สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานออกประกาศ เรื่อง การย้ายที่ทำการชั่วคราวของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และการเปิดศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยในอิหร่าน ที่เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี โดยระบุ ตามที่สถานการณ์ภายในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ทวีความรุนแรงตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวไทยที่พำนักในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเป็นอย่างยิ่ง นั้น...
สถานเอกอัครราชทูตฯ มีกำหนดปิดทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่ตั้งเลขที่ 5 Esteghlal Alley, Ibn Sina Street, Tehran เป็นการชั่วคราวและย้ายการปฏิบัติภารกิจไปยังที่ทำการชั่วคราว ณ เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งแต่วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 และเปิดศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยที่เดินทางออกจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
สำหรับที่ทำการชั่วคราวของสถานเอกอัครราชทูตฯและศูนย์พักพิงสำหรับชาวไทยในอิหร่าน ที่เมืองวาน (Van) สาธารณรัฐตุรกี ตั้งอยู่ที่ โรงแรม Elite World Van ที่อยู่ Bahçıvan, Kazım Karabekir Blv. No:67, 65030 Merkez/Van ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ +90 533 641 5698 (หมายเลขโทรศัพท์/Whatsapp) ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ thaiembassy.thr@mfa.go.th...
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังมีความพร้อมในการติดต่อประสานงานให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออกจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมทั้งที่ยังคงพำนักอยู่ในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะติดตามประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดและจะพิจารณากลับไปปฏิบัติภารกิจที่ ณ กรุงเตหะราน เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยและมีความปลอดภัย...
"โดนัลด์ ทรัมป์" ย้ำชัดไม่กังวลวิกฤตราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุความขัดแย้งในอิหร่าน ลั่น "ถ้ามันจะขึ้นก็ต้องขึ้น" ชี้ปฏิบัติการทางทหารคือความสำคัญลำดับแรก และเชื่อราคาจะลดลงเองหลังจบภารกิจ ขณะที่ทีมงานทำเนียบขาวเร่งหาทางรับมือหวั่นกระทบคะแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยระบุว่าเขาไม่มีความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นจากการขยายตัวของความขัดแย้งในอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าเป้าหมายหลักในขณะนี้คือปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ
"ผมไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย" ทรัมป์ตอบคำถามสื่อถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ขยับตัวสูงขึ้น "ราคามันจะลดลงอย่างรวดเร็วเองเมื่อเรื่องนี้จบลง และถ้ามันจะขึ้น มันก็ต้องขึ้น แต่นี่คือสิ่งที่สำคัญกว่าการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย"
ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนโทนอย่างชัดเจน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพียงเดือนเดียว ทรัมป์เพิ่งจะกล่าวอวดผลงานการลดราคาน้ำมันในการแถลงนโยบายประจำปี และในงานปราศรัยที่รัฐเท็กซัสเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
แม้ทรัมป์จะแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อราคาน้ำมัน แต่คนใกล้ชิดในทำเนียบขาวกลับมองต่างออกไป แหล่งข่าวภายในระบุว่า ซูซี ไวล์ส หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว และคริส ไรท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ได้เร่งหารือกับเหล่าซีอีโอของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่เพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตพลังงาน
นอกจากนี้ แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า ทีมความมั่นคงและทีมเศรษฐกิจกำลังเร่งวางมาตรการลดราคาน้ำมัน โดยไวล์สได้เตือนในที่ประชุมว่า หากรัฐบาลล้มเหลวในการควบคุมราคาน้ำมัน อาจนำไปสู่ "หายนะ" ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่พอใจของประชาชนเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว
ทรัมป์วางกรอบเวลาของปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านไว้ที่ประมาณ 4-5 สัปดาห์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะกังขาว่าอาจยืดเยื้อกว่านั้นก็ตาม นอกจากนี้เขายังยืนยันว่า "ไม่มีแผน" ที่จะนำน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในขณะนี้ และเขามั่นใจว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลกจะยังคงเปิดกว้าง เนื่องจากกองทัพเรือของอิหร่านได้ลงไป "นอนอยู่ก้นทะเล" เรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลจาก AAA องค์กรด้านการเดินทางของสหรัฐฯ ที่ติดตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้น 27 เซนต์จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 15 เซนต์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งขึ้นแล้ว 16% นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงยืนยันว่าราคานั้น "ยังไม่ได้พุ่งขึ้นมากเท่าใดนัก"
ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกหลายทางเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ได้แก่ การประกาศยกเว้นภาษีน้ำมันชั่วคราว การผ่อนปรนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สามารถผสมเอทานอลในน้ำมันได้มากขึ้นในช่วงฤดูร้อน การจัดประกันภัยความเสี่ยงให้แก่เรือบรรทุกน้ำมันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และการส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารในอุตสาหกรรมพลังงานระบุกับรอยเตอร์ว่า รัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักที่จะกดราคาให้ต่ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติให้ได้โดยเร็วที่สุด
ขณะที่ผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส อย่างนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็แสดงท่าทีสอดคล้องกับทรัมป์ โดยปฏิเสธความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน และยืนยันจะเน้นย้ำเรื่องความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นกลยุทธ์หลักในการหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง.
ที่มา Reuters
วงการของหวานไทยสร้างชื่อ เมื่อเว็บไซต์แพลตฟอร์มอาหารอย่าง TasteAtlas ได้ประกาศผลการจัดอันดับ Top 25 Thai Desserts ประจำปี 2026 ผลปรากฏว่า สตรีทฟู้ดขวัญใจคนไทยอย่าง “ขนมครก” สามารถคว้าแชมป์อันดับ 1 ไปครองได้ด้วยคะแนนรีวิวที่สูงถึง 4.3 จาก 5 คะแนนเต็ม จากการโหวตของนักชิมและผู้บริโภคทั่วโลก
เสน่ห์ของขนมครก ที่มัดใจชาวโลก
TasteAtlas ได้ให้คำนิยามขนมครกไว้ว่า เป็นขนมหวานไทยขนาดพอดีคำ ซึ่งชาวต่างชาติมักเปรียบเปรยว่าเป็นแพนเค้ก พุดดิ้ง หรือเค้กสไตล์ไทย โดยมีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่ทำให้คนทั่วโลกตกหลุมรัก
ไม่ว่าจะเป็น “สัมผัสแบบทูอินวัน” เคล็ดลับความอร่อยเกิดจากการเทแป้ง 2 ขั้นตอนลงในกระทะเหล็กหลุม โดยชั้นล่างเป็นแป้งข้าวเจ้าผสมกะทิที่อบจนกรอบเกรียมกำลังดี ส่วนชั้นบนเป็นหน้ากะทิเนื้อครีมเนียนนุ่ม
มาพร้อมรสชาติกลมกล่อม เป็นขนมที่ดึงเอาความหวานอ่อนๆ ผสมผสานเข้ากับความเค็มมันของกะทิสดได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีการเพิ่มท็อปปิ้ง เพิ่มมิติ ด้วยการโรยหน้าด้วยวัตถุดิบอย่าง ต้นหอม เผือก ข้าวโพด หรือฟักทอง ไม่เพียงแต่เพิ่มสีสัน แต่ยังช่วยสร้างมิติของรสชาติและเนื้อสัมผัสให้เคี้ยวสนุกยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ขนมไทยยังพาเหรดติดโผ ตอกย้ำพลัง Soft Power ซึ่งนอกจากขนมครกแล้ว ทัพขนมไทยยอดฮิตอีกหลายเมนูก็เรียงคิวติดอันดับ Top 25 ในปีนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้น ลอดช่อง รวมมิตร เฉาก๊วย กล้วยทอด และปาท่องโก๋
ความสำเร็จบนเวที TasteAtlas ครั้งนี้ ไม่ได้สร้างแค่ความภาคภูมิใจให้กับคนไทย แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร ที่รู้จักประยุกต์ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่น ทั้งกะทิสด แป้งข้าวเจ้า น้ำเชื่อม สมุนไพร ไปจนถึงการผสมผสานอิทธิพลจากอาหารจีนออกมาเป็นวิถีไทยได้อย่างกลมกลืน การันตีได้ว่า “ขนมหวานไทย” คืออีกหนึ่ง Soft Power ที่ทรงพลังและพร้อมครองใจนักชิมทั่วโลกอย่างแท้จริง
โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่ 2 ของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านผู้ล่วงลับ ท่ามกลางการเผชิญศึกมหากาพย์เดือด Epic Fury จากสหรัฐอเมริกาที่จับมือกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารจู่โจมตีอิหร่าน ที่เชื่อกันว่ามีเป้าหมายหลักใหญ่คือการทำลายล้างโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านให้พินาศย่อยยับและมุ่งหวังจะโค่นระบอบผู้ปกครองอิหร่านในระบอบศาสนาธิปไตยชนิดขุดรากถอนโคน ซึ่งนำไปสู่การสังหารปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับเหล่าผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกหลายสิบคน จนทำให้ขณะนี้อิหร่านกำลังตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางอำนาจ จากการไร้หัวขบวนนำการปกครองอิหร่านในห้วงเวลาวิกฤตที่ประเทศต้องรับมือศึกใหญ่จากการถูกรุมสกรัมจากศัตรูคู่อาฆาตมายาวนานอย่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ดี ขณะนี้อิหร่านได้มีการตั้ง คณะผู้นำชั่วคราว 3 คน ประกอบด้วย ประธานาธิบดี ประธานศาลยุติธรรมสูงสุด และตัวแทนจากคณะมนตรีพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศ จนกว่าจะมีการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ ตามมาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญอิหร่าน เพื่อหาตัวตายตัวแทนขึ้นมาแทนที่ อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี โดยขณะนี้สมัชชาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีสมาชิก 88 คน ประกอบด้วยผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะ ที่ทำหน้าที่เลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ กำลังเร่งหาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ไปพร้อมกับการทำสงครามสู้ศึกไปพร้อมกัน
ผู้นำสูงสุด (Supreme Leader) ของอิหร่าน ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในลำดับชั้นทางการเมืองและศาสนาของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ภายใต้หลักการ velayat-e faqih หรือ “การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม”
ผู้นำสูงสุดถือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศ มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในกิจการสำคัญของรัฐ และเป็นผู้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านตุลาการ ทหาร และสื่อ รวมถึงกำกับดูแล กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
ต่อไปนี้คือผู้ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเก็งสำหรับการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนต่อไปแห่งอิหร่าน
โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่สอง วัย 56 ปี ของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา ซึ่งกระแสข่าวล่าสุดที่กระพือแรงในวงสื่ออิหร่านชี้ว่า เขาถูกกำหนดให้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการแม้จะจวนเจียน โดยยังเกรงว่ามอจตาบาจะตกเป็นเป้าสังหารรอบใหม่โดยพลัน หลังจากที่เขาเพิ่งเอาชีวิตรอดจากการถล่มโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลมาได้อย่างหวุดหวิด
เป็นที่รู้กันว่า โมจตาบา มีอิทธิพลอย่างมากในฝ่ายบริหารและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม(IRGC) ซึ่งเป็นกองกำลังทหารที่ทรงอำนาจที่สุดของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม สายสัมพันธ์แบบพ่อสู่ลูกถือเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะมีรายงานว่าคาเมเนอีเองเคยคัดค้านการสืบทอดตำแหน่งแบบวงศ์วานว่านเครือ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมอิหร่านไม่ยอมรับ โดยเฉพาะหลังจากระบอบกษัตริย์ในสมัยพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ของอิหร่านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาถูกโค่นล้มในปีค.ศ.1979
อาลีเรซา อาราฟี อายุ 67 ปี นักการศาสนาและนักการเมืองระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งได้รับการตั้งขึ้นให้รักษาการผู้นำสูงสุดชั่วคราว จนกว่าสภาผู้เชี่ยวชาญจะเลือกผู้นำคนใหม่ เขาเป็นนักบวชที่ทรงอิทธิพลในวงการศาสนาของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน แต่ไม่ใช่นักการเมืองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อาราฟียังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่คัดเลือกผู้นำสูงสุด และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (Guardian Council) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบผู้สมัครเลือกตั้งและกฎหมาย นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้นำกาาละหมาดวันศุกร์ของเมืองกอม (Qom) ศูนย์กลางศาสนาที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และเป็นหัวหน้าระบบการศึกษาศาสนาของประเทศ
โมฮัมหมัด เมห์ดี มีร์บาเกรี อายุ 65 ปี เป็นนักบวชสายเคร่ง (ultra-hardline) และเป็นสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญ เขาเป็นที่รู้จักจากมุมมองที่วิพากษ์วิจารณ์ตะวันตกอย่างรุนแรง และปัจจุบันเป็นหัวหน้าสถาบันวิทยาศาสตร์อิสลามในเมืองกอม ทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อของมีร์บาเกรีได้ถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีศักยภาพสำหรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านเมื่อเร็วๆ นี้
โกลัม ฮอสเซน มอห์เซนี เอเจอี เป็นนักบวชอาวุโสและปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายตุลาการของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน หลังได้รับการแต่งตั้งจากคาเมเนอีในเดือนกรกฎาคม 2021 ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นรัฐมนตรีข่าวกรอง (ปี2005–2009) และต่อมาก้าวขึ้นเป็นอัยการสูงสุดและรองประธานศาลยุติธรรม เขาถูกมองว่าพวกเป็นสายเคร่งและอยู่ในฝ่ายอนุรักษนิยมของระบอบปกครองอิหร่าน
ฮัสซัน โคไมนี อายุ 54 ปี เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในการหารือเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดอิหร่านคนต่อไป เขาเป็นหลานชายของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และเป็นผู้ดูแลสุสานของปู่ของเขาในกรุงเตหะราน แม้ฮัสซัน โคไมนี จะไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่เขาถูกมองว่าเป็นสายปฏิรูปที่มีแนวคิดค่อนข้างสายกลางเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เขาเคยพยายามลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญในปี 2016 แต่ถูกสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์
ฮัสซัน โคไมนี หลานชายของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี
ไม่ว่าท้ายที่สุด โมจตาบา จะผงาดขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ตามคาดหรือไม่ หรือจะมีการตั้งม้ามืดตัวใดสับขาหลอกขึ้นมา แน่นอนว่ามีความท้าทายสุดหินมากมายที่รอผู้นำสูงสุดคนใหม่อยู่ ทั้งการนำอิหร่านฟันฝ่าศึกใหญ่ครั้้งนี้ให้จงได้ รวมถึงการควบคุมแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นภายในประเทศจากการรวมพลังลุกฮือของประชาชนผู้ต่อต้าน เพื่อโค่นล้มระบอบปกครองที่กดขี่ของอิหร่าน อย่างที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ยุยงให้ชาวอิหร่านคว้าโอกาสทองนี้ไว้!...
ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐอเมริกา แสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อสถานการณ์การเมืองในอิหร่าน โดยประกาศว่าเขาไม่ยอมรับ Mojtaba Khamenei ในฐานะผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน หากมีการแต่งตั้งขึ้นจริง
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Axios โดยระบุว่า สหรัฐจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน
“ลูกชายของคาเมเนอีเป็นผู้ที่ผมยอมรับไม่ได้ เราต้องการใครสักคนที่จะนำความสามัคคีและสันติภาพมาสู่อิหร่าน” ทรัมป์กล่าว
ผู้นำสหรัฐยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐควรมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว เช่นเดียวกับกรณีที่เขาอ้างถึงการสนับสนุนให้ Delcy Rodríguez ขึ้นเป็นผู้นำในเวเนซุเอลา
ทั้งนี้ Mojtaba Khamenei บุตรชายของ Ali Khamenei ถูกคาดการณ์ว่าอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โดยเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) และถูกมองว่าเป็นบุคคลสายแข็งที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้ประกาศแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่อย่างเป็นทางการ
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้ออกมายืนยันว่า ประเทศยังไม่ได้เลือกผู้สืบทอดตำแหน่งของ Ali Khamenei อย่างเป็นทางการ แม้จะมีกระแสข่าวว่า Mojtaba Khamenei ได้รับเลือกเป็นผู้สืบตำแหน่งแล้วก็ตาม
อยาตอลเลาะห์ Abdul Majid Hakimelahi ผู้แทนของผู้นำสูงสุดอิหร่านประจำอินเดีย ระบุว่า
“ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง เพราะจนถึงขณะนี้ สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านยังไม่ได้เลือกหรือเสนอชื่อใครเลย และกระบวนการยังคงดำเนินอยู่”
รายงานจากสื่ออิหร่านระบุว่า Assembly of Experts ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่แต่งตั้งผู้นำสูงสุดของประเทศ กำลังเผชิญความขัดแย้งภายในอย่างหนัก
สมาชิกจำนวน 8 คน จากทั้งหมด 88 คน ได้ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุมของสภา เพื่อประท้วงสิ่งที่พวกเขาระบุว่าเป็นแรงกดดันจาก Islamic Revolutionary Guard Corps ที่ต้องการผลักดันให้ Mojtaba Khamenei ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายยังแสดงความกังวลต่อแนวคิดเรื่อง “การสืบทอดอำนาจทางสายเลือด” โดยเกรงว่าอาจทำให้โครงสร้างการปกครองของอิหร่านมีลักษณะคล้ายกับระบอบราชวงศ์ ซึ่งเคยถูกโค่นล้มในการปฏิวัติอิสลามปี 1979
แหล่งข่าวจากสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งยังเปิดเผยว่า Ali Khamenei เองก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้บุตรชายของตนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด
ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์หลายฝ่ายยังคัดค้านการแต่งตั้ง Mojtaba Khamenei โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีสถานะทางศาสนาและความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลามในระดับสูงเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ขาดความชอบธรรมทางศาสนาในการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ Mojtaba Khamenei ไม่เคยดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาลของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน แม้จะถูกมองว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลในการควบคุมการเข้าถึงตัวของ Ali Khamenei แต่เขาแทบไม่เคยปรากฏตัวหรือกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณะ
สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)
มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ "ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า" ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้
รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม
นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน "กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก" โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น "จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม" เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง "America First" ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ "สงครามในต่างแดน" ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด
นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ
ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.
ที่มา Al Jazeera