ข่าว
ผู้นำคิม เปิดประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9 โวบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจโสมแดง...

ผู้นำคิม จองอึน ของเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมพรรคแรงงานเกาหลีครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือสามารถบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจและกอบกู้วิกฤตทางเศรษฐกิจถดถอยได้สำเร็จ

สุนทรพจน์เปิดงานของผู้นำคิม ระบุว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้บรรลุความสำเร็จต่างๆ หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะด้านการเมือง เศรษฐกิจ การป้องกันประเทศ วัฒนธรรมและด้านการทูต ซึ่งล้วนมีส่วนเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเกาหลีเหนือ นอกเหนือจากนี้เกาหลีเหนือยังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกอีกด้วย

การประชุมพรรคแรงงานครั้งที่ 9 มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน ถูกจัดขึ้นเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและกำหนดนโยบายใหม่ในการพัฒนาประเทศ... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/news_5603991

ผู้นำคิมพยายามผลักดันให้สมาชิกในพรรคดำเนินนโยบายพัฒนากิจการต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศโดยเร็วที่สุด

การประชุมพรรคครั้งก่อนนั้น เกาหลีเหนือเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งในด้านภัยธรรมชาติและและวิกฤตด้านสาธารณสุขระดับโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ข้อมูลจากธนาคารกลางของเกาหลีใต้ระบุว่า ในปี 2020 เกาหลีเหนือต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 23 ปี ซึ่งเป็นผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) วิกฤตโรคระบาด รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เลวร้าย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในปี 2024 เศรษฐกิจเกาหลีเหนือเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 3.7 % ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่มาจากการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย

การประชุมครั้งนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างจับตาว่า จะมีการมอบตำแหน่งสำคัญให้กับคิม จูแอ ลูกสาวของคิม จองอึน และแต่งตั้งคิม จองอึน ขึ้นเป็นประธานาธิบดีหรือไม่...

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/news_5603991

EEEEEATSCON Miami 2026

EEEEEATSCON Miami 2026...เมื่อวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2026 ร้านจิตลดา LA นำทีมโดย เชฟแจ๊ส ศรินทิพย์ สิงห์สนอง และ เชฟน้ำตาล จรัสพร สังขมี ได้รับเชิญจาก The Infatuation เว็บไซต์ที่เขียนให้กับร้าน Jitlada มา 17 ปี ไปออกบูทอาหารไทยที่งาน EEEEEATSCON 2026 ที่ Bayfront Park เมือง Miami รัฐ Florida โดยทำ ลาบไก่ แกงเขียวหวานไก่ และ ผัดขี้เมาไก่ ไปออกบูทในงานให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยจากร้านดังของแอลเอ Ticket เข้างาน Sold Out ทั้งสองวัน มีนักชิมมาร่วมงานกว่า 2500 คน หลายคนชอบอาหารของร้านจิตลดามาก อยากให้มาเปิดที่รัฐฟลอริดา การไปครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่ร้านจิตลดาได้รับเชิญออกไป ทำอาหารต่างรัฐ โดยสองปีที่แล้วไปทำอาหารให้ James Beard Foundation ที่เมือง Chicago รัฐ Illinois

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

วันที่ 20 ก.พ.69 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา อ่านคำ

วินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกจัดเก็บแก่คู่ค้าทั่วโลก โดยมีคำตัดสินออกมาว่ามาตรการภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสก่อน ทั้งที่สภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษี ขณะที่กฎหมาย IEEPA อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐควบคุมการค้าในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกที่ใช้กฎหมายนี้ในการกำหนดภาษีศุลกากร

ในการอ่านคำวินิจฉัยล่าสุด ศาลสูงสุดของสหรัฐ นำโดย จอห์น โรเบิร์ต ผู้พิพากษาสูงสุด มีมติ 6 ต่อ 3 ในการยึดตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินหน้าที่ ด้วยการเรียกเก็บภาษีโดยใช้กฎหมายที่สงวนไว้ให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินของประเทศเท่านั้น และกฎหมายดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากร

ผู้พิพากษาสูงสุดระบุอีกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐล้มเหลวในการชี้ให้เห็นถึงการอนุมัติที่ชัดเจนจากสภาคองเกรส เพื่อให้เหตุผลในการใช้อำนาจพิเศษในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร

คำตัดสินดังกล่าวจากศาลสูงสุดสหรัฐถือเป็นการยกเลิกมาตรการที่ทรัมป์ใช้เป็นข้อต่อรองในเรื่องการต่างประเทศและเศรษฐกิจ ซึ่งการประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนแก่คู่ค้าทั่วโลกของสหรัฐทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินและเศรษฐกิจของโลก

รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับรายได้จากการจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่คู่ค้าต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคมปีที่แล้ว แต่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจำนวนเงินที่สหรัฐได้จากการจัดเก็บภาษีโดยใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act อาจมากถึง 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสหรัฐอาจต้องคืนเงินดังกล่าวหลังศาลสูงสุดตัดสินให้นโยบายภาษีของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทรัมป์อ้างถึงเหตุผลของการใช้กฎหมายดังกล่าวในการจัดเก็บภาษีศุลกากรคู่ค้าทั่วโลกว่านโยบายดังกล่าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมกับอ้างว่าสหรัฐถูกประเทศต่างๆ ขูดรีดมานานหลายปี และพิจารณาจะใช้กฎหมายอื่นๆ ในการเดินหน้าเก็บภาษีต่อไป

ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวหลังคำตัดสินของศาลสูงสุด ว่าหากไม่มีนโยบายภาษี ทุกคนคงล้มละลาย พร้อมกับยืนยันว่าเขามีสิทธิในการกำหนดภาษี เพราะเขาเป็นประธานาธิบดี... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10145712


ตำรวจเผยปล่อยตัว “แอนดรูว์” หลังถูกจับกุม-ลุยสอบข้อหาประพฤติมิชอบในหน้าที่

วันที่ 20 ก.พ. บีบีซี รายงานว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาใน สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อรอการสอบสวนเพิ่มเติม หลังถูกจับกุมในข้อหาประพฤติมิชอบในหน้าที่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่น

ตำรวจเขตเทมส์แวลลีย์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่าจับกุมชายคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ในมณฑลนอร์ฟอล์ก ถือเป็นครั้งแรกที่แอนดรูว์ถูกจับกุม ภายหลังยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสว่ากฎหมายต้องดำเนินไปตามกระบวนการ พร้อมย้ำว่าตำรวจได้รับการสนับสนุนและความร่วมมืออย่างเต็มที่จากพระองค์

ก่อนหน้านี้ตำรวจเปิดเผยว่ากำลังพิจารณาสอบสวนแอนดรูว์ในข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน เศรษฐีชาวอเมริกันสุดอื้อฉาวที่ถูกตัดสินจำคุกจากคดีค้าประเวณีผู้เยาว์และเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2562 รวมถึงกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาแบ่งปันข้อมูลที่เป็นความลับซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเผยแพร่เมื่อต้นเดือนก.พ.

เจ้าหน้าที่ยังระบุอีกว่ากำลังประเมินข้อกล่าวหาอีกกรณีที่ว่านายเอปสตีนส่งหญิงคนหนึ่งมายังสหราชอาณาจักรเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับแอนดรูว์ในปี 2553 หญิงคนดังกล่าวไม่ใช่ชาวอังกฤษและมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปีในขณะนั้น

ทีมข่าวบีบีซีเข้าใจว่าตำรวจเขตเทมส์แวลลีย์ได้ติดต่อกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนที่แอนดรูว์จะถูกจับกุมและไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาใดๆ ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_10144645


ผู้นำออสเตรเลียชี้คดี “นายแอนดรูว์” คือความตกต่ำ แต่ยังไม่เดินหน้าประชามติสาธารณรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่านายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี ผู้นำออสเตรเลีย กล่าวถึงการที่ตำรวจจับกุมและควบคุมตัว นายแอนดรูว์ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งดินบะระ พระราชอนุชาในสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ข้อหาต้องสงสัยประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ถือเป็นการ “ตกต่ำจากความรุ่งโรจน์อย่างเหลือเชื่อ”...

อย่างไรก็ตาม อัลบาเนซียังคงปฏิเสธการจัดทำประชามติเพื่อให้ออสเตรเลียเปลี่ยนระบอบเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งจะหมายถึงการเลิกรับรองประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ที่พระองค์ปัจจุบัน คือสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3

“ผมเป็นผู้นิยมระบอบสาธารณรัฐ แต่เราเพิ่งมีการทำประชามติไปในสมัยที่แล้ว ซึ่งการทำประชามติให้ผ่านในออสเตรเลียนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก” อัลบาเนซีกล่าวถึงประเด็นนี้ ในช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน เมื่อถูกถามว่าออสเตรเลียควรทบทวนความสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์หรือไม่...

อัลบาเนซีกล่าวเสริมว่า ตนเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และยืนยันว่าพระองค์ทรงรักและผูกพันกับออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า ออสเตรเลียควรมีประมุขแห่งรัฐที่เป็นคนออสเตรเลีย”

ออสเตรเลียเคยเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรมานานกว่า 100 ปี และได้รับเอกราชในทางปฏิบัติเมื่อปี 2444 แต่ยังไม่เคยเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสาธารณรัฐอย่างเต็มตัว โดยในการทำประชามติเมื่อปี 2542 ชาวออสเตรเลียลงมติ “คัดค้าน” การมีประธานาธิบดีแทนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไปอย่างเฉียดฉิว เนื่องจากเกิดความขัดแย้งในประเด็นที่ว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประมุขคนใหม่ควรมาจากการคัดสรรโดยรัฐสภาหรือประชาชน

25 ปีต่อจากนั้น ผลสำรวจที่จัดทำโดย “ยูกอฟ” เมื่อปี 2567 ปรากฏง่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 37% สนับสนุนให้ออสเตรเลียเป็นสาธารณรัฐ 43% คัดค้าน และอีก 20% ยังไม่ตัดสินใจ.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/news/5621881/

ทรัมป์สั่งเปิดแฟ้มลับ "ยูเอฟโอ-เอเลียน" จวก "โอบามา" หลุดเผยข้อมูลชั้นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการหน่วยงานรัฐและเพนตากอน เร่งเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว และ UFO ต่อสาธารณะ ชี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนสนใจ พร้อมวิจารณ์ "บารัก โอบามา" ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ผ่านพอดแคสต์ว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่ควรเป็นความลับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่า เขาได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเริ่มกระบวนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวและวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ (UFO) โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ "น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง" ต่อสาธารณชน

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า จากความสนใจอย่างล้นหลามของสาธารณชน เขาจะสั่งการให้นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม และหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เริ่มกระบวนการค้นหาและเผยแพร่เอกสารของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAP) และวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO)

นอกจากการสั่งเปิดแฟ้มลับแล้ว ทรัมป์ยังได้กล่าวโจมตีนายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของไบรอัน ไทเลอร์ โคเฮน ที่กลายเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ที่โอบามากล่าวถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกและปฏิเสธข่าวลือเรื่อง "แอเรีย 51" (Area 51)

โอบามากล่าวในพอดแคสต์ว่า "พวกเขามีจริง แต่ผมยังไม่เคยเห็น และพวกเขาไม่ได้ถูกเก็บไว้ใน Area 51 ไม่มีฐานทัพใต้ดินแบบนั้น เว้นแต่ว่าจะมีแผนสมคบคิดอันยิ่งใหญ่ที่ปิดบังแม้กระทั่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ"

ทรัมป์ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า โอบามาได้เปิดเผยข้อมูลที่ยังอยู่ในชั้นความลับซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าคำพูดส่วนไหนของโอบามาที่เป็นความลับ และเมื่อถูกถามถึงความเชื่อส่วนตัวทรัมป์ตอบเพียงว่า "ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีจริงหรือไม่"

ด้านสำนักงานของโอบามายังไม่มีการตอบโต้ต่อคำวิจารณ์ดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้โอบามาเคยโพสต์ผ่านอินสตาแกรมยืนยันว่าในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาไม่เคยเห็นหลักฐานการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยเขามองในเชิงสถิติว่าจักรวาลกว้างใหญ่มากจนน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น แต่โอกาสที่จะมาเยือนโลกนั้นมีน้อยมากเนื่องจากระยะทางที่ห่างไกล

ข้อมูลจากรายงานของเพนตากอนในปี 2022 และ 2024 ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่พบหลักฐานว่ามีเทคโนโลยีจากนอกโลกหรือมีการลงจอดฉุกเฉินบนโลก การพบเห็นส่วนใหญ่เป็นเพียงวัตถุธรรมดาหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกเข้าใจผิด

ด้านหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีบันทึกเกี่ยวกับ UFO จริง แต่กระจายอยู่ในหลายส่วนของคอลเลกชันเอกสารรัฐ

การเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างมากว่า ข้อมูลที่จะถูกเปิดเผยออกมานั้น จะมี "ความลับ" อะไรที่โลกยังไม่รู้ซ่อนอยู่หรือไม่.

ที่มา Reuters