ข่าว
โลกเดือด ปากีสถาน เปิดฉากถล่มกรุงคาบูล-เมืองใหญ่อัฟกานิสถาน ตอบโต้กลุ่มตาลีบัน

27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปากีสถานได้โจมตีเป้าหมายของรัฐบาลตาลีบันในเมืองใหญ่ๆ ของอัฟกานิสถานเมื่อคืนที่ผ่านมา ทั้งกรุงคาบูล และ กันดาฮาร์ เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา

หลังจากอัฟกานิสถานได้โจมตีข้ามแดนเข้าไปยังปากีสถาน ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งล่าสุดระหว่างทั้งสองประเทศที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน ล่าสุดรัฐมนตรีกลาโหมของปากีสถานยืนยันว่าปากีสถานได้เปิดฉากทำสงครามกับอัฟกานิสถานแล้ว

โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงของปากีสถาน ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวประกอบด้วยปฏิบัติการทางอากาศและภาคพื้นดิน มุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่น กองบัญชาการ และคลังเก็บกระสุนของทาลิบันในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ทั้งสองฝ่ายรายงานความสูญเสียอย่างหนัก โดยให้ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์สไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ

"ความอดทนของเราหมดลงแล้ว ตอนนี้มันคือสงครามเปิดเผยระหว่างเรากับอัฟกานิสถาน" คาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมของปากีสถาน กล่าว

การโจมตีครั้งนี้นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดที่ร้ายแรงที่สุดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในรอบหลายเดือน เสี่ยงต่อการทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางตามแนวพรมแดนยาวราว 2,600 กิโลเมตร และซ้ำเติมข้อพิพาทยืดเยื้อจากข้อกล่าวหาของอิสราเอลว่า อัฟกานิสถานให้ที่พักพิงแก่นักรบกลุ่มเตห์รีก-อี-ตอลีบัน ปากีสถาน (TTP) ซึ่งทางตาลีบันปฏิเสธ

วิดีโอที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของปากีสถานเผยแพร่แสดงให้เห็นแสงวาบในเวลากลางคืนจากการยิงปืนตามแนวชายแดนและเสียงปืนใหญ่ที่ดังสนั่น วิดีโอการโจมตีกรุงคาบูลแสดงให้เห็นกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากสองจุดและเปลวไฟขนาดใหญ่ในบางส่วนของกรุงคาบูล วิดีโออีกคลิปหนึ่งแสดงภาพอาคารกำลังลุกไหม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่ของกลุ่มตาลีบันในจังหวัดปักเตีย

ซาบิฮุลลาห์ มูจาฮิด โฆษกตาลีบัน กล่าวว่า กองกำลังปากีสถานได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในบางพื้นที่ของกรุงคาบูล กันดาฮาร์ และปักเตีย ส่วนโมชาร์ราฟ ไซดี โฆษกรัฐบาลปากีสถาน โพสต์บนเอ็กซ์ ว่า การตอบโต้ของปากีสถานต่อเป้าหมายในอัฟกานิสถานยังดำเนินต่อไป เพื่อตอบสนองต่อการโจมตีที่ไร้เหตุผลและปราศจากการยั่วยุจากอัฟกานิสถาน

ต่อมามีการเผยแพร่ข้อความของนายชาห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ของรัฐบาลว่า "คนทั้งชาติยืนหยัดอยู่เคียงข้างกองทัพปากีสถาน พร้อมกับยกย่องกองทัพที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณแห่งชาติ" เขาย้ำว่า "ประชาชนและกองกำลังติดอาวุธของปากีสถานพร้อมเสมอที่จะปกป้องความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ และ กองทัพปากีสถานมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมให้สันติภาพและความมั่นคงของประเทศถูกบั่นทอน ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม"

ด้าน ซัลไม คาลิลซาด นักการทูตซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษของสหรัฐเพื่อการปรองดองอัฟกานิสถานระหว่างปี 2018–2021 กล่าวว่า นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่ต้องยุติลง เขายังได้โพสต์อีกว่า "ชาวอัฟกันและชาวปากีสถานผู้บริสุทธิ์กำลังได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทางเลือกที่ดีกว่าคือการทำข้อตกลงทางการทูตระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะไม่ยอมให้ดินแดนของตนถูกใช้โดยบุคคลหรือกลุ่มใดๆ เพื่อคุกคามความมั่นคงของอีกฝ่าย"

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ในกรุงคาบูล รายงานว่า ได้ยินเสียงไซเรนรถพยาบาลจำนวนมากตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นและเสียงเครื่องบินเจ็ต

โฆษกของรัฐบาลปากีสถาน ได้ออกมาระบุว่า นักรบตาลีบันชาวอัฟกันเสียชีวิต 133 คน บาดเจ็บกว่า 200 คน ฐานที่มั่นถูกทำลาย 27 แห่ง และถูกยึด 9 แห่ง โดยโฆษกกลุ่มตาลีบัน กล่าวว่า ทหารปากีสถานเสียชีวิต 55 นาย และยึดฐานที่มั่นได้ 19 แห่ง ขณะที่นักรบตาลีบันเสียชีวิต 8 นาย บาดเจ็บ 11 นาย และพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 13 คน ในจังหวัดนังการ์ฮาร์

จบที่คลัง! ป.ป.ช.ขนทองแท่ง 20,976 บ. ทรัพย์สินอดีตบิ๊กสรรพากร เซ่นคดีร่ำรวยผิดปกติ

27 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้นายประทีป คงสนิท รองเลขาธิ การคณะกรรมการ ป.ป.ช. และนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมคณะ ร่วมกันส่งมอบทองคำแท่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1256/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นายสาธิต รังคสิริ ผู้ถูกกล่าวหา น้ำหนักประมาณ 20,976 บาททองคำ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ เพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน

สำหรับคดีดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดนายสาธิต รังคสิริ ผู้ถูกกล่าวหา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ในคดีร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2559 และมีมติว่ารายการสั่งซื้อทองคำแท่งในชื่อของนายสาธิต รังคสิริ กับบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง คอมโมดิทัช จำกัด รวม 15 รายการ เป็นทรัพย์สินที่นายสาธิต ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์มากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ และได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน


ปิดตำนาน 12 ปี เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โบกมือลากัมพูชา สื่อเขมรอ้างปมขัดแย้งทำคนเขมรแอนตี้ไทย

27 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าวประเทศกัมพูชา คีรีโพสต์ (Kiripost) ได้ออกมารายงานว่า โรงภาพยนต์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือโรงภาพยนตร์จากประเทศไทย ได้ยุติการดำเนินธุรกิจในประเทศกัมพูชา หลังจากอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ที่กัมพูชามานานกว่า 12 ปี

ขณะที่เฟซบุ๊ก Major Cineplex Cambodia ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ได้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาภาพยนตร์มากมายนับไม่ถ้วน ตั้งแต่การดูหนังครั้งแรก ไปจนถึงความทรงจำอันแสนพิเศษที่ได้แบ่งปันร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง พวกเราขอขอบคุณจากใจจริงต่อทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเรามาตลอดเส้นทางนี้ ความไว้วางใจและความรักจากท่านมีความหมายต่อพวกเราอย่างยิ่ง ในวันนี้ เราขอถ่ายทอดคำขอบคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับทุกความทรงจำที่เราได้ร่วมสร้างไปด้วยกัน จากก้นบึ้งของหัวใจ ขอบคุณที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของเรา

โดยเครือโรงภาพยนตร์ในประเทศกัมพูชา ภายใต้ชื่อ Major Cineplex Cambodia มีการบริหารงานในประเทศโดยบริษัท Major Platinum Cineplex (Cambodia) Co., Ltd. ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารจัดการของบริษัทแม่ในประเทศไทย คือ Major Cineplex Group Plc

Major Cineplex Group เป็นบริษัทด้านความบันเทิงและธุรกิจโรงภาพยนตร์จากประเทศไทย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานข่าว ระบุว่า การประกาศปิดกิจการของแบรนด์ และบริการจากประเทศไทยในกัมพูชารายล่าสุดนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการคว่ำบาตรสินค้าจากไทยอย่างต่อเนื่องในหมู่ชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ


สื่อโลกจับตา เมื่อโครงสร้างไทยกำลังถึงทางตัน เปิดบทวิเคราะห์ที่คนไทยต้องฟัง

โลกกำลังจับตามองประเทศไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ล่าสุด Financial Times สื่อเศรษฐกิจทรงอิทธิพลระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่บาดลึกถึงโครงสร้างชาติ โดยตั้งคำถามสำคัญว่า เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเสือเศรษฐกิจอย่างไทย ? จนทำให้วันนี้สถานะถูกลดระดับลงมาเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) ที่กำลังเดินรั้งท้ายในสมรภูมิอาเซียน

หากย้อนกลับไปหลังวิกฤตปี 2540 ไทยเคยเป็นต้นแบบของปาฏิหาริย์แห่งเอเชีย ที่ผงาดด้วยอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับ ภาวะอัมพาต ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ กำลังเร่งเครื่องเติบโตเกิน 5% ต่อปี แต่ไทยกลับดิ้นรนเพื่อให้ได้เพียงครึ่งเดียว

Financial Times ชี้ว่าความเปราะบางของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่บริษัทข้ามชาติเริ่มมองข้ามไทย เพราะเราไม่มีแรงงานรุ่นใหม่ที่เป็นหัวหอก และนโยบายรัฐที่ขาดความชัดเจนจนนักลงทุนหนีไปหาตลาดที่มีพลังมากกว่า

หนึ่งในเนื้อร้ายที่กัดกินศักยภาพของประเทศคือความไม่มั่นคงทางการเมือง บทวิเคราะห์ระบุว่าวงจรการรัฐประหารและการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่เสถียร ได้ทำลายความเชื่อมั่นในการวางแผนระยะยาว การปฏิรูปโครงสร้างสำคัญ ทั้งด้านภาษีและการศึกษาถูกแช่แข็งภายใต้อิทธิพลของโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความสิ้นหวัง และมองว่ามาตรฐานการครองชีพกำลังถอยหลังลง

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่สังคมสูงวัย ด้วยความเร็วที่น่ากลัวกว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาค แต่ความต่างที่เจ็บปวดคือ เราขาดงบประมาณและการเตรียมพร้อมที่ดีพอเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แรงงานที่ลดลงไม่เพียงแต่ทำให้ค่าใช้จ่ายรัฐพุ่งสูง แต่ยังลดเสน่ห์ของไทยในฐานะฐานการผลิตโลก หากไม่มีการปฏิวัติระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือนโยบายแรงงานต่างด้าวขนานใหญ่ ไทยอาจติดอยู่ในกับดักนี้ไปอีกนาน

ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมนิกเกิล หรือเวียดนามที่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีรายใหม่ ไทยยังคงฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิม ซึ่งเสี่ยงต่อการถูก Digital Disruption

ระบบการศึกษาไทยถูกวิจารณ์ว่าผลิตคนไม่ตรงงานทักษะด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงยังขาดแคลน ทำให้เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ที่จะไปแข่งด้านค่าแรงถูกก็ไม่ได้ จะแข่งด้านนวัตกรรมขั้นสูงก็ยังไม่ถึง

ภาระหนักอึ้งที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยคือ หนี้ครัวเรือน ที่สูงติดอันดับเอเชีย คนไทยส่วนใหญ่กำลังใช้ชีวิตบนยอดดอยของหนี้สิน ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ เมื่อบวกกับความเหลื่อมล้ำที่ขยายวงกว้างระหว่างกรุงเทพฯ และชนบท ยิ่งกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมความไม่สงบทางสังคมให้รุนแรงขึ้น

สื่อต่างประเทศของอังกฤษอย่าง Financial Times ยังทิ้งท้ายว่า ไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร แต่ขาด ความกล้าที่จะปฏิรูปอย่างเด็ดขาด ทางรอดเดียวที่จะพ้นจากการเป็นคนป่วยคือการยอมผ่าตัดใหญ่ ทั้งการเมือง การศึกษา และโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หากไทยยังเลือกที่จะระมัดระวังจนเกินเหตุ และเน้นแก้ไขปัญหาภายในแบบเฉพาะหน้า เราอาจจะกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าเศร้าของภูมิภาค... ในฐานะประเทศที่พลาดโอกาสดี ๆ ไปทั้งหมดอย่างน่าเสียดาย

ขวัญใจโลกตัวใหม่มาแล้ว สวนสัตว์แอริโซนาเปิดตัว เจลลี่บีน ลูกฮิปโปแคระ ความน่ารักสูสีพี่หมูเด้ง

27 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สวนสัตว์ ไวล์ดไลฟ์ เวิลด์ ซู (Wildlife World Zoo) ในรัฐแอริโซนา เปิดตัวลูกฮิปโปแคระอย่างเป็นทางการ ชื่อว่า 'เจลลี่บีน' (Jellybean) เป็นลูกของแม่ ลอลลี่ป๊อป (Lollipop) และพ่อตุ๊ดซี่โรล (Tootsie Roll) ขณะที่ชื่อของเจ้าฮิปโปแคระ 'เจลลี่บีน' ชนะการโหวตอย่างถล่มทลายถึง 81.3% โดยมีชื่อขนมหวานที่ถูกส่งเข้าชิงมี แคดเบอรี (Cadbury) ได้อันดับสอง (7.3%) ทไวซี่ (Twixi) ได้อันดับสาม (6.9%) และแทฟฟี่ (Taffy) ได้อันดับสี่ (4.6%)

'เจลลี่บีน' เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม มีน้ำหนักเพียงแต่ประมาณ 5 กิโลกรัมเท่านั้น ถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะนี้เจ้าฮิปโปน้อยมีน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัมแล้ว การกำเนิดของ เจลลี่บีน ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการอนุรักษ์ เพราะฮิปโปแคระเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่มีประชากรในธรรมชาติน้อยมาก พวกมันตัวเล็กกว่าฮิปโปโปเตมัสธรรมดาหลายเท่า ฮิปโปแคระกลายเป็นสายพันธุ์สัตว์ที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลกตั้งแต่ปี 2024 จากปรากฎการณ์ความน่ารักของเจ้าหมูเด้งของประเทศไทย