ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



รอดปาฏิหาริย์! นักเดินเรือหนุ่มติดอยู่กลางทะเลนานนับเดือน หลังเสากระโดงเรือหักระหว่างฉายเดี่ยวไปฮาวาย

หนุ่มแคลิฟอร์เนียวัย 39 ปีรอดมาได้อย่างเหลือเชื่อ หลังประสบเหตุเสากระโดงเรือหักกลางมหาสมุทรแปซิฟิก อาศัยการดัดแปลงอุปกรณ์เรือทำน้ำกลั่นประทังชีวิตนานถึงเดือนเศษ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการรอดชีวิตอย่างเหลือเชื่อของนักเดินเรือหนุ่มในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เรือของเขาประสบอุบัติเหตุ เสากระโดงเรือหัก ทำให้เขาติดอยู่กลางทะเลอยู่นานถึงเดือนกว่า

ไค ซาโตะ หนุ่มวัย 39 ปีจากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ออกเดินทางด้วยเรือใบตัวคนเดียวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกครั้งแรกจากหมู่เกาะแคทาลีนาเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อเสากระโดงเรือของเขาหักกลางหลังจากเดินทางไปได้เพียงสองสัปดาห์

“ผมร้องไห้อยู่เป็นอาทิตย์ ปล่อยให้เรือลอยไปทางใต้แบบสิ้นหวังสุดๆ” ซาโตะเล่าถึงช่วงเวลาวิกฤติ “ผมรู้สึกหมดหวังจนคิดแม้กระทั่งว่าจะเปิดเครื่องยนต์สตาร์ตเรือทิ้งไว้ให้รมควันตัวเองตายๆ ไปซะ”

ซาโตะ พยายามแล่นเรือกลับเข้าฝั่งด้วยเครื่องยนต์ แต่น้ำมันเรือก็หมดเสียก่อน ทำให้เขาต้องลอยลำอยู่กลางทะเล “ผมเหมือนเป้านิ่งที่นั่งรอความตายเฉยๆ ถูกกระแสน้ำพัดพาลงใต้จนออกนอกเส้นทางไปไกลมาก” เขากล่าว

หลังจากจมอยู่กับความสิ้นหวังนาน 5 วัน ซาโตะ ตัดสินใจลุกขึ้นสู้ เขาเริ่มซ่อมแซมเรือแบบแก้ขัดด้วยการใช้ท่อ PVC และไม้พายเรือคายัคมาดัดแปลงและผูกใบเรือขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนเต็มในการพาเรือกลับเข้าสู่เส้นทางเดินเรือหลักระหว่างแคลิฟอร์เนียและฮาวาย

แต่ปัญหายังไม่จบ ในวันที่ 11 กรกฎาคม น้ำดื่มของเขาหมดเกลียง ซาโตะ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตักน้ำทะเลใส่ถัง แล้วใช้ถุงพลาสติกคลุมปิดปากถังไว้เพื่อรองหยดน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัว “ผมต้องคอยเลียหยดน้ำพวกนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าตลอดเวลาที่ลอยลำ เขาประทังชีวิตด้วยการกินข้าวโอ๊ตเป็นหลัก ร่วมกับปลาและหมึกเท่าที่หาได้

ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด เขาวิงวอนขอคำชี้แนะ นั่งสมาธิ และพูดคุยกับสายลมและผืนน้ำ เขายังรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณของคุณลุงผู้เคยพาเขาแล่นเรือจากแคลิฟอร์เนียมาฮาวายตั้งแต่สมัยเขายังเป็นเด็กคอยคุ้มครองอยู่

จนกระทั่งในวันอังคารที่ผ่านมา เรือสินค้าของบริษัทปาชา ฮาวาย แล่นผ่านมาใกล้เขา หลังจากพยายามอยู่สองครั้ง ลูกเรือก็สามารถหย่อนบันไดเชือก ช่วยพา ซาโตะ ขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งจัดห้องพัก เสื้อผ้าใหม่ และอาหารชุดใหญ่ไว้ต้อนรับเขา

“โอ้ พระเจ้า ใช่เลยครับ มันดีใจจนบอกไม่ถูกเลย คุณนึกออกไหม?” ซาโตะกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ผมทั้งร้องไห้เลย ทั้งมีความสุขมากๆ แล้วพวกเขาก็นำผลไม้กับน้ำมาให้ พวกเขาดูแลผมดีมากๆ เลยครับ”

ปัจจุบัน ซาโตะ พักอยู่กับญาติ เขายังคงไม่ทิ้งความฝัน และกำลังวางแผนการเดินทางครั้งใหม่ด้วยการแล่นเรือขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศฟิลิปปินส์

เครดิตภาพ : YouTube / Hawaii News Now...


ท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู...

ณ Hornbill Restaurant พื้นที่รับประทานอาหาร ที่โอบล้อมด้วยสีเขียวของป่า มีเสียงลำธาร และสายลมอ่อน ๆ ระหว่างที่กำลังลิ้มรสอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นซึ่งผ่านการปรุงอย่างเรียบง่าย เพื่อดึงรสชาติแท้จริง จิบกาแฟหอมกรุ่น แล้วอยู่ ๆ ก็มีนกเงือกบินมาเกาะอยู่บนยอดไม้ใกล้ ๆ

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นจริงที่ อนุรักษ์ คอมมูนิตี้ ลอดจ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมอุทยานแห่งชาติเขาสก รีสอร์ทแนวอนุรักษ์ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากเวที Responsible Tourism Awards Southeast Asia 2026 ภายในงาน International Conference on Responsible Tourism and Hospitality (ICRTH) ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่มีการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนให้ดีกว่าเดิมอย่างเป็นรูปธรรม...

อนุรักษ์ ลอดจ์ เป็นที่พักเชิงนิเวศขนาด 19 ห้อง เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยแนวคิด “การท่องเที่ยวควรสร้างประโยชน์ให้กับทั้งชุมชนและธรรมชาติ” ด้วยพันธกิจในการปกป้อง ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป...

หนึ่งในโครงการสำคัญของ อนุรักษ์ ลอดจ์ คือ โครงการ “ปลูกให้เป็นป่า” (Rainforest Rising) ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 7 ปี เปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเชิงพาณิชย์ให้กลับมาเป็นป่าพื้นถิ่น โดยการปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ หว้า มะไฟป่า และมังคุดคา ให้ผู้เข้าพักได้มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้และเรียนรู้การฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน...

ที่นี่ยังให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อนำกลับมาใช้ในแปลงผักของรีสอร์ท การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การคัดแยกและรีไซเคิลขยะ รวมถึงการติดตามและวัดผลการใช้พลังงาน น้ำ และปริมาณของเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลลัพธ์และพัฒนาการดำเนินงานในแต่ละปี...

ไม่ว่าจะเป็นการล่องไปตามสายน้ำเขาสกอย่างแผ่วเบาบน แพไม้ไผ่แบบดั้งเดิม หนึ่งในวิธีที่สงบและงดงามที่สุดในการสัมผัสผืนป่าฝน ระหว่างที่แพค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสายน้ำจะได้เห็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ของป่า ลิงที่แอบมองจากบนเรือนยอดไม้ นกกะเต็นบินเฉียดผิวน้ำ และเสียงใบไม้ไหว...

เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติกับระยะเวลา 40 นาที ที่จะพาคุณดื่มด่ำกับความงดงามของป่าฝนเขียวชอุ่มและสัตว์ป่านานาชนิด หรือจะไปไนท์ซาฟารี ก้าวเข้าสู่โลกอันลึกลับของอุทยานแห่งชาติเขาศก เมื่อยามพลบค่ำมาเยือนและหน้าผาหินปูนสูงตระหง่านค่อย ๆ จางหายไปในเงามืด

หรือจะไป ถ้ำแก้ว คลองพนม หนึ่งในสถานที่ธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบ ท่ามกลางผืนป่าและภูเขาหินปูนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่ก่อตัวขึ้นตามกาลเวลา แสงที่ส่องลอดเข้ามาทำให้ผนังถ้ำเปล่งประกายราวกับแก้ว สมชื่อ “ถ้ำแก้ว” แต่กิจกรรมนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนใจอ่อน ทั้งยังต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกาย เนื่องจากเส้นทางในถ้ำมีความลาดชัน ลื่น และมีช่องแคบ

ที่พักทั้งแบบซาฟารีและบังกะโลจำนวน 19 หลัง ทั้งห้องดีลักซ์กรีนดับเบิล อีโคดับเบิล อีโคทวิน และสุพีเรียร์บังกาโล รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม เป็นที่พักที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การสำรวจอุทยานแห่งชาติเขาสกและทะเลสาบเชี่ยวหลาน ได้รับการรับรอง Travelife Gold และรางวัล PATA Grand Award for Sustainability ปี 2563 รวมถึงรางวัล Responsible Tourism Award ประเภทที่พัก จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี 2567...


ไต้หวันขยายฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวไทยต่ออีก 1 ปี พำนักได้ 14 วัน

กระแสท่องเที่ยวไต้หวัน–ไทยคึกคัก ไต้หวันขยายระยะเวลามาตรการฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอีก 1 ปีเชิญชวนชาวไทยสัมผัสเสน่ห์แห่งไต้หวัน

การแลกเปลี่ยนระหว่างไต้หวันและไทยมีความใกล้ชิดและอบอุ่นยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนประชาชนของทั้งสองฝ่ายที่เดินทางเยือนซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้นในแต่ละปี สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาค้นพบเสน่ห์ของไต้หวันมากยิ่งขึ้น รัฐบาลไต้หวันประกาศขยายระยะเวลาทดลองมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2570 ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยสามารถเดินทางเข้าไต้หวันโดยไม่ต้องขอวีซ่า และพำนักได้ไม่เกิน 14 วัน เปิดโอกาสให้การเดินทางท่องเที่ยวไต้หวันเป็นเรื่องง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

ไต้หวันประกาศใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยตั้งแต่ปี 2559 และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างชัดเจน ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้อย่างมาก อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันบ่อยครั้งยิ่งขึ้น โดยในปี 2567 และ 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่เดินทางไปประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านครั้ง ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเยือนไต้หวันกว่า 500,000 ครั้ง ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดในรอบหลายปี

นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไต้หวันมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์และลึกซึ้ง พร้อมด้วยโอกาสทางธุรกิจจากภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวที่สะดวกและปลอดภัย จนเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีอาหารรสเลิศที่น่าลิ้มลอง ทัศนียภาพทางธรรมชาติอันงดงามตลอดทั้งสี่ฤดู รวมถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ซึ่งล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยกลับมาเยือนไต้หวันครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไต้หวันและไทยยังคงมีผลบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ขอเชิญชวนเพื่อนชาวไทยเดินทางมาเยือนไต้หวันด้วยตนเอง เพื่อสัมผัสทัศนียภาพที่ผสานความงดงามของเมือง ภูเขา และทะเลเข้าไว้ด้วยกัน สัมผัสความอบอุ่นและอัธยาศัยไมตรีของชาวไต้หวัน พร้อมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจในแบบของตนเอง

รัฐบาลไต้หวันและสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย จะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนกับประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายได้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น และมีโอกาสร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ พร้อมร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นและเปี่ยมด้วยพลังยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางเข้าไต้หวันของชาวต่างชาติ รวมถึงมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน (https://www.boca.gov.tw) ในหัวข้อ “การเดินทางเข้าไต้หวันของชาวต่างชาติ” และ “ข้อกำหนดเกี่ยวกับการยกเว้นการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival) และวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) สำหรับชาวต่างชาติ”


มิติใหม่แห่งเขาไท่ซาน! ยอดเขาประวัติศาสตร์นำร่องใช้งานหุ่นยนต์สุนัขและ AI ฮิวแมนนอยด์ ช่วยขนส่งสัมภาระและบริการนักท่องเที่ยว

มิติใหม่ลูกหาบเขาไท่ซาน นำร่องใช้งานผู้ช่วย AI เมื่อไม่นานมานี้ หุ่นยนต์สุนัขตัวหนึ่งสะพายกระเป๋าผ้าไนลอน ไต่บันไดขึ้นยอดเขาไท่ซานด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ หุ่นยนต์สุนัขตัวนี้มีลำตัวสีเทาเงิน ยาวประมาณ 1 เมตร สูงประมาณครึ่งเมตร บนหลังแบนราบแบกกระเป๋าผ้าไนลอนที่บรรจุแน่นไปด้วยน้ำดื่มบรรจุขวด ภารกิจของหุ่นยนต์สุนัขสี่ขาตัวนี้คือ ขนสัมภาระขึ้นเขา และขนขยะลงเขา โดยหุ่นยนต์สุนัขตัวนี้สามารถรับน้ำหนักบรรทุกขณะอยู่นิ่งได้ถึง 120 กิโลกรัม ใช้งานได้นาน 4-6 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ภายในติดตั้งกล้องความละเอียดสูง เซนเซอร์เลเซอร์ไลดาร์ (LiDAR) และเซนเซอร์ต่าง ๆ ทำให้สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดาย และสามารถขึ้นลงทางลาดชัน 45 องศาได้อย่างคล่องแคล่ว

เขาไท่ซานมีปริมาณขยะเกิดขึ้นราว 24,000 ตันต่อปี เนื่องจากภูมิประเทศที่ซับซ้อน ที่ผ่านมาต้องอาศัยแรงงานคนหาบสัมภาระในการขนย้ายเพียงอย่างเดียว ทำให้การจัดเก็บขยะเป็นไปได้ยากลำบาก การมาถึงของหุ่นยนต์สุนัขคาดว่าจะช่วยลดภาระของแรงงานคนได้อย่างมาก และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หุ่นยนต์สุนัขแต่ละตัวแบกน้ำหนักได้ครั้งละ 30-45 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับน้ำหนักที่คนงานหาบในแต่ละเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็สามารถขนสัมภาระได้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สิงเจ่อไท่ซานกำลังปีนเขาไท่ซานร่วมกับนักท่องเที่ยว (ภาพจากซินหัว)

ทั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทคโนโลยีล้ำสมัยปรากฏตัวบนเขาไท่ซาน ปัจจุบันเขาไท่ซานกำลังกลายเป็นเวทีให้หุ่นยนต์ได้โชว์ฝีมือ

โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนปีที่แล้ว หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นสิงเจ่อไท่ซาน (Xingzhe Taishan) ได้เปิดตัวครั้งแรกบนเขาไท่ซาน วิ่งเคียงข้างและโต้ตอบกับนักท่องเที่ยว กลายเป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ตัวแรกของอุตสาหกรรมที่ สามารถปีนเขาไท่ซานได้สำเร็จ “สิงเจ่อไท่ซาน” ไม่เพียงแต่สามารถวิ่งเหยาะๆ บนพื้นราบได้เท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นลงบันไดได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมทั้งคอยโบกมือทักทายนักท่องเที่ยวเป็นระยะๆ อีกด้วย จากหุ่นยนต์สุนัขสู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จากการขนขยะสู่การโต้ตอบด้วยความอบอุ่น ในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์อาจวิวัฒนาการเข้าสู่งานด้านการป้องกันอัคคีภัยและตรวจสอบความปลอดภัย รวมถึงการขนส่งพัสดุบนเขาไท่ซาน พลังขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีจะทำให้เขาไท่ซานอันเก่าแก่เปล่งประกายความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


ญี่ปุ่นผวา แผ่นดินไหวรุนแรง 7.1 เขย่าเกาะคิวชู เตือนสึนามิ 1 เมตร

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569,เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 16.27 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 แมกนิจูด บริเวณจังหวัดคุมาโมโตะ บนเกาะคิวชู ส่งผลให้ทางการต้องออกประกาศ เตือนภัยสึนามิทันที

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งนี้อาจทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 1 เมตร ในพื้นที่ทะเลอาริอาเกะและทะเลยัตสึชิโระ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้อยู่ห่างจากแนวชายฝั่ง และอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉินด้านแผ่นดินไหว ครอบคลุมหลายจังหวัดบนเกาะคิวชู ได้แก่ คุมาโมโตะ นางาซากิ คาโกชิมะ ฟุกุโอกะ ซากะ โออิตะ และมิยาซากิ

ทางการญี่ปุ่นประกาศว่า พื้นที่ชายทะเลมีความเสี่ยงและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่ง โดยระบุว่า “ทะเลและพื้นที่ใกล้ชายฝั่งมีอันตราย กรุณาออกห่างจากชายฝั่งทันที และอย่าลงทะเลหรือเข้าใกล้ชายฝั่งจนกว่าจะมีการยกเลิกคำเตือน”

ด้านบริษัทเดินรถไฟ JR Kyushu เปิดเผยว่า ได้ระงับการให้บริการรถไฟในพื้นที่ รวมถึงรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็น เพื่อความปลอดภัยหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว

ขณะที่บริษัทไฟฟ้า Kyushu Electric Power ระบุว่า ยังไม่พบความผิดปกติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซนไดและเก็นไค หลังเกิดแรงสั่นสะเทือน

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวสูงที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนราว 20% ของแผ่นดินไหวทั่วโลกที่มีขนาดตั้งแต่ 6.0 แมกนิจูดขึ้นไป

ซึ่งต่อมาทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ออกประกาศเตือนสึนามิในบริเวณทะเลอาริอาเกะ โดยคาดว่าอาจมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่ง พร้อมเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวรุนแรงระดับชินโดะ 7 ที่อาจเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันข้างหน้า และหลังแผ่นดินไหวหลักมีการบันทึกอาฟเตอร์ช็อกแล้ว 61 ครั้ง โดยมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับ 1-6 ตามมาตรวัดความรุนแรงของญี่ปุ่น

หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นจนสะเทือนไปทั้วโลกเมื่อ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง อิออน มอลล์ คุมาโมโตะ (Aeon Mall Kumamoto) ในเมืองคาชิมะ เพียงไม่นานหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ได้เกิดเหตุระเบิดเกิดขึ้นจนเกิดกลุ่มควันขาวไปทั่วทั้งบริเวณห้าง มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุการณ์นี้ยังมีผู้เสียชีวิต โดยขณะนี้ยังไม่มีการสรุปตัวเลขออกมาอย่างเป็นทางการ

หลังจากเกิดเหตุพบผนังภายนอกหลายส่วนหลุดร่อนจนเห็นโครงเหล็กภายใน หลังคาบางส่วนพังถล่ม และพบช่องโหว่ขนาดใหญ่บนหลังคาอาคาร แผ่นปูนบริเวณชั้น 2 ของตัวห้างร่วงลงมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพนักงานของห้างได้ประมาณ 20-30 คน โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีผู้ติดอยู่ภายในอาคารหรือไม่

ต่อมาทางสำนักงานใหญ่หน่วยดับเพลิงที่ดูแลพื้นที่เมืองอุกิ ได้รับแจ้งเหตุ ไฟไหม้ บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย รถไฟสินค้าตกราง ขณะที่ตำรวจจังหวัดคุมาโมโตะกำลังรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากทุกพื้นที่ โดยมีการเผยแพร่ภาพจากเฮลิคอปเตอร์ของทางองค์กรสื่อสาธารณะของประเทศญี่ปุ่น (NHK) แสดงให้เห็นกลุ่มควันและเปลวไฟพวยพุ่งจากอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในเมืองอุกิ

บริษัท JR Freight เปิดเผยว่า รถไฟสินค้าตกรางและพลิกคว่ำที่สถานียัตสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโตะ โดยไม่มีรายงานผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากเป็นขบวนรถไฟสินค้า ขณะที่บริษัทกำลังตรวจสอบอาการของพนักงานขับรถไฟ ส่วนทางบริษัท JR Kyushu ยังประกาศระงับการเดินรถทุกเส้นทาง รวมถึงรถไฟชินคันเซ็น สายคิวชู ทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบรางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐาน หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในจังหวัดคุมาโมโตะแล้ว

ขณะที่มีรายงานว่าเกิดกระแสไฟฟ้าดับกระทบบ้านเรือน 34,360 หลังในจังหวัดคุมาโมโตะ ขณะที่ระบบน้ำประปาก็ใช้งานไม่ได้เป็นวงกว้างกระทบประชาชนกว่า 84,000 ครัวเรือน

ซึ่งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวสูงที่สุดในโลก โดยมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอย่างน้อยทุกๆ 5 นาที เนื่องจากตั้งอยู่ตามแนว วงแหวนแห่งไฟ ญี่ปุ่นจึงเป็นแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่มีขนาด 6.0 ขึ้นไป คิดเป็นประมาณ 20% ของการเกิดแผ่นดินไหวในทั่วโลก