ผวา พบผู้ติดเชื้อโรคหัด หนึ่งในไวรัสติดต่อง่ายที่สุดในโลก ที่สนามบินใหญ่สหรัฐฯ เฝ้าระวัง เสี่ยงเชื้อแพร่กระจายในวงกว้าง
วันที่ 2 ม.ค. 69 มีรายงานพบผู้ติดเชื้อโรคหัด หนึ่งในไวรัสที่แพร่กระจายสูงที่สุดในโลก ที่สนามบินหลักของสหรัฐฯ 2 แห่ง ท่ามกลางช่วงการเดินทางหนาแน่นของเทศกาลวันหยุดปีใหม่ สร้างความกังวลต่อการแพร่ระบาดในวงกว้าง
กระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเจอร์ซีย์ เปิดเผยว่า ผู้โดยสารรายหนึ่งตรวจพบเชื้อโรคหัด หลังเดินทางผ่านสนามบินนานาชาตินวร์กลิเบอร์ตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยผู้ติดเชื้อรายดังกล่าวอยู่ในเทอร์มินัล B และ C เมื่อช่วงกลางเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนว่า อาการของโรคหัด คือ ไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล ตาแดงมีน้ำตา และผื่นแดง โดยผื่นจะเริ่มจากใบหน้า บริเวณไรผม แล้วลามลงไปยังลำคอ ลำตัว แขน ขา และเท้า
โรคหัดเป็นไวรัสที่แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายมาก สามารถติดผ่านการไอหรือจาม และเชื้อสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง
แม้ผู้ติดเชื้อจะออกจากพื้นที่ไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงขอให้ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจได้รับเชื้อ ติดต่อแพทย์ล่วงหน้าก่อนเข้ารับการรักษา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเพิ่มเติม
กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กำลังร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือ ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ หรือไม่เคยติดโรคหัดมาก่อน
ขณะที่ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี และวัคซีนหัด 2 เข็มสามารถให้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ตามข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC)
นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อโรคหัดอีกหนึ่งรายที่สนามบินบอสตัน โลแกน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยกระทรวงสาธารณสุขรัฐแมสซาชูเซตส์ยืนยันว่า ผู้ติดเชื้อเป็นนักท่องเที่ยวจากรัฐเท็กซัส ซึ่งเดินทางด้วยเที่ยวบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินจากดัลลัส–ฟอร์ตเวิร์ธ เมื่อคืนวันคริสต์มาสอีฟ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 ธ.ค. CDC ระบุว่า สหรัฐฯ พบผู้ป่วยโรคหัดแล้ว 2,065 ราย เกือบทั่วทุกมลรัฐ ยกเว้น เดลาแวร์ เมน นิวแฮมป์เชียร์ นอร์ทแคโรไลนา และเวสต์เวอร์จิเนีย
ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยประกาศกำจัดโรคหัดได้สำเร็จเมื่อกว่า 25 ปีก่อน แต่การลดลงของอัตราการฉีดวัคซีน ทำให้ภูมิคุ้มกันหมู่ถูกทำลาย ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคหัดพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และกลับมาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขอีกครั้ง
ขอบคุณที่มา newyork post... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10083364
1 มกราคม 2569 - สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระคติธรรม เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ความว่า
"บัดนี้ บรรลุอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ วาระเถลิงศกเช่นนี้ เป็นเวลาที่ทุกคนควรเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้ทวีขึ้นอย่างมั่นคง เพื่อสร้างเหตุเสริมปัจจัย ในการประกอบคุณงามความดีสืบไป
ตลอดปีที่ผ่านมา คนไทยจำต้องประสบความสูญเสียอันยังให้เกิดความโทมนัสอาลัยอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งยังเผชิญภยันตรายอย่างหนักหน่วง ทั้งธรณีพิบัติภัย ยุทธภัย และอุทกภัย เป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงกันทั่วหน้า แต่ท่ามกลางความทุกข์ทั้งปวงนั้น คุณธรรมสำคัญซึ่งเป็นรากฐานของสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทย คือ “ความกตัญญูกตเวที” กลับแจ่มจรัสเด่นชัดขึ้น
อุปมาดุจแสงอรุณ ที่เรื่อเรืองขึ้นในยามมืดมน ดังจะเห็นประจักษ์ว่า แม้ในยามทุกข์ยาก ทุกคนทุกฝ่ายต่างแสดงความกตัญญูกตเวที รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน โดยสมฐานะแห่งความเป็นลูกไทย
ในขณะเดียวกัน ก็ยังเต็มเปี่ยมด้วยน้ำใจกตัญญูกตเวทีต่อมาตุภูมิ ต่างร่วมแรงร่วมใจกัน บำบัดทุกข์ บรรเทาภัย อุทิศสรรพกำลังเข้าช่วยปกป้อง คุ้มครอง และเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติ ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์นานา นำพาขวัญและกำลังใจให้ฟื้นฟูคืนคง ด้วยเจตจำนงจะสนองคุณของผู้เสียสละ รักษาปณิธานของบรรพชน ผู้สู้อุตสาหะปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ ให้ยืนยงสืบมานับร้อยนับพันปี
ณ โอกาสเถลิงศกใหม่นี้ จึงขอเชิญชวนทุกท่าน จงเทิดทูนความกตัญญูกตเวทีไว้เป็นคุณธรรมประจำชีวิต ให้เพียรคิดถึง ซาบซึ้งพระคุณบุพการีของตน และของมหาชนทั้งหลายอยู่ทุกขณะจิต เมื่อใดที่บุคคล ตามรำลึกถึงพระคุณท่าน และปรารถนาจะสนองพระคุณท่านอยู่เสมอ เมื่อนั้นเขาย่อมปิดประตูโอกาสที่จะคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว คนโบราณจึงมักกล่าวว่า “คนกตัญญูกตเวที ชีวิตไม่มีวันตกต่ำ”
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้มีกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างจริงใจ จักเป็นที่ไว้วางใจได้สนิท เป็นมิตรที่น่ารักใคร่ เพราะมีอัธยาศัยน่ารัก ไม่เนรคุณ ไม่ลอบทำร้าย ไม่กล้าประพฤติทุจริตเสียหาย ซึ่งจะทำให้บิดามารดา อุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ต้องทรงพระโทมนัส หรือต้องเสียใจ หากแต่จะหมั่นเพิ่มพูนสุจริตธรรมให้งอกงามขึ้นในตน เพื่อสนองพระคุณของบุพการี โดยมุ่งหมายให้ท่านได้ชื่นใจ จะคอยระวังรักษาเกียรติ เพื่อให้ไม่ให้ใครตำหนิติเตียนกระทบกระเทือนไปถึงเกียรติของบุพการี วงศ์สกุล สถาบัน และชาติบ้านเมืองของตน สมด้วยธรรมภาษิตที่ว่า “นิมิตตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา” แปลความว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” ด้วยประการฉะนี้
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณความดีที่ทุกท่านร่วมกันบำเพ็ญ เป็นเครื่องจรรโลงสันติสุขสู่ประเทศชาติและประชาชน ดลความโสมนัสพระราชหฤทัย ให้บังเกิดในสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อจักได้ทรงเพียบเพ็ญด้วยพระบารมีธรรม และขอปวงประชาชาติไทย จงสำเร็จสมมโนรถในสรรพกิจ อันประกอบด้วยธรรมจรรยา นำความผาสุกเกษมศานต์มาสู่พี่น้องร่วมชาติ ตลอดพุทธศักราช ๒๕๖๙ โดยทั่วหน้ากัน เทอญ."
เจ้าหน้าที่สวิตเซอร์แลนด์เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้บาร์ เลอ กงสเตลลาซีญง ในเมืองครองส์-มงตานา แถบเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี ระหว่างการเฉลิมฉลองปีใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ คาดมีผู้เสียชีวิตราว 40 ราย และบาดเจ็บประมาณ 115 คน
เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บาร์เลอ กงสเตลลาซีญง (Le Constellation) ในเมืองครองส์-มงตานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 115 ราย ในจำนวนนี้หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้รุนแรง
ผู้อยู่ในเหตุการณ์บรรยายถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นว่า "เหมือนฉากในสงคราม" และ "วันสิ้นโลก" ผู้คนพยายามทุบหน้าต่างเพื่อหนีออกมาจากกองเพลิง ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนวิ่งออกมาบนถนนในสภาพที่ร่างกายถูกไฟลวกและร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา โดยบาร์ดังกล่าวมีความจุภายในประมาณ 300 คน และพื้นที่ระเบียงอีก 40 คน
แม้ทางการสวิตเซอร์แลนด์จะยังไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่พยานหลายรายให้การตรงกันว่าเห็นพนักงานของร้านถือขวดแชมเปญที่มี "พลุไฟเย็น" ติดอยู่ด้านบนเพื่อนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามธรรมเนียมของร้าน แต่พลุไฟเกิดไปติดที่เพดานจนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ตัดประเด็นสาเหตุใดทิ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การก่อการร้าย
เนื่องจากเมืองครองส์-มงตานา เป็นเมืองรีสอร์ตระดับโลก เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกระทรวงต่างประเทศของอิตาลีระบุว่ามีชาวอิตาลีบาดเจ็บ 15 ราย และสูญหายอีก 15 ราย ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานพบผู้บาดเจ็บชาวฝรั่งเศส 9 ราย และยังสูญหายอีก 8 ราย ส่วนเจ้าของบาร์ดังกล่าวเป็นคู่รักชาวฝรั่งเศสจากเกาะคอร์ซิกา ซึ่งรายงานระบุว่าปลอดภัยดีแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้
ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนหลายร้อยคนมารวมตัวกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางอากาศหนาวจัด วางดอกไม้และจุดเทียน หลายคนที่มาร่วมไว้อาลัยในคืนนั้นรู้จักกับคนที่ยังคงสูญหาย หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส
นายกี ปาร์มาลิน ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่านี่คือ "โศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน" พร้อมประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วันเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย ขณะที่โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บได้เพียงพอ จนต้องมีการส่งตัวผู้ป่วยกระจายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงโรงพยาบาลในฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่ากระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากสภาพความเสียหายที่รุนแรง ทำให้บรรดาครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ยังติดต่อผู้สูญหายไม่ได้ต้องตกอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการรอคอย.
ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่
ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากประกายไฟพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตอย่างน้อย 40 ราย บาดเจ็บกว่า 119 คน หลายรายอาการสาหัส
วันที่ 2 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ทางการสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้บาร์ "เลอ กงสเตลลาซีญง" ในรีสอร์ทเล่นสกีเมืองครองส์-มงตานา เขตเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อคืนส่งท้ายปีเก่า โดยเชื่อว่าสาเหตุเริ่มต้นจากประกายไฟพลุ หรือเทียนประกายไฟ (Bengal lights) ที่ปักอยู่บนขวดแชมเปญ และถูกยกขึ้นไปใกล้เพดานบาร์มากเกินไป
นายเบอาตริซ ปีลูด์ อัยการรัฐวาเลส์ ระบุว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไฟเริ่มจากประกายไฟบนขวดแชมเปญก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายในอาคาร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียรุนแรงในเวลาอันสั้น
ด้านนายมาตียาส เรอนาร์ ประธานรัฐบาลรัฐวาเลส์ แถลงว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 40 ราย เป็นตัวเลขที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยย้ำว่ายังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิต และหลายคนอยู่ในภาวะวิกฤต
ขณะที่นายเฟรเดริก กิสเลอร์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวาเลส์ เปิดเผยว่า จากผู้บาดเจ็บ 119 คน สามารถยืนยันตัวตนได้แล้ว 113 คน เหลืออีก 6 คนที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บที่ยืนยันแล้ว เป็นชาวสวิส 71 คน ชาวฝรั่งเศส 14 คน อิตาลี 11 คน เซอร์เบีย 4 คน และจากประเทศอื่นๆ อาทิ บอสเนีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ และโปรตุเกส
ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 40 ราย ยังอยู่ระหว่างการยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากหลายมณฑลทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า การสอบสวนในระยะต่อไปจะมุ่งตรวจสอบการปรับปรุงภายในบาร์ วัสดุที่ใช้ ใบอนุญาตประกอบการ มาตรการความปลอดภัย ระบบดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ความจุที่ได้รับอนุญาต และจำนวนผู้ที่อยู่ภายในในคืนเกิดเหตุอย่างละเอียด
ทั้งนี้ ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีอาญา หากพบว่ามีผู้ใดมีส่วนรับผิดชอบ โดยอาจเข้าข่ายความผิดฐาน วางเพลิงโดยประมาท ฆ่าคนตายโดยประมาท และทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยประมาท.
ที่มา BBC / AP
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 79 ปี เปิดใจเคลียร์ประเด็นสุขภาพผ่านสื่อดัง ยันแข็งแรงดีแม้ถูกจับจ้องเรื่องอาการง่วงนอนระหว่างประชุมและรอยช้ำที่มือ เผยเคล็ดลับกินแอสไพรินเกินขนาดมานานกว่า 25 ปี เพราะไม่อยากให้ "เลือดหนืด" ไม่ชอบออกกำลังกายเพราะ "น่าเบื่อ" พร้อมยอมรับใช้เมคอัพช่วยพรางรอยช้ำเพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดี
จากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง (79 ปี) ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความฟิตของร่างกาย หลังมีภาพเจ้าหน้าที่ดูเหมือนง่วงนอนในที่ประชุม หรือมีปัญหาในการฟังคำถาม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงหาเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของเขายัง "สมบูรณ์แบบ" และแสดงความรำคาญที่เรื่องนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงไม่จบสิ้น
ทรัมป์เปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและประวัติการรักษา เช่น เขายอมรับว่ากินยาแอสไพรินขนาด 325 มิลลิกรัมทุกวัน ซึ่งสูงกว่าที่แพทย์แนะนำ (81 มิลลิกรัม) มานานกว่า 25 ปี โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เลือดหนืดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ และที่สำคัญคือเขา "ถือเคล็ด" ไม่ยอมเปลี่ยนกิจวัตรเพราะกลัวโชคร้าย
ทรัมป์ยอมรับว่ารอยช้ำที่มือเกิดจากการที่ผิวหนังเปราะบางลง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยาแอสไพริน เขาจึงพกเมคอัพติดตัวเพื่อใช้แต้มปกปิดรอยช้ำเพียง 10 วินาทีในกรณีที่มือไปกระแทกอะไรเข้า
นอกจากการตีกอล์ฟแล้ว เขาปฏิเสธการเดินหรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ "น่าเบื่อ"
ทรัมป์ได้แก้ไขข้อมูลเรื่องการตรวจร่างกายที่ศูนย์การแพทย์วอลเตอร์ รีด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าเป็นการทำซีทีสแกน ไม่ใช่ MRI อย่างที่เขาเคยบอกสื่อไปก่อนหน้านี้ ซึ่ง น.อ. ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวยืนยันว่าผลตรวจ "ปกติ" ไม่พบปัญหาด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด
ส่วนประเด็นที่ถูกถ่ายภาพตอนหลับหรือดูเหมือนไม่ได้ยินคำถาม ทรัมป์ชี้แจงว่าอาการง่วง เขาแค่หลับตาเพื่อความ "ผ่อนคลาย" เท่านั้น ไม่ได้วูบหลับ ส่วนภาพที่สื่อนำไปเผยแพร่ว่าเขาหลับ จริงๆ แล้วคือจังหวะที่เขากำลัง "กะพริบตา" พอดี
ส่วนปัญหาขาบวม หลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง เขาปฏิเสธที่จะสวมถุงเท้าเพื่อสุขภาพ เพราะไม่ชอบ แต่เลือกที่จะลุกขึ้นเดินจากโต๊ะทำงานบ่อยๆ แทน
ทั้งนี้ แพทย์ประจำตัวของเขาสรุปในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีสุขภาพที่ "ดีเยี่ยม" และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด.
ที่มา BBC
1 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โซห์ราน มัมดานี เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ในช่วงนาทีแรกของปีใหม่ ในพิธีที่จัดขึ้นที่สถานีรถไฟใต้ดินซิตี้ฮอลล์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โดยมี รามา ดูวาจี ภรรยาของเขายืนเคียงข้าง
พิธีสาบานตนแบบส่วนตัวนี้มี เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กเป็นผู้ประกอบพิธี โดยจัดขึ้นที่สถานีรถไฟใต้ดินซิตี้ฮอลล์เก่า (Old City Hall) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่นด้วยเพดานโค้งและถูกปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1945
ตามกฎหมายของนิวยอร์กระบุว่า วาระการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี 4 ปีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มกราคมหลังการเลือกตั้ง และเพื่อป้องกันความสับสนว่าใครคือผู้มีอำนาจบริหารเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐฯ จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องมีพิธีสาบานตนเล็กๆ ทันทีหลังเที่ยงคืน
นายมัมดานี วัย 34 ปี อดีตสมาชิกรัฐสภาของรัฐนิวยอร์ก ได้ให้สัญญาว่าจะสั่งระงับการขึ้นค่าเช่า รวมถึงจัดให้มีรถประจำทางและบริการดูแลเด็กฟรี โดยเขาสร้างแคมเปญหาเสียงจากประเด็นเรื่องค่าครองชีพที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นแนวทางใหม่สำหรับพรรคเดโมแครตทั่วประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงชัยชนะของเขานับเป็นปรากฏการณ์ด้วยจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทุบสถิติกว่า 2 ล้านคน โดยมัมดานีกวาดคะแนนไปได้ร้อยละ 50 ทิ้งห่าง แอนดรูว์ คูโอโม ผู้สมัครอิสระเกือบ 10 จุด และนำห่าง เคอร์ติส สลิวา จากพรรครีพับลิกันอย่างมาก
สำหรับนายมัมดานี ซึ่งเกิดในประเทศยูกันดา จะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของนครนิวยอร์ก เขาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนในหลายประด็น เช่น ผู้อพยพ
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012