ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เช็กวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว พร้อมข้อห้ามที่ไม่ควรทำ

วันตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีน นับเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง การรวมญาติ และการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ วันไหว้ วันจ่ายตรงกับวันอะไรบ้าง ไทยรัฐออนไลน์แจกปฏิทิน สำหรับเตรียมตัวทำพิธี พร้อมข้อห้ามที่ไม่ควรทำในเดือนนี้

ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ เช็กปฏิทินวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ.2569 หรือ ตรุษจีนปี 69 นี้ จะตรงกับช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ดังนี้

วันจ่าย : วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

วันไหว้ : วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

วันเที่ยว : วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

รู้จัก "วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว" ในวันตรุษจีน 69 ต่างกันอย่างไร

หลายคนอาจจะยังสับสนว่า ตรุษจีนปี 69 ไหว้วันไหน วันจ่าย หรือวันเที่ยวตรงกับวันที่เท่าไร ซึ่งตามธรรมเนียมแต่ละวันจะมีการทำกิจกรรมที่ต่างกัน ดังนี้

วันจ่าย (ตรุษจีนปี 69 วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569)

วันจ่าย คือ วันแห่งการออกไปจับจ่ายซื้อของ สำหรับเตรียมทำพิธีไหว้ เช่น ผลไม้ อาหารคาว หวาน หรือของใช้ต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเตรียมซื้อของมงคล เป็ด ไก่ ผลไม้ หรือขนมความหมายมงคล

วันไหว้ (ตรุษจีนปี 69 วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569)

วันไหว้ คือ วันแห่งการไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ โดยจะแบ่งเวลาการไหว้ ดังนี้

ช่วงเช้า : ไหว้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ช่วงสาย : ไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ

ช่วงบ่าย : ไหว้ผีไม่มีญาติ หรือสัมภเวสี

วันเที่ยว (ตรุษจีนปี 69 วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)

วันเที่ยว คือ วันแห่งการเฉลิมฉลอง โดยจะออกไปไหว้ขอพร หรือเยี่ยมญาติของตนเอง ตามธรรมเนียมจะมีการมอบส้ม 4 ผลให้กับผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็จะมอบอั่งเป่าให้กับเด็กๆ นั่นเอง

เปิดข้อห้ามวันตรุษจีนปี 69 ไม่ควรทำอะไรบ้าง

อย่างไรก็ดี ตามความเชื่อและธรรมเนียมเดิมจะมีข้อห้าม หรือข้อควรเลี่ยงการทำสิ่งต่างๆ ในช่วงเทศกาล ดังนี้

ห้ามพูดคำหยาบ หรือมีการทะเลาะเบาะว้าง เนื่องจากเชื่อว่าจะนำความโชคร้ายมาให้

ห้ามสระผม หรือตัดผม เพราะสื่อถึงการตัดความมั่นคงออกจากชีวิต

ห้ามใส่ชุดสีขาว หรือสีดำ เนื่องจากสีเหล่านี้สื่อถึงความโชคร้าย

ห้ามให้คนยืมเงิน เชื่อว่าหากให้ยืมเงินในวันนี้ จะทำให้มีคนเข้ามายืมเงินตลอดปี

ห้ามร้องไห้ เพราะจะทำให้ต้องร้องไห้ หรือเสียใจตลอดปี

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ควรทำในวันตรุษจีน 2569 เพื่อเสริมสิริมคล คือ ควรทำความสะอาด และตกแต่งบ้านล่วงหน้า เพื่อเตรียมทำพิธี รับโชคลาภ และความโชคดีในวันตรุษจีน

ตรุษจีน 2569 วันที่เท่าไหร่ คำตอบคือ วันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยวันจ่ายตรงกับวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์, วันไหว้ตรงกับวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ และวันเที่ยวตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ อาจจะเตรียมวางแผนงบประมาณและการซื้อของล่วงหน้าไว้ เพื่อให้การจับจ่ายซื้อของและพิธีไหว้เป็นไปอย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยความมงคล


พลเมืองดีส่งมอบ “นกสกัวหางช้อน” เดินโซซัดโซเซชายหาดบ้านกรูด แก่หัวหน้าอุทยานฯหาดวนกร...

ประชาชนส่งมอบ “นกสกัวหางช้อน” หลังพบเดินโซซัดโซเซ ชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แก่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร...

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69 นายญาณ อ้วนสิงห์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับมอบ “นกสกัวหางช้อน” จากประชาชน โดยแจ้งว่าพบนกตัวดังกล่าว เดินโซซัดโซเซ บริเวณริมชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงนำมาส่งมอบให้อุทยานฯ เพื่อดูแลและปล่อยคืนธรรมชาติต่อไป...

สำหรับ นกสกัวหางช้อน Pomarine Jaeger : Stercorarius pomarinus เป็นนกสกัวขนาดใหญ่ที่สุดในน่านน้ำไทย อาศัยอยู่บริเวณทะเลเปิด มักพบแย่งอาหารจากนกนางนวลแกลบ บางครั้งพบตามชายฝั่ง เป็นนกอพยพหรือย้ายถิ่นมาหากินและพบไม่บ่อย


เอเชียแปซิฟิกนำเทรนด์ AI ปี 2026 เตือนภัย Deepfake และการโจมตีอัตโนมัติเตรียมพุ่งเป้าภาคธุรกิจ

ข้อมูลการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า ในปี 2026 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำและสนามทดสอบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สำคัญของโลก โดยพบว่า มีอัตราการใช้งาน AI ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสูงถึงร้อยละ 78 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 72 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมหาศาล ส่งผลให้นวัตกรรม AI แทรกซึมเข้าสู่การใช้ชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ถือเป็นดาบสองคมที่กำลังกำหนดทิศทางใหม่ของภัยคุกคามไซเบอร์ โดย AI จะเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือเสริมไปสู่แกนหลักของทั้งการโจมตีและการป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ

แนวโน้มที่น่ากังวลที่สุดในปี 2026 คือเทคโนโลยี Deepfake ที่จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการฉ้อโกง เนื่องจากอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดลง จนแม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถสร้างสื่อสังเคราะห์ทั้งภาพและเสียงที่มีความสมจริงสูงได้ในไม่กี่คลิก การพัฒนาของ Deepfake ออนไลน์แบบเรียลไทม์จะมีความแนบเนียนขึ้นจนสามารถจัดการวิดีโอผ่านกล้องเสมือนเพื่อหลอกลวงในการสื่อสารสดได้ ท่ามกลางความท้าทายของระบบการติดป้ายกำกับเนื้อหา ที่ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่เชื่อถือได้และสามารถถูกหลอกหรือลบออกได้ง่าย โดยเฉพาะในโมเดลแบบเปิด ซึ่งจะส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาโฆษณาที่ถูกกฎหมาย และเนื้อหาหลอกลวงมีความพร่าเลือนจนยากจะแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าหรือระบบตรวจจับทั่วไป

ในด้านห่วงโซ่การโจมตีทางไซเบอร์ AI จะถูกนำไปใช้งานในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมการ การหาช่องโหว่ การเขียนโค้ดมัลแวร์ ไปจนถึงการสร้างหน้าเว็บฟิชชิง และอีเมลหลอกลวงที่มีความประณีตสูง โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จะช่วยให้ผู้ก่อภัยคุกคามสามารถทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้นและปกปิดร่องรอยการโจมตีได้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของโมเดลโอเพนซอร์ส (Open Source) ที่ขาดกลไกการควบคุมที่เข้มงวดทัดเทียมกับโมเดลแบบปิด จะกลายเป็นช่องทางสำคัญให้ผู้ก่อภัยคุกคามนำไปปรับแต่งเพื่อสร้างเครื่องมือโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงและแพร่กระจายได้ในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยเช่นกัน โดยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ใช้เอเจนต์ (Agent-based systems) ซึ่งสามารถสแกนโครงสร้างพื้นฐาน และวิเคราะห์บริบทของภัยคุกคามได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดภาระงานประจำ และช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นผ่านส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ ที่เปลี่ยนจากการใช้คำสั่งทางเทคนิคที่ซับซ้อนมาเป็นการโต้ตอบด้วยภาษาทั่วไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับและระงับเหตุการณ์ภัยคุกคามที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อรับมือกับภูมิทัศน์ความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวผ่านมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ทั้งการอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดช่องโหว่ การจำกัดการเข้าถึงบริการเดสก์ท็อประยะไกล จากสาธารณะ และการสำรองข้อมูลแยกออกจากเครือข่ายหลัก

นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงความเสี่ยงของ Deepfake และสื่อสังเคราะห์จะกลายเป็นวาระสำคัญด้านความปลอดภัยที่ทุกองค์กรต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม AI ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน


เปิดภาพ 'ปราสาทตาเมือนธม' หลังหยุดยิง ยังคงสภาพเดิม ธงชาติไทยโบกสะบัดหน้าปราสาท

เปิดภาพ 'ปราสาทตาเมือนธม' หลังหยุดยิง เกือบ 1 เดือน ธงชาติไทยโบกสะบัดหน้าปราสาท โดยผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 เผยข่าวดีตัวปราสาทยังคงสภาพเดิม

21 ม.ค.2569 - พันโท จักรกฤษ ปิยะศุภฤกษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เปิดเผยว่า เดิมเมื่อมองไปทางฝั่งกัมพูชา จะเป็นป่ารกทึบ แต่วันนี้สภาพภูมิประเทศโล่ง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจตัวปราสาทตาเมือนธมในเบื้องต้นแล้ว

"ซึ่งจากเหตุปะทะ บริเวณชายแดนไทย -กัมพูชาที่ผ่านมา ตัวปราสาทอาจจะมีร่องรอยรูกระสุนบ้าง แต่โดยรวมปราสาทยังคงสภาพรูปทรงเดิม ไม่ได้เสียหายเหมือนปราสาทตาควาย และไม่มีชิ้นส่วนปราสาทตกหล่นลงมา ทั้งนี้ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนขึ้นมาเที่ยวชมปราสาทตาเมือนธม เพราะยังต้องเคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัย"

ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ระบุว่า ช่วงเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย -กัมพูชา ทั้งฝ่ายกัมพูชาพยายามที่จะเข้ามา ยึดพื้นที่ตัวปราสาทด้วยการยิงขึ้นมา ส่วนความเคลื่อนไหวในปัจจุบันพบว่าทางกัมพูชาก็ได้เข้ามาซ่อมปรับปรุงที่มั่นในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 40-50 เมตร ซึ่งอยู่ต่ำกว่าตัวปราสาทลงไป

สำหรับบรรยากาศบริเวณโดยรอบตัวปราสาทตาเมือนธมทหารไทยได้สถาปนาพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ โดยตั้งเสาธงชาติไทยด้านหน้าปราสาท และ วางแนวรั้วลวดหนามจุดที่เคยผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาขึ้นมาเที่ยวชมปราสาท ขณะที่ทางกัมพูชาก็จะสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆในฝั่งไทย

ส่วนบริเวณด้านหน้าทางเข้าปราสาทตาเมือนธมที่เคยเป็นจุดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมตัวปราสาทนั้นพบว่ามีร่องรอยจากการปะทะเช่นเดียวกัน รวมทั้งแท่นประดิษฐานพระพุทธรูป รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็มีทั้งรูกระสุน และ หลังคาพังยุบบางส่วน แต่พระพุทธรูปขนาดใหญ่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้รับความเสียหาย


พบ ‘แร้งหิมาลัย’ หมดแรงบินหล่นต้นไม้ ‘วังเจ้า-ตาก’ จนท.เร่งช่วยเหลือฟื้นฟู...

ชาวบ้าน หมู่ที่ 14 ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก พบ "อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย" ชนิดหาได้ยากและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย ที่มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์ ตกอยู่หน้าบ้านพัก ภายหลังประสานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนำตัวไปฟื้นฟูแล้ว

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านพบอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Griffon Vulture) จำนวน 1 ตัว อพยพบินต่อไม่ไหวเกาะอยู่ที่ต้นสัก ก่อนจะตกลงมาที่พื้น หน้าบ้านเลขที่ 126 หมู่ที่ 14 ต.เชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก โดย นายบุญเหลือ ฟั้นเฝือ อายุ 58 ปี เจ้าของบ้าน ผู้พบนก เผยว่า เห็นนกตัวดังกล่าวบินกางปีกกว้างตัวใหญ่มาก เกิดมาเพิ่งเคยเจอนกตัวใหญ่ขนาดนี้ กระพือปีกเสียงดังวู่ ๆ ๆ มีนกกาบินไล่ตาม ก่อนจะถลาลงมาเกาะที่ต้นสักหลังบ้าน เกาะนิ่ง ๆ อยู่นาน ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้าไปดู ก็พบว่าเป็น “นกอีแร้ง” ต่อมานกแร้งดังกล่าวก็พลัดตกจากต้นสักมานอนกองอยู่ที่พื้นดิน แน่นิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะค่อย ๆ ยืนขึ้น ตนจึงคอยกันห้ามสุนัขไม่ให้เข้าไปกัดทำร้าย...

จากนั้น ตนประสานไปยัง นายนพรัตน์ มานัต สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังเจ้า หรือ “สท.โอ” จิตอาสาชื่อดังในพื้นที่ให้เข้ามาดู ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญ จนทราบว่าเป็น “นกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” สัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย ที่มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์ (near-threatened) เป็นชนิดที่หาได้ยาก ทั้งโลกมีประชากรเหลือประมาณ 66,000 ตัว คาดว่านกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยตัวนี้ ยังเป็นนกเด็ก บินอพยพหนีหนาว มาจากทางตะวันตกของประเทศจีนหรือจากทางที่ราบสูงธิเบต บินผ่านประเทศไทยไปทางหมู่เกาะในอินโดนีเซีย ซึ่งอาจจะเป็นการบินอพยพเป็นครั้งแรกในชีวิต ทำให้เหนื่อยล้าหมดแรงระหว่างทาง และร่วงลงมาดังกล่าว

ต่อมา นายนพรัตน์ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ นายกมลเทพ อุ่นเมือง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวังเจ้า นำทีมงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกัน นำอุปกรณ์มาช่วยจับนกอีแร้ง ส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ตาก ต.ป่ามะม่วง อ.เมือง จ.ตาก เพื่อทำการช่วยเหลือฟื้นฟูต่อไป...

ปัจจุบันนี้ มีรายงานว่า “นกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” ตัวนี้ร่วงลงมาเป็นตัวที่ 3 (ห้วงปลายปี 2568-ต่นปี2569) โดยตัวที่ 1 พบที่ จ.ลพบุรี เป็นแร้งวัยเด็กที่พลัดหลงในพื้นที่ ต.ห้วยหิน อ.ชัยบาดาล เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เข้าเฝ้าระวังและให้อาหารฟื้นฟูจนมันสามารถบินกลับสู่ธรรมชาติได้เองเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ส่วนตัวที่ 2 พบที่ จ.สตูล ช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่งไปรักษาและฟื้นฟูที่ หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)...

จากข้อมูลทราบว่า ในฤดูหนาวทุกปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม จะพบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (บางปี พบแร้งดำหิมาลัย ด้วย) บินเข้า-ผ่านประเทศไทย 10-30 ตัว แร้งอาจร่อนตามลมหนาว เข้าภูมิภาคอาเซียน ในประเทศเมียนมาร์ ไทย กัมพูชา ลงไปถึงประเทศสิงคโปร์ บางตัวหมดแรง ร่วงในประเทศมาเลเซียและ เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย โดยแร้งหิมาลัยพวกนี้ จะร่อนมากับลมหนาว ลงใต้มาเรื่อย ๆ ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี (ส่วนน้อย บินไปทางอีสานและมักจะพบในภาคตะวันออก)...

ถ้าแร้งไม่พบซากสัตว์ (ซึ่งในปัจจุบัน ซากปศุสัตว์ โคกระบือแทบไม่มีทิ้งให้เน่าสลายเองตามธรรมชาติ) และลมหนาวอ่อนลง เมื่อไม่มีลมหนาวหนุนปีก แร้งจะหมดแรง กระพือปีกบินเองได้ยาก เพราะขาดอาหาร และน้ำหนักตัวที่หนักระหว่าง 6-12 กิโลกรัม ร่วงตกพื้น กลายเป็น แร้งร่วงในภาคใต้ เพราะลมหนาวปะทะกับความชื้นของลมมรสุมในช่วงเวลาเดียวกัน...

“แร้ง” เป็นสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เมื่อพบเจอแจ้งทาง สายด่วน โทร 1362 เจ้าหน้าที่จะทำการช่วยเหลือแร้งฯที่บาดเจ็บ พลัดหลง หรือหมดแรง นำส่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ในพื้นที่ใกล้กับจุดร่วง เพื่ออนุบาล บางตัวที่ต้องรับการรักษาจาก สภาพบาดเจ็บหรือรับการผ่าตัด นำส่งหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ กำแพงแสน จ. นครปฐม เพื่อรักษาฟื้นฟูสุขภาพ ฝึกบินแล้วนำไปปล่อยคืนธรรมชาติ ในช่วงฤดูอพยพผ่านขึ้นเหนือ ในเดือนเมษายน ณ เส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยใน ภาคตะวันตกและภาคเหนือ เช่น อช. แม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร อช. ผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5514654/