ข่าว
ทีมครูว์-11 กลับถึงโลก หลังยุติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติ-นักบิน “ป่วยหนัก”

ทีมครูว์-11 กลับถึงโลก – บีบีซี รายงานวันที่ 16 ม.ค. ว่านักบินอวกาศ 4 คนที่อพยพออกจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) เดินทางกลับถึงพื้นโลกอย่างปลอดภัย หลังจากระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ในอวกาศถูกตัดให้สั้นลง 1 เดือนเนื่องจาก “ปัญหาสุขภาพร้ายแรง”

และถือเป็นครั้งแรกที่นักบินอวกาศต้องอพยพเพราะปัญหาสุขภาพนับตั้งแต่สถานีอวกาศถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรของโลกเมื่อเดือนพ.ย.2541 หรือกว่า 27 ปีก่อน

NASA astronaut Mike Fincke is helped out of the SpaceX Crew-11 capsule after they re-entered the earth in a middle-of-the-night splashdown near San Diego, Calif., Thursday, Jan. 15, 2026. (NASA via AP)

นายไมค์ ฟิงค์ นักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักบินอวกาศ ออกจากยานอวกาศเป็นคนแรก โดยมีใบหน้ายิ้มแย้มแม้จะทรงตัวไม่ค่อยดีนักก่อนนอนลงบนเปลหามตามขั้นตอนเคลื่อนย้ายตามปกติ

ส่วน น.ส.ซีนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศของนาซา นายคิมิยะ ยูอิ จากญี่ปุ่น และ นายโอเลก พลาโตนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซีย ตามออกมาพร้อมโบกมือและยิ้มแย้มให้กับกล้อง

รายงานระบุว่าทีมนักบินอวกาศที่รู้จักกันในชื่อ ครูว์-11 (Crew-11) จะเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนถูกส่งตัวกลับขึ้นฝั่งหลังยานลงจอดในทะเลนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ด้านนายจาเร็ด ไอแซคแมน ผู้บริหารองค์การนาซา แถลงข่าวหลังยานลงจอดว่า นักบินอวกาศที่ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้วและมีกำลังใจดี

จากข้อมูลการสื่อสารของนาซาเกี่ยวกับสุขภาพของนักบินอวกาศในอดีต คาดว่าไม่น่าจะมีการเปิดเผยตัวตนของลูกเรือหรือรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพต่อสาธารณะ ขณะที่การควบคุมสถานีอวกาศนานาชาติถูกส่งมอบให้กับ นายเซอร์เก คุด-สเวอร์ชอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซีย และลูกเรืออีกสองคนแทน

ทั้งนี้ ทีมนักบินอวกาศครูว์-11 เดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 โดยมีกำหนดปฏิบัติภารกิจตามปกติเป็นเวลาหกเดือนครึ่ง และจะเดินทางกลับโลกช่วงกลางเดือนก.พ.ที่จะถึงนี้ แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนภารกิจเดินอวกาศตามกำหนดการของนายฟิงค์และน.ส.คาร์ดแมนถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย และไม่กี่ชั่วโมงต่อมานาซาเปิดเผยว่าลูกเรือคนหนึ่งล้มป่วย

สถานีอวกาศนานาชาติมีอุปกรณ์ทางการแพทย์บางส่วนและนักบินอวกาศได้รับการฝึกฝนให้รับมือกับปัญหาสุขภาพเล็กน้อย แต่ไม่มีแพทย์ประจำอยู่บนสถานี

การอพยพครั้งนี้เป็นการทดสอบครั้งสำคัญของขั้นตอนการรับมือกับปัญหาสุขภาพของนาซาซึ่งดูเหมือนว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่าหลายฝ่ายอาจตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถขององค์การนาซาในการตอบสนองหากนักบินอวกาศประสบเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์

... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10099586

แคนาดา-จีน เปิดศักราชความสัมพันธ์ บรรลุยุทธศาสตร์ใหม่ ดันพลังงาน เกษตร การค้า

นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา เยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 9 ปี บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ฉบับประวัติศาสตร์ เน้นความมั่นคงทางพลังงานและเกษตรอัจฉริยะ พร้อมไฟเขียวนำเข้ารถ EV จีน 4.9 หมื่นคัน แลกกับการลดภาษีสินค้าเกษตรแคนาดามหาศาล หวังดันยอดส่งออกพุ่ง 50% ภายในปี 2030

การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของผู้นำแคนาดานับตั้งแต่ปี 2017 โดยได้เข้าพบหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และผู้นำระดับสูงของจีน เพื่อร่วมกันประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วย "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่" ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ ข้อตกลงด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแคนาดาจะอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์ EV จากจีนได้สูงสุด 49,000 คัน ภายใต้อัตราภาษีนำเข้าพิเศษเพียง 6.1% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 3% ของตลาดรถใหม่ในแคนาดา

เป้าหมายของดีลนี้คือดึงดูดการลงทุนร่วมทุนจากบริษัทจีนให้มาตั้งฐานการผลิตในแคนาดาภายใน 3 ปี รวมถึงการสร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และเสริมแกร่งซัพพลายเชนในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าใน 5 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของรถที่นำเข้าจะเป็นรุ่นประหยัดที่มีราคาต่ำกว่า 35,000 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ชาวแคนาดา

ส่วนในภาคเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าที่เคยเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2026 จีนจะลดภาษีนำเมล็ดคาโนลาจากแคนาดาลงเหลือประมาณ 15% จากเดิมที่สูงถึง 85% ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนกากเมล็ดคาโนลา, ล็อบสเตอร์, ปู และถั่วลันเตา จะได้รับการยกเว้นภาษีเลือกปฏิบัติไปจนถึงสิ้นปี 2026 คาดว่าข้อตกลงนี้จะสร้างคำสั่งซื้อใหม่ให้กับแคนาดามูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์

ขณะที่ความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความสามารถในการแข่งขันด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน จะขยายความร่วมมือพลังงานสองทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเร่งการลงทุนในแบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน นายกฯ คาร์นีย์ยังได้หารือกับผู้นำภาคธุรกิจจีน เพื่อดึงการลงทุนด้านพลังงานและเทคโนโลยีสะอาดเข้าสู่แคนาดา

นอกจากนี้ ยังมีการบรรลุข้อตกลงด้านความปลอดภัยสาธารณะ โดยจะประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการฟอกเงิน และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ให้คำมั่นที่จะเปิดให้ชาวแคนาดาสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะที่แคนาดาเตรียมร่วมมือกับไชน่า มีเดีย กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรองรับการเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2026

นายกรัฐมนตรีคาร์นีย์ยืนยันว่า นี่คือแนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อสร้างเศรษฐกิจแคนาดาที่แข็งแกร่งและไม่พึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป โดยเขามีแผนจะกลับมาเยือนจีนอีกครั้งในการประชุมเอเปก ปี 2026

ที่มา Prime Minister of Canada


เครนมรณะถล่มซ้ำสองวันซ้อน สื่อต่างชาติชี้ปัญหาเชิงระบบ–โยงบริษัทเดียวกัน

สื่อต่างชาติพากันตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยและระบบกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของไทย หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มในไทยสองครั้งภายใน 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับบริษัทแห่งเดียวกัน

เหตุเครนก่อสร้างถล่มในไทยสองครั้งภายใน 48 ชั่วโมง กลายเป็นประเด็นใหญ่ในสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังรัฐมนตรีคมนาคมไทยยืนยันว่า ทั้งสองเหตุโยงถึงบริษัทเดียวกัน คือ อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ทำให้สื่อต่างชาติพากันตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยและระบบกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่ของไทย

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดใกล้กรุงเทพฯ เมื่อเครนขนาดใหญ่พังถล่มลงบนทางด่วน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เพียงหนึ่งวันหลังจากเครนอีกตัวของบริษัทเดียวกัน ร่วงทับรถไฟโดยสาร ที่มีผู้โดยสารเกือบ 200 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลไทยต้องสั่ง ระงับงานก่อสร้างของบริษัททันที เพื่อรอผลสอบสวนอย่างละเอียด

ABC News Australia ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อเหตุเครนถล่มในไทยที่เกิดขึ้นซ้ำภายในเวลาเพียงสองวัน โดยระบุว่าเป็น "second fatal crane collapse" และชี้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดติดกันเช่นนี้ ผิดปกติอย่างยิ่ง พร้อมยกคำพูดของรัฐมนตรีคมนาคมไทยที่กล่าวว่า "ผมยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น"

น้ำเสียงของสื่อออสเตรเลียสะท้อนชัดว่า เหตุการณ์นี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุทั่วไป แต่เป็นสัญญาณของ ปัญหาความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ซึ่งเป็นโครงการระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ

ABC ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่เครนของบริษัทเดียวกันเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงสองครั้งซ้อน ทำให้เกิดคำถามต่อ มาตรฐานการกำกับดูแลของรัฐไทย ว่ามีความเข้มงวดเพียงพอหรือไม่ และระบบตรวจสอบความปลอดภัยในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพเพียงใด เป็นห่วงถึงความปลอดภัย ต่อนักท่องเที่ยว.

ที่มา : ABCnews


เมียนมาขึ้นศาลโลก ปัด “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โรฮีนจา ยันเป็นการ “ปราบก่อการร้าย”

ตัวแทนรัฐบาลเมียนมาขึ้นให้การต่อศาลโลก ปฏิเสธข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา ยืนยันฝ่ายความมั่นคง "ปฏิบัติการตามหน้าที่" หลังเจ้าหน้าที่ถูกสังหาร 12 นาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ว่านายโก โก หล่าย รัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดีเมียนมา ขึ้นให้การต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ไอซีเจ ) ที่กรุงเฮก ในคดีเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาว่า “คดีนี้ควรตัดสินบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ภาษาที่ใช้อารมณ์และภาพเหตุการณ์ที่คลุมเครือ ไม่สามารถแทนที่การนำเสนอข้อเท็จจริงที่เข้มงวดได้”

ผู้แทนเมียนมายืนยันว่า ปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพเมียนมา ในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2560 “มีความชอบธรรม” เนื่องจากเป็นไปเพื่อกำจัดกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวโรฮีนจา หลังเกิดเหตุโจมตีซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในรัฐยะไข่เสียชีวิตไป 12 นาย และย้ำว่า ทุกภาคส่วนในเมียนมาไม่อาจนิ่งเฉย และปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยึดครองพื้นที่รัฐยะไข่ได้

นายโก โก หล่าย เน้นย้ำว่า ปฏิบัติการดังกล่าวของกองทัพเมียนมาคือ “ปฏิบัติการกวาดล้าง” ซึ่งเป็นเพียงศัพท์ทางทหาร ที่หมายถึงปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อความไม่สงบ หรือการต่อต้านการก่อการร้ายเท่านั้น

หากศาลโลกตัดสินว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นจริงในรัฐยะไข่ จะถือเป็น “มลทินที่ลบไม่ออก” ต่อเมียนมาและประชาชนในประเทศ และยืนยันความมุ่งมั่นของเมียนมา ในการรับตัวผู้ที่อยู่ในค่ายพักพิงในบังกลาเทศกลับสู่รัฐยะไข่

ด้านนายฟิลิป แซนด์ส ผู้แทนฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลแกมเบีย โต้แย้งว่า เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลเพียงประการเดียวคือ “เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่แฝงอยู่ในทุกการกระทำของรัฐเมียนมาต่อชาวโรฮีนจา”

ทั้งนี้ ศาลโลกเปิดการไต่สวนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในคดีที่แกมเบียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม ( โอไอซี ) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเมียนมา ว่าละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฉบับปี 2491 จากเหตุการณ์ปราบปรามชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นยุครัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี และกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย.

เครดิตภาพ : REUTERS... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5509262/

มิน อ่อง หล่าย คุมอำนาจต่อ พรรคทหาร กวาดที่นั่งเลือกตั้งเมียนมา เฟส3อยู่ในสภาวะไร้คู่แข่ง

16 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party – USDP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา สามารถกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปได้เป็นจำนวนมาก จากการเลือกตั้งทั้ง 2 ระยะ คือ ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 11 มกราคม ทำให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา มีจำนวนที่นั่งในสภามากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะยังเหลือการเลือกตั้งระยะสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม นี้ก็ตาม

เว็บไซต์สำนักข่าว Irrawaddy(อิรวดี) ของพม่า ได้รายงานว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา สามารถกวาดที่นั่งได้ 194 ที่นั่งในการเลือกตั้งระยะที่ 1 หากรวมกับที่นั่งโควตาของกองทัพในรัฐสภาอีก 166 ที่นั่ง จะมีเสียงสนับสนุนทั้งสิ้น 360 ที่นั่ง ซึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งไปแล้วที่ 294 ที่นั่งจากทั้งสิ้น 588 ที่นั่งในรัฐสภา มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

การเลือกตั้งในระยะที่ 1 พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) กวาดที่นั่งในรัฐสภาได้ 124 ที่นั่ง แยกเป็นสภาผู้แทนราษฎร 103 ที่นั่ง และวุฒิสภา 21 ที่นั่ง หรือคิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์ของการเลือกตั้งที่จัดขึ้นใน 102 เขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้งในระยะที่ 2 พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) กวาดที่นั่งได้ราว 70 ที่นั่งอย่างไม่เป็นทางการ หากพรรค USDP ได้ สส. และ สว. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งระยะที่ 3 จะทำให้พรรค USDP กลายมาเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาเมียนมา เมื่อรวมกับเสียงของกองทัพ ก็จะทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจของพลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย เกิดขึ้นได้โดยง่าย

การเลือกตั้งระยะที่ 3 นั้น พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่อยู่ในสภาวะไร้คู่แข่ง จะสามารถกวาดที่นั่งได้อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก พรรค NLD ของ อองซาน ซูจี ถูกยุบพรรคไปแล้วเรียบร้อย และพรรคชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งมากนัก

การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารในครั้งนี้ ได้มีการลดจำนวนสมาชิกรัฐสภาลงจากเดิม 664 ที่นั่ง เหลือเพียง 588 ที่นั่ง ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายพื้นที่ ที่ยังไม่มีการจัดการเลือกตั้งแต่อย่างใด