่นเดียวกับช่องจอม–ช่องระยี–ปลดต่าง และช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงเงียบสงบ

ในพื้นที่ส่วนหลัง ฝ่ายกัมพูชายังคงดัดแปลงที่มั่น ซ่อมสายไฟ–สายสัญญาณ บรรจุดินใส่กระสอบ ขุดหลุมทำกำบัง ติดตั้งระบบสนับสนุน พร้อมลำเลียงอาวุธ กระสุน และถุงยังชีพสู่หน้าแนว โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลัก

ตลอดวันไม่พบการปะทะอาวุธหนักหรือการบุกรุกพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชายังรักษาระดับเตรียมพร้อม เน้นเสริมที่มั่น ลำเลียงยุทโธปกรณ์ ควบคุมข้อมูลข่าวสาร และเฝ้าตรวจฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงควบคุมพื้นที่และสถานการณ์โดยรวมได้ในระดับดี


เริ่มแล้ว! 1 ม.ค.69 รัฐบาลเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาท

1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมายไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้าออนไลน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทแรก ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME กับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี

รองโฆษกระบุว่า ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20–30 และสินค้าทั่วไปขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้การซื้อขายยังคงสะดวกสบาย โดยปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว ผู้บริโภคสามารถชำระเงินครั้งเดียวและรับสินค้าที่บ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องไปดำเนินการชำระภาษีที่ด่านศุลกากรด้วยตนเอง

ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภค กรมศุลกากรได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU เพื่อคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ อย. รวมถึงสินค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า จะถูกถอดออกจากระบบและไม่อนุญาตให้นำเข้า

“มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่เป็นการปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะยังคงสะดวก ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว


‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าว จ.พังงา ลงพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ที่ อพ.2 (เขาพิงกัน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของ จ.พังงา โดยเฉพาะ “เขาตาปู” หรือ “เกาะเจมส์บอนด์” สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Man with the Golden Gun เมื่อปี พ.ศ. 2517 จนทำให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนับล้านคน

นอกจากนี้ บริเวณเขาพิงกัน ซึ่งมีลักษณะภูเขาหินปูนสองลูกแนบชิดกันอย่างโดดเด่น แตกต่างจากภูเขาทั่วไป ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความรักของจังหวัดพังงา

สำหรับบรรยากาศในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่า มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และท่าเรือต่างๆ รอบอ่าวพังงา เข้ามาท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

นายอิสรินทร์ โสธรจิตต์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา กล่าวว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และยังได้กล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ ขอให้ทุกคนเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข

นายเดชา ปาทาน กำนันตำบลเกาะปันหยี ได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเกาะปันหยี เพื่อสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของอ่าวพังงา ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในหมู่บ้านลอยน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมยืนยันว่าชาวบ้านเกาะปันหยียินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยไมตรีจิตและความเป็นกันเอง

ขณะที่บรรยากาศบริเวณเกาะปันหยี หมู่บ้านชาวประมงชื่อดังกลางอ่าวพังงา เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างพากันแวะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง เลือกซื้อของฝากและของที่ระลึก สร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นอย่างมาก


รัฐบาลเผย‘คนละครึ่งพลัส’ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินหมุนเวียนกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท

1 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ได้สรุปผลการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งได้สิ้นสุดโครงการลงแล้ว โดยได้รับความร่วมมือและการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่เปิดโครงการใช้สิทธิวันแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ถึง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีมูลค่าการใช้จ่ายในโครงการฯ ร้านค้าทุกประเภทรวม 84,185.7 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงินแล้วจำนวน 9,211,118 ราย

ทั้งนี้ ประชาชนใช้สิทธิผ่านร้านค้าทั่วไปรวม 81,151.3 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) รวม 3,034.4 ล้านบาท และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการสะสมจำนวนทั้งสิ้น 999,350 ราย ขณะที่ร้านค้า/ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำเร็จ 98,930 ราย

“รัฐบาลขอบคุณประชาชน ร้านค้า และทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สร้างรายได้ และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ สร้างเงินหมุนเวียนไทยในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี” นายสิริพงศ์ กล่าว


‘กรมคุมประพฤติ’เผยคดี‘เมาแล้วขับ’คืนส่งท้ายปี ยังพุ่ง สะสม 2 วัน 1,366 คดี

1 มกราคม 2569 ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยถึงสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของมาตรการควบคุมเข้มงวด พบว่า มีคดีเข้าสู่ระบบรวมทั้งสิ้น 1,150 คดี โดยแยกเป็น ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,093 คดี คิดเป็นร้อยละ 95.04 ขับเสพ จำนวน 56 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.87 ขับซิ่ง จำนวน 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.09

ขณะที่ยอดคดีสะสมตลอด 2 วัน (30-31 ธันวาคม 2568) รวมทั้งสิ้น 1,473 คดี แบ่งเป็น

• ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,366 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.74

• ขับรถประมาท จำนวน 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.27

• ขับเสพ จำนวน 102 คดี คิดเป็นร้อยละ 6.92

• ขับซิ่ง จำนวน 102 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.07

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีคดีขับรถขณะเมาสุราจำนวน 1,255 คดี พบว่าในปีนี้ มีจำนวน 1,093 คดี ลดลง 162 คดี

ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. นนทบุรี จำนวน 174 คดี 2. กรุงเทพมหานคร จำนวน 131 คดี และ สมุทรปราการ จำนวน 127 คดี

ขณะนี้ สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศยังคงปฏิบัติการร่วมกับอาสาสมัครคุมประพฤติ ภาคีเครือข่าย และประชาชน รวมถึงผู้ถูกคุมความประพฤติ เข้าร่วมสนับสนุนงาน ณ ด่านชุมชน และจุดตรวจค้น รวมจำนวน 92 จุด มีผู้ร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 915 คน นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ต่างๆ ให้นำผู้ถูกคุมความประพฤติในฐานความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก เข้าร่วมสนับสนุนการติดตามข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ บนถนนสายหลักและสายรอง เพื่อสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังวินัย และลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสำคัญ

“เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ผมขอฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยขอให้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ด้วยความสุขและปลอดภัย มีสติ และมีวินัยในการใช้รถใช้ถนน ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด และเคารพสิทธิของผู้ร่วมทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยของทุกคน” ร้อยตำรวจเอกปิยะ กล่าว

ฮุน มาเนต โปรยยาหอม ต้อนรับทหารเชลยศึกคืนถิ่น ร่าย3ข้อทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้

31 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่วันนี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา พร้อมด้วยนางเพชร จันมุนี ภริยา เดินทางเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ ซึ่งถูกส่งตัวไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงพนมเปญ

ฮุน มาเนต โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลส่วนตัว เป็นภาพทหารเชลยศึกทั้ง 18 นาย พร้อมข้อความระบุว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว แต่เราจะไม่มีวันลืมพวกคุณ วันนี้รัฐบาลได้ปฏิบัติตามพันธกรณีสำคัญสามประการสำหรับทหารกล้าทั้ง 18 นาย ซึ่งเราได้กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่พวกคุณถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 (155 วัน) พันธกรณีสำคัญสามประการ ได้แก่

1.การรับประกันชีวิตของพวกคุณ

2. การรับประกันความปลอดภัยของพวกคุณ

3. การส่งมอบอิสรภาพให้พวกคุณ

ขอแสดงความยินดีกับอิสรภาพและการกลับคืนสู่ครอบครัวของทหารกล้าทั้ง 18 นาย