เมื่อเวลา 13.30น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี ที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนชนจีน ได้คุยโทรศัพท์กับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า เมื่อเช้า นายสีหศักดิ์ได้รายงานมา ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯ และเห็นว่ากำลังจะมีการพูดคุยกับทูตพิเศษจีนด้วย ซึ่งนายสีหศักดิ์บอกว่าจะรับมือเอง และจะรายงานให้ทราบ
นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี โดยไทยได้อธิบายถึงเหตุผล ถึงการดำเนินการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และยืนยันด้วยว่า ไทยไม่เคยเป็นฝ่ายรุกราน ซึ่งหากการหารือ บอกว่าให้มีการหยุดยิง ก็ต้องไปบอกฝ่ายกัมพูชา ที่เป็นฝ่ายเริ่ม ให้ดำเนินการที่เป็นรูปธรรม จนกว่าจะทำให้ฝ่ายไทยรู้สึกว่า ความเป็นอันตรายต่อประเทศไทยนั้นหมดไป
เมื่อถามต่อว่าขณะนี้ มหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ยังไม่มีท่าทีกดดันไทยเข้าสู่โต๊ะเจรจาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่ากดดัน หมายความว่าคุณต้องไปทำอะไรผิดก่อน หรือไม่เข้าท่า หรือทำไปแล้วคนอื่นเดือดร้อน เอาเปรียบคนอื่นก่อน ถึงต้องใช้คำว่ากดดัน แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่บริบทที่จะใช้คำว่ากดดันเลย ย้ำว่า ความกดดัน ต้องไปอยู่กับประเทศผู้รุกราน และผู้ที่ละเมิดสัญญา วันนี้ผู้สื่อข่าวต้องช่วยย้ำ ไทยและกัมพูชามีสัญญาร่วมกันไว้คือ 1.การถอนอาวุธ 2. การถอนทุ่นระเบิด 3. การปราบสแกมเมอร์ 4. การบริหารจัดการพื้นที่เขตแดนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งทั้ง 4 ข้อนี้ประเทศไทยทำครบ
แม้ขณะนี้จะมีการสู้รบกันอยู่ ประเทศไทยก็ยังดำเนินการตาม 4 ข้อตกลงนี้อย่างเต็มที่ ยกเว้นข้อ 1. ที่เราไม่สามารถถอนได้เพราะถูกกลั่นแกล้ง โจมตี และคุกคามอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากใครมาบอกว่า ประเทศไทยต้องกลับไปยึดถือปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ซึ่งไทยอยู่ในนั้นอยู่แล้ว แล้วเราจะกลับไปไหน เราไม่เคยออกไปเลย ต้องบอกให้กัมพูชากลับไปทำตาม ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ แต่วันนี้ก็ต้องมีการเพิ่มเงื่อนไขเข้ามา เช่น การถอนกำลัง การถอนอาวุธ ต้องเป็นที่ไว้วางใจและ พึงพอใจจากไทย ว่าไม่เป็นอันตรายต่อไทย และคนที่ละเมิดต้องแสดงท่าที ที่ต้องถูกกำหนดมากหน่อย
ท่านผู้หญิง อรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานในงานมงคลสมรสระหว่างเจ้าสาว เพชรพลอย เศวตะโศภน บุตรสาวของอดีต ผู้จัดการการบินไทยประจำภูมิภาคอเมริกา สุดเศวตร์-ต้องตา เศวตะโศภน และเจ้าบ่าว ธนัทกฤษฏิ์ ชัยกุล บุตรชาย วุฒิชัย ชัยกุล และ พุธิตา ไชยเสน เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ เดอะซัมเมอร์ เฮ้าส์ บ้านปาร์คนายเลิศ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อนๆ ชาว TG อดีตทีมงานการบินไทย สำนักงานลอส แอนเจลิส รวมทั้งศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันของแอลเอ ไปร่วมแสดงความยินดี กับครอบครัวเศวตะโศภน กันอย่างพร้อมเพรียง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับโครงการวีซ่าผู้อพยพแบบสุ่มเลือก (Diversity Immigrant Visa Program) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กรีนการ์ดล็อตเตอรี" อย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) หลังจากมีการเปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับกรีนการ์ดผ่านโครงการนี้
จากการสืบสวนพบว่า นายเคลาดิโอ เนเวส วาเลนเต ชาวโปรตุเกสวัย 48 ปี ผู้ต้องสงสัยที่เพิ่งถูกพบเป็นศพจากการยิงตัวตาย มีประวัติการเดินทางเข้าสหรัฐฯ หลายครั้ง โดยเมื่อปี 2000 เขาเข้าสหรัฐฯ มาด้วยวีซ่านักเรียนเพื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยบราวน์ ก่อนจะดรอปเรียนในปี 2001 ต่อมาในปี 2017 เขาได้รับวีซ่าผู้อพยพจากการสุ่มเลือก และได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวร ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าเขาพำนักอยู่ที่ใดในช่วงระหว่างปี 2001 ถึง 2017
นางคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) หยุดโครงการนี้ตามคำสั่งของทรัมป์ โดยให้ความเห็นว่า "บุคคลที่ก่อเหตุอำมหิตเช่นนี้ ไม่ควรได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าเข้าสู่ประเทศของเราตั้งแต่แรก"
โครงการนี้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส เพื่อมอบสิทธิ์การเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรให้กับประชาชนจากประเทศที่มีอัตราการย้ายถิ่นฐานมายังสหรัฐฯ ต่ำ โดยมีการสุ่มเลือกประมาณ 50,000 รายต่อปี จากผู้สมัครทั่วโลกเกือบ 20 ล้านคน ซึ่งผู้ที่สุ่มได้จะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองประวัติและสัมภาษณ์อย่างเข้มงวดเช่นเดียวกับวีซ่าประเภทอื่น
นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ใช้เหตุโศกนาฏกรรมมาเป็นแรงผลักดันนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่เข้มงวด เช่นเดียวกับกรณีชายชาวอัฟกันก่อเหตุโจมตีกองกำลังรักษาดินแดนเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนำไปสู่การคุมเข้มการเข้าเมืองจากกลุ่มประเทศแถบอัฟกานิสถาน
วินาทีมรณะ! เจ็ตส่วนตัว ‘เกร็ก บิฟเฟิล’ บินขึ้นแล้ววกกลับลงจอดฉุกเฉิน ก่อนกระแทกพื้นรันเวย์ระเบิดสนั่น ดับยกครอบครัว
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.15 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวรุ่น Cessna Citation II (C-550) หมายเลขทะเบียน N257BW จดทะเบียนในชื่อ GB Aviation Leasing ประสบอุบัติเหตุตกและเกิดไฟไหม้รุนแรงขณะพยายามลงจอดที่สนามบินภูมิภาคสเตทส์วิลล์ (Statesville Regional Airport)
รายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเพิ่งทะยานออกจากสนามบินได้เพียงไม่นาน ก่อนจะพยายามนำเครื่องกลับมาลงจอดฉุกเฉินทันที แต่เกิดอุบัติเหตุจนได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีไฟลุกท่วมในบริเวณรันเวย์
ตำรวจรัฐนอร์ทแคโรไลนา ยืนยันว่า มีผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่องทั้งหมด 7 คน และเสียชีวิตทั้งหมดในที่เกิดเหตุ โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ เกร็ก บิฟเฟิล (Greg Biffle) อดีตยอดนักแข่งรถ NASCAR ชื่อดัง พร้อมด้วยภรรยาและบุตรอีก 2 คน ส่วนรายชื่อผู้เสียชีวิตรายอื่นยังอยู่ระหว่างการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ
บีบีซี รายงานวันที่ 19 ธ.ค. ว่า บรรดาผู้นำชาติ สหภาพยุโรป (อียู) บรรลุข้อตกลงให้เงินกู้แก่ ยูเครน จำนวน 90,000 ล้านยูโร หรือกว่า 3.3 ล้านล้านบาท...
หลังจากไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของรัสเซียหรือไม่ ข้อตกลงซึ่งผู้นำอียูกล่าวว่าจะตอบสนองความต้องการทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนในอีก 2 ปีข้างหน้าเกิดขึ้นหลังใช้เวลามากกว่า 1 วันในการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม...
ด้าน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เรียกร้องให้ใช้ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้กว่า 200,000 ล้านยูโร (ราว 7.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่สหภาพยุโรปประเมินว่ายูเครนต้องการเงินเพิ่มอีก 135,000 ล้านยูโร (กว่า 4.9 ล้านล้านบาท) เพื่อประคองตัวให้รอดในอีก 2 ปีข้างหน้า...
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับยุโรปหากสามารถกลับมาเจรจากับ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย อีกครั้ง...
“ผมเชื่อว่าการหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อกลับมาหารือกันอีกครั้งเป็นผลประโยชน์ของพวกเราในฐานะชาวยุโรปและชาวยูเครน” ก่อนเสริมว่ายุโรปจะหาหนทางทำเช่นนั้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”...
ขณะที่ นายบาร์ต เดอ เวเฟอร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม กล่าวว่าผู้นำสหภาพยุโรปหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและการแตกแยกด้วยการตัดสินใจให้เงินกู้แก่ยูเครนด้วยเงินสดแทนที่จะใช้ทรัพย์สินของรัสเซีย พร้อมย้ำว่า “เรายังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ส่วนนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับเงินกู้ “ส่งสัญญาณที่ชัดเจน” ไปยังนายปูตินให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของอียู... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10066721
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012