3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซี่ยเหมิน ทางตะวันออกของจีน มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายถัง อี้จวิน วัย 64 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนเป็นมูลค่าสูงถึง 620 ล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี
คำแถลงของศาลระบุว่า นายถัง อี้จวิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระหว่างปี 2563–2566 ได้ใช้อำนาจหน้าที่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมถึงอดีตผู้ว่าการมณฑลเหลียวหนิง และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำนครหนิงโป แสวงหาผลประโยชน์ให้กับบุคคลและองค์กรหลายแห่ง ระหว่างปี 2549–2565 นายถัง อี้จวิน รับสินบนรวม 137 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 620 ล้านบาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การจัดหาเงินกู้จากธนาคาร การได้มาซึ่งที่ดิน และการอำนวยความสะดวกในโครงการสำคัญ ซึ่งศาลชี้ว่า มูลค่าการรับสินบนอยู่ในระดับสูงอย่างมาก และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน
จากกรณีเพจ “ซ้อเปา เรื่องนี้ต้องใส่ใจ” โพสต์ข้อความสะท้อนเสียงชาวบ้านใน เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร้องเรียนกรณีให้รายชื่อกับผู้นำชุมชนไปแล้ว แต่กลับไม่ได้รับเงินตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของพรรคการเมืองชื่อดังและเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง
จากข้อมูลที่ถูกเผยแพร่และคำบอกเล่าของชาวบ้านหลายราย พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน คือ มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้รับสิทธิ แต่กลับไม่เคยได้รับเงิน ขณะที่บางรายยืนยันว่า ไม่เคยให้ชื่อไว้เลย ทว่าเมื่อถึงเวลาตรวจสอบ กลับพบว่าชื่อตนเองถูกนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว
ชาวบ้านบางส่วนให้ข้อมูลว่า ได้มีการส่งรายชื่อไปจริงตามที่ผู้นำชุมชนร้องขอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเงียบ ไม่มีการชี้แจงหรือมอบเงินใดๆ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเพิ่งมาทราบภายหลังว่าชื่อตัวเองถูกพาดพิงอยู่ในรายชื่อ ทั้งที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณ ถนนราษฎร์อุทิศ เขต 8 รวมถึง ถนนรัตนอุทิศ และถนนโชคสมานห้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งเขต 2 ของจังหวัดสงขลา โดยได้พบกลุ่มชาวบ้านและได้ยินการสนทนาที่สอดคล้องกันว่า ในพื้นที่เขต 2 ขณะนี้ มีพรรคการเมืองอย่างน้อย 2 พรรค ที่ถูกกล่าวขานกันว่า “ถอดใจ” และยกเลิกการล่ารายชื่อประชาชนไปแล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่โปร่งใสที่เริ่มแพร่สะพัด
แม้ข้อมูลทั้งหมดจะยังอยู่ในขั้นคำบอกเล่าและการร้องเรียนจากประชาชน แต่กรณีดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบรรยากาศการเมืองในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยหลายฝ่ายจับตาว่า กกต. จะขยับตรวจสอบหรือไม่ และพรรคการเมืองที่ถูกพาดพิงจะออกมาชี้แจงเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยนี้อย่างไร
กลายเป็นเรื่องราวสุดฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานการค้นพบขุมทรัพย์สีน้ำเงิน โดยไม่คาดคิดของ นิโคลัส เลเจอร์ ชายวัย 39 ปี นักล่าอัญมณีสมัครเล่นที่ดวงเฮงแบบสุด ๆ ขณะกำลังเดินสำรวจธรรมชาติในเขตภูเขาไฟเก่าแก่ของภูมิภาคโอแวร์ญ (Auvergne) ประเทศฝรั่งเศส
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นริมลำธารเล็ก ๆ ในจังหวัดปุยเดอโดม (Puy-de-Dôme) นิโคลัสสะดุดตากับวัตถุบางอย่างที่เปล่งประกายสีฟ้าล้อแสงแดดอยู่ริมน้ำ ในแวบแรกเขาคิดว่ามันคงเป็นเพียงเศษแก้วเก่า ที่ถูกทิ้งไว้ธรรมดา ๆ แต่ด้วยสัญชาตญาณนักสะสม เขาจึงตัดสินใจหยิบขึ้นมาพิจารณาดูใกล้ ๆ และนั่นคือวินาทีที่ทำให้เขาถึงกับหุบยิ้มไม่ได้ เพราะสิ่งที่อยู่ในมือไม่ใช่ขยะ แต่เป็น ไพลิน (Sapphire) ขุมทรัพย์ของแท้จากธรรมชาติ
นิโคลัสเผยเคล็ดลับที่น่าทึ่งว่า โดยปกติแล้วอัญมณีล้ำค่าเหล่านี้จะถูกฝังลึกอยู่ใต้ชั้นตะกอน แต่แรงดันและการไหลของกระแสน้ำในลำธารได้ช่วยชะล้าง ผิวดินออกไปทีละน้อย จนเผยให้เห็นประกายสีน้ำเงินระยิบระยับโผล่ขึ้นมาให้เห็นด้วยตาเปล่า หลังจากค้นพบเม็ดแรก เขาก็เริ่มทำการร่อนทรายและตะกอนในน้ำอย่างตั้งใจ จนพบแหล่งสะสมของผลึกแซฟไฟร์จำนวนมากที่มีความหลากหลาย ทั้งสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงสีเขียวมรกต และมีขนาดตั้งแต่เม็ดเล็ก ๆ ไม่กี่มิลลิเมตร ไปจนถึงผลึกขนาดใหญ่หลายสิบเซนติเมตร
สำหรับไพลินหรือแซฟไฟร์ธรรมชาตินั้น จัดเป็นอัญมณีที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่เพชรเท่านั้น ในวงการอัญมณีถือว่าไพลินที่มีคุณภาพสูง มีความโปร่งใส และสิ่งเจือปนน้อย อาจมีมูลค่ามหาศาลเทียบเท่ากับเพชรได้เลยทีเดียว
เรื่องราวการพบขุมทรัพย์โดยบังเอิญแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ยุโรป เพราะสื่อต่างประเทศยังได้อ้างอิงถึงกรณีของ นรงค์ เพชรราช ชาวประมงไทยที่เคยพบ อำพันทะเล (Ambergris) หรือ ทองคำลอยน้ำ ขนาด 30 กิโลกรัม บนชายหาดนิยมทางภาคใต้
ก้อนอำพันทะเลที่ดูภายนอกเหมือนหินขรุขระไม่สวยงามนี้ กลับมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านปอนด์ (หรือกว่า 40-50 ล้านบาทไทย) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนชีวิตชาวประมงจากหน้ามือเป็นหลังมือมาแล้ว เช่นเดียวกับนิโคลัสที่การค้นพบไพลินในครั้งนี้อาจทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีใหม่ในพริบตา
4 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ออกกฎข้อบังคับใหม่กำหนดให้ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ทุกคันที่จำหน่ายในจีน ต้องมีกลไกเปิดประตูที่สามารถจับและดึงได้ทันทีทั้งจากภายนอกและภายใน โดยห้ามใช้ระบบไฟฟ้าล้วนที่มือจับซ่อนเรียบไปกับตัวรถ แบบที่เทสลา (Tesla) ทำให้เป็นที่นิยม
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยในขณะเกิดอุบัติเหตุ เพราะมือจับแบบซ่อนส่วนใหญ่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า หากรถเกิดอุบัติเหตุชนหนักจนระบบไฟฟ้าขัดข้อง ประตูรถจะไม่เด้งออกมา ทำให้ทีมกู้ภัยภายนอกไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในกรณีไฟไหม้
ทางการจีนเร่งออกกฎหมายนี้หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง รวมถึง กรณีรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi 2 ราย ที่ประสบอุบัติเหตุชนแล้วเกิดไฟไหม้ แต่ระบบไฟฟ้าล้มเหลวทำให้ประตูเปิดไม่ได้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต
กฎระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2027 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียน ส่วนรถรุ่นปัจจุบันที่ได้รับอนุญาตขายไปแล้ว จะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ปรับปรุงแก้ไขจนถึงปี 2029 คาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าใหญ่ ทั้ง Tesla, Xiaomi, Nio, Xpeng และ BYD ที่ต้องกลับไปออกแบบประตูรถใหม่เพื่อขายในตลาดจีน
3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศผ่านทรูธ โซเชียล ว่า สหรัฐฯและอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว และจะเริ่มดำเนินการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในทันที หลังจากการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยืดเยื้อมานานหลายเดือน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังได้ตกลงที่จะซื้อสินค้าจากอเมริกา ในระดับที่สูงขึ้นมาก และให้คำมั่นที่จะ หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันมาซื้อจากสหรัฐฯ รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้น
ประกาศของ 'ทรัมป์' ระบุว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโมดีแห่งอินเดียเมื่อเช้านี้ ท่านเป็นหนึ่งในมิตรสหายที่ดีที่สุดของผม และเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจและได้รับความเคารพนับถือจากประเทศของท่าน เราได้พูดคุยกันในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการค้า และการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน
ท่านตกลงที่จะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาด้วย สิ่งนี้จะช่วยยุติสงครามในยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ผู้คนต้องล้มตายหลายพันคนในทุกๆ สัปดาห์! ด้วยมิตรภาพและความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีโมดี และตามคำขอของท่าน เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย โดยมีผลทันที ซึ่งสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่ลดลง โดยลดจาก 25% เหลือ 18% ในขณะเดียวกัน ทางอินเดียก็จะดำเนินการลดภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ด้วย
นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังให้คำมั่นว่าจะ 'ซื้อสินค้าอเมริกัน' ในระดับที่สูงขึ้นมาก นอกเหนือจากการซื้อพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเรากับอินเดียจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นต่อไปในอนาคต นายกรัฐมนตรีโมดีและผมคือคนสองคนที่ 'ลงมือทำจริงจนสำเร็จ' ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากคนส่วนใหญ่ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!
นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยืนยันเรื่องการลดอัตราภาษีด้วยการโพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ ระบุว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ 'Made in India' จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเหลือ 18% ในนามของประชาชนอินเดีย 1.4 พันล้านคน ขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสูงสำหรับการประกาศที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ เมื่อสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำงานร่วมกัน ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนของเราและปลดล็อกโอกาสอันมหาศาลสำหรับความร่วมมือที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของโลก อินเดียสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพของเขาอย่างเต็มที่ ผมตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อนำพาความเป็นหุ้นส่วนของเราไปสู่ระดับที่สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ประกาศของ 'ทรัมป์' เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีได้ยกย่องว่าเป็น มารดาของข้อตกลงทั้งปวง นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ความคืบหน้าระหว่างยุโรปและอินเดียอาจเป็นตัว จุดชนวน ให้ทั้งนิวเดลีและวอชิงตันเร่งผลักดันข้อตกลงทวิภาคีระหว่างกันให้เร็วขึ้น
3 กุมภาพันธ์ 2569 สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเซินเจิ้น ประหารชีวิต 4 แกนนำระดับสูงของกลุ่มอาชญากรตระกูลไป๋ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งใน 4 ตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในเขตโกก้าง ทางตอนเหนือของเมียนมา ทั้งหมดมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เชื่อมโยงกับการทารุณกรรมเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานและพยายามหลบหนี จนเป็นเหตุให้ชาวจีนเสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย
ผู้ที่ถูกประหารประกอบด้วย ไป๋ อิงชาง ลูกชายของ ไป๋ สั่วเฉิง ประมุขตระกูล โดย ไป๋ อิงชาง เป็นผู้คุมกองกำลังติดอาวุธของตระกูล และดูแลอาณาจักรธุรกิจสีเทาทั้งหมด ส่วนอีก 3 รายเป็นสมุนและสมาชิกระดับสั่งการ ขณะที่ตัวของ ไป๋ สั่วเฉิง เสียชีวิตจากอาการป่วยในระหว่างถูกคุมขังไปก่อนหน้านี้
กลุ่มอาชญากรตระกูลไป๋ก่อตั้งฐานปฏิบัติการในเล่าก์ก่าย หลอกลวงเหยื่อชาวจีนจำนวนมหาศาล มูลค่าความเสียหายกว่า 29,000 ล้านหยวน (ประมาณ 145,000 ล้านบาท) ไป๋ อิงชาง ยังถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและค้ายาไอซ์ น้ำหนักรวมกว่า 11 ตัน
จีนเริ่มกดดันแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาอย่างหนักช่วงปลายปี 2023 โดยเปิดทางให้กองกำลังพันธมิตรภราดรภาพในเมียนมา บุกโจมตีเมืองเล่าก์ก่ายเพื่อกวาดล้างแก๊งเหล่านี้ สมาชิกตระกูลไป๋และตระกูลอื่นๆ ถูกกวาดล้าง จับกุมและส่งตัวข้ามแดนไปดำเนินคดีที่จีนในช่วงต้นปี 2024 ทางการจีนใช้เวลาสอบสวนและพิจารณาคดีนานถึง 2 ปี ก่อนประหารชีวิตผู้ต้องหาทั้งหมด
การประหารชีวิตครั้งนี้ เกิดขึ้นต่อจากการประหารสมชิก 11 คนในตระกูลหมิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนคดีของตระกูลเหว่ยและตระกูลหลิว อีกสองตระกูลที่ทรงอิทธิพลในเล่าก์ก่ายของรัฐฉานมายาวนานก่อนที่จะกวาดล้างยังไม่สิ้นสุด
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012