เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. ที่ห้องประชุมชั้นบน ศาลาพระธรรมราชานุวัตร วัดไทยแอลเอ เมืองนอร์ธ ฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย สมาคม ชมรม และองค์กรต่างๆ ในนครลอสแอนเจลิส จำนวน 26 องค์ดร ประกอบด้วย 1.วัดไทยแอลเอ 2.สมาคมนวดไทยและสปาแห่งสหรัฐอเมริกา 3.หนังสือพิมพ์ ข่าวสดยูเอสเอ 4.สภาสตรีไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 5.สภาไทยทาวน์ลอสแอนเจลิส 6.สมาคมล้านนาไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 7.สโมสรโรตารีไทยทาวน์ 8.สมาคมอีสานแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 9.สมาคมไทยปักษ์ใต้แห่งแคลิฟอร์เนีย 10.สมาคมพยาบาลไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 11.สมาคมไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ 12.Songkran Festival USA 13.สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ USA
14.สภาหอการค้าไทยอเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนีย 15.โครงการฝันเป็นจริง 16.สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ USA 17. Center for the Pacific Asian Family (CPAF) 18. Asian Pacific Counseling and Treatment Centers (APCTC) 19.โครงการส่งเสริมการประกอบวิชาชีพ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส 20.ชมรมผู้ปกครองวัดไทย แอลเอ 21.ชมรมส่งเสริมความสุข 22.สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ 23.สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฯ 24.มูลนิธิธารน้ำใจสหรัฐอเมริกา 25.ร้านอาหาร Luv2eat Thai Bistro 26.สุสานพิมานไทย ได้พร้อมใจร่วมกันจัดงานขอบคุณและเลี้ยงส่งอำลาด้วยความรักและผูกพันให้กับ นายต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส คนที่ 18 ที่ครบวาระปฎิบัติหน้าที่ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส เตรียมเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ในเร็วๆ นี้
บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น มีผู้นำชุมชนและทีมงานจากองค์กรต่างๆ มาร่วมมอบช่อดอกไม้ และกล่าวคำขอบคุณจากใจที่ได้รับการสนับสนุน และได้รับความร่วมมืออย่างดีในกิจกรรมต่างๆ ของ ชุมชนไทยจาก กงสุลใหญ่ฯ ต่อ ศรลัมพ์ ตลอดระยะวลา 4 ปี 7 เดือน 23 วัน (นับถึงวันจัดงานอำลา) ที่ได้มาประจำการช่วยเหลือดูแลชุมชนไทยในแอลเอและคนไทยในรัฐอาณา 13 รัฐ
สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา นำโดย นายกฯ นายวศิน นวศีลวัตร์ (อู๋) ได้นำวงดนตรี KU Band USA
รวมตัวกันมาบรรเลงเพลงเปิดงานอย่างไพเราะอบอุ่นใจสุดคลาสสิก ต่อด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยจากคณะครูอาสาประจำการ รุ่นที่ 41 และนักเรียนแผนกนาฏศิลป์ของโรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยแอลเอ จากนั้น ท่านเจ้าคุณเริ่ม พระวิเทศกิตติคุณ ครูใหญ่โรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยแอลเอ และกรรมการบอร์ดวัดไทยฯ ได้กล่าวถึงความประทับใจที่ได้พบและมีโอกาสร่วมทำงานกับกงสุลใหญ่ฯ ในหลายวาระ พร้อมได้มอบเกียรติบัตรจากวัดไทยฯ ยกย่องและขอบคุณที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับชุมชนไทยและวัดไทยแอลเอ ตลอดระยะเวลาที่มาปฏิบัติหน้าที่ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส
นางศรีวงศ์ อาญาสิทธิ เจ้าของหนังสือพิมพ์ข่าวสดUSA และอดีตประธานบอร์ดองค์กร ไทยนิวเยียร์ ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของชุมชนไทยในแอลเอขึ้นกล่าวขอบคุณและกล่าวความในใจ เป็นคนแรก จากการที่ได้ร่วมทำงานกับกงสุลใหญ่ต่อ ศรลัมพ์ ทั้งในฐานะผู้นำชุมชนและในฐานะสื่อมวลชน เสร็จแล้วได้เชิญนายกสมาคม ชมรม และองค์กรต่างๆขึ้นกล่าว คนละห้านาที พร้อมมอบช่อดอกไม้ และถ่ายรูปกับคณะกรรมการทีมงานของแต่ละองค์กรเป็นที่ระลึก
ในงานมีการจัดทำวีดิทัศน์ ลำดับการร่วมทำงานระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนในต่างแดน ของกงสุลใหญ่ฯ และทีมงาน กับองค์กรต่างๆ ในแอลเอ ตลอดระยะเวลากว่าสี่ปี ฉายในงานให้ทุกคนได้ชมกัน โดยวีดิทัศน์ประกอบเพลง“สายใยไทยแอลเอ” อันแสนไพเราะและซาบซึ้ง แต่งเนื้อร้อง-ดนตรี โดย นายมารุต มโนรัตน์ และเสียงขับร้องโดย ณกานดา มโนพิชญ์
ไฮไลต์ช่วงท้ายของงาน กงสุลใหญ่ต่อ ศรลัมพ์ ได้กล่าวความรู้สึกจากเบื้องลึกของหัวใจในการมาประจำการที่แอลเอ พร้อมขอบคุณทุกๆท่าน ที่ร่วมกันจัดงานนี้ให้ อีกทั้งได้ร่วมอวยพรให้มีความสุข มีความเจริญในหน้าที่การงานสานการทูตในบทบาทใหม่ที่จะไปรับตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้กับชุมชนไทยในแอลเอก่อนจะอำลาเมืองนางฟ้าว่า ขอให้ชุมชนไทยในแอลเอซึ่งเป็นชุมชนไทยในต่างแดนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความรักความสามัคคี มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน และ ขอให้เปิดใจรับ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส คนใหม่ “ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนดี เป็นคนเก่ง จะเข้ากับพวกเราได้…ในอีก 9 ปี ข้างหน้า ผมจะเกษียณอายุราชการ มิตรไมตรีที่ทุกท่านมอบให้ยังไม่ไปไหน ผมยังเป็น นายต่อ ศรลัมพ์ เหมือนเดิม ขอขอบคุณในน้ำใจทุกๆ ท่านอีกครั้งครับ”
บรรยากาศเพิ่มความอบอุ่นมากยิ่งขึ้น เมื่อกงสุลใหญ่ต่อ ศรลัมพ์ สวมมาดศิลปินนักร้องนักดนตรี เล่นกีตาร์ และร้องเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” และ “พี่สาวครับ” เป็นของขวัญรอบอำลามหานครนางฟ้าให้กับชาวแอลเอได้รับฟังและร้องคลอตามไปด้วยอย่างมีความสุขสนุกสนานกันทั้งห้องจัดงาน เป็นงานเลี้ยงอำลาที่เต็มไปด้วยความรักความผูกพันอย่างแนบแน่นสุดแสนประทับใจ
นายต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิส มีกำหนดเดินทางไปรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำพม่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ และผู้ที่จะเดินทางมารับตำแหน่งแทนเป็นกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส คนใหม่ ลำดับที่ 19 คือ นายสมภพ เสริมสวัสดิ์ศรี (เอ็ม) อดีตกงสุลหนุ่มที่เคยมาประจำการที่แอลเอในยุค ท่านทูตจักร บุญ-หลง เป็นกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส คนที่ 13 ตำแหน่งล่าสุดเป็นผู้อำนวยการกองเขตแดน
กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เป็นศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนทวีธาภิเษก
งานเลี้ยงอำลาด้วยความขอบคุณและความประทับใจ กงสุลใหญ่ ต่อ ศรลัมพ์ ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการบอร์ดและคณะทีมงานวัดไทยแอลเอ จัดสถานที่ อาหาร เครื่องเสียงและลำดับขั้นตอนการดำเนินงานนำโดย ท่านเจ้าคุณเริ่ม พระวิเทศกิตติคุณ นายสมชาย ไทยทัน นายตัน พัฒนะ นางจีน่า ปรีชา นายสุภาพ นุชิต คณะครูอาสาประจำการ รุ่นที่ 41 คณะครูซัมเมอร์ ประจำปี 2569 คณะครูท้องถิ่น ชมรมผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยแอลเอ ร่วมตกแต่งสถานที่ ป้ายแบ็คดรอปโดย นางรัตนหทัย ใจยงค์ (ก้อย) และทีมงานจากสมาคมล้านนาไทยฯ& โรตารีคลับไทยทาวน์
ในการนี้ นางสิริกมล ศรลัมพ์ คู่สมรส พร้อมด้วยข้าราชการ ครอบครัว และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอำลาครั้งนี้กันอย่างพร้อมเพรียง
เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัย นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะเก และ นายชวลิต ไชยวงศ์ ลูกเรือไทย 3 คนบนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่ประสบเหตุขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569...
โดยนายมังกร วางพวงหรีดแสดงความอาลัยร่วมกับผู้บริหารบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (Precious Shipping) เจ้าของเรือ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะนำส่งร่างกลับไปยังภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิตเพื่อครอบครัวประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรมการกงสุล ได้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำร่างลูกเรือไทย 3 คนกลับจากอิหร่านสู่ประเทศไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอขอบคุณทางการโอมานและทางการอิหร่านที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี...
เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัย นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะเก และ นายชวลิต ไชยวงศ์ ลูกเรือไทย 3 คนบนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่ประสบเหตุขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569...
โดยนายมังกร วางพวงหรีดแสดงความอาลัยร่วมกับผู้บริหารบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (Precious Shipping) เจ้าของเรือ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะนำส่งร่างกลับไปยังภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิตเพื่อครอบครัวประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรมการกงสุล ได้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำร่างลูกเรือไทย 3 คนกลับจากอิหร่านสู่ประเทศไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอขอบคุณทางการโอมานและทางการอิหร่านที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี...
ที่เมือง ลา กัวอิรา ประเทศเวเนซุเอลา เมือวันที่ 3 ก.ค.69 เกิดเหตุปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ในปฏิบัติการกู้ภัยระดับโลก หลังทีมเจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือชายคนหนึ่งให้รอดชีวิตออกมาจากซากปรักหักพังของอาคารถล่มสูง 9 ชั้นในประเทศเวเนซุเอลาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นเวลานานถึง 8 วันเต็มหลังจากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
ผู้รอดชีวิตรายนี้คือ นายเฮอร์นัน อัลเบร์โต กิล ฟลอเรส ติดอยู่ใต้เศษซากปรักหักพังลึกกว่า 29 ฟุต บริเวณพื้นที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้ากาเลเรียส พลายา กรานเด ในเมืองลา กัวอิรา โดยเจ้าหน้าที่ทีมกู้ภัยทั้งในประเทศและทีมสนับสนุนจากนานาชาติต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดและวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบตลอดหลายวัน จนกระทั่งสามารถนำตัวเขาออกมาได้สำเร็จในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
รายงานจากหน่วยดับเพลิงประเทศชิลีระบุว่า นายเฮอร์นัน ซึ่งอยู่ในวัย 40 ปี และปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าดังกล่าว อยู่ในเกณฑ์อาการดีอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากต้องติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมาเพราะแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวรุนแรงสองระลอกซ้อนที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา
ทางหน่วยดับเพลิงได้แถลงการณ์เพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการเจาะซากตึกเพื่อช่วยเหลือในครั้งนี้ต้องใช้เวลายาวนานและต่อเนื่องกว่า 70 ชั่วโมง โดยหลังจากนำตัวเขาขึ้นมาจากใต้ตึกได้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลและสถานพยาบาลในพื้นที่ทันทีเพื่อตรวจเช็กสภาพร่างกายอย่างละเอียด
หลุยส์ โรดริเกซ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินประจำสภากาชาดเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมกู้ชีพส่วนหน้า ได้เปิดเผยความคืบหน้ากับสำนักข่าวรอยเตอร์ในพื้นที่เกิดเหตุว่า นับเป็นความโชคดีอย่างมากที่เมื่อนำตัวนายเฮอร์นันขึ้นรถพยาบาลแล้ว สัญญาณชีพและอาการโดยรวมของเขายังคงทรงตัวอย่างดี ตลอดเส้นทางการนำส่งโรงพยาบาลเขายังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน รู้สึกตัวดี และให้ความร่วมมือกับทีมแพทย์เป็นอย่างดี โดยสัญญาณชีพทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปกติทั้งหมด
ทางด้าน นางกุสวิมาร์ กอนซาเลส ภรรยาของนายเฮอร์นัน ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่สามีจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัย โดยเธอเล่าว่าต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานและความโศกเศร้าอย่างหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมาหลังเกิดแผ่นดินไหว เพราะคิดว่าสามีคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว แต่ทันทีที่รู้ว่าเขายังคงมีลมหายใจอยู่ มันเหมือนได้เห็นแสงสว่างในชีวิตกลับมาอีกครั้ง และเธอยังยกย่องสามีด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาเข้มแข็งมากและเป็นเหมือนวีรบุรุษตัวจริง
สำหรับเบื้องหลังการรอดชีวิตในครั้งนี้ ทีมกู้ภัยระบุว่าพวกเขาสามารถเจาะช่องเพื่อทำการติดต่อสื่อสารกับนายเฮอร์นันได้ก่อนหน้านี้ โดยได้ส่งทั้งน้ำ ดื่ม อาหาร และยารักษาโรคที่จำเป็นเข้าไปประทังชีวิต รวมถึงการให้สารน้ำและสารอาหารเหลวผ่านทางสายยางและเข็มฉีดยาในระหว่างที่รอการเจาะทลายคอนกรีต
นอกจากนี้ยังมีภาพวิดีโอที่มีการเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์นาทีชีวิตขณะที่ศีรษะและไหล่ของนายเฮอร์นันโผล่พ้นออกมาจากซากปรักหักพังได้ครึ่งตัว โดยเขาสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละอองและมีดวงตาที่แดงก่ำจากสภาวะขาดน้ำและฝุ่นควัน
ด้านกรมดับเพลิงชิลีได้จำกัดความถึงปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ว่าเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างของอาคาร 9 ชั้นที่พังทลายลงมานั้นไม่มีความมั่นคงเลย และทีมกู้ภัยต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากเศษปูนและเศษซากอาคารที่พร้อมจะทรุดตัวและร่วงหล่นลงมาทับตลอดเวลา
ขณะที่ เซบาสเตียน โมกอร์เกอร์ ผู้แทนจากทีมประเมินและประสานงานภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าเป็นปฏิหาริย์แห่งการกู้ภัยอย่างแท้จริง เพราะโดยปกติแล้วหากผ่านพ้น 7 วันหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว โอกาสในการรอดชีวิตจะริบหรี่มาก เนื่องจากช่วงเวลาที่เรียกว่า ช่วงเวลาทอง หรือ Golden Period ในการค้นหาผู้รอดชีวิตจะอยู่ภายใน 3 วันแรกเท่านั้น หลังจากนั้นโอกาสที่จะมีชีวิตรอดโดยไม่มีแหล่งน้ำดื่มจะลดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าขั้นวิกฤต
อย่างไรก็ตาม แม้จะล่วงเลยมานานกว่า 8 วันหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่ทางด้าน เดลซี โรดริเกซ ได้ยืนยันว่า ภารกิจการค้นหาและกู้ภัยผู้ประสบภัยใต้ซากอาคารจะยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีการยุติ
ข้อมูลจากสภากาชาดคอสตาริการะบุว่า หน่วยกู้ภัยได้รับสัญญาณแจ้งเตือนเป็นครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าอาจจะมีผู้รอดชีวิตติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของห้างสรรพสินค้ากาเลเรียส พลายา กรานเด ซึ่งหน่วยดับเพลิงชิลีได้ระดมอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งระบบเรดาร์โซนาร์และเครื่องตรวจจับคลื่นสัญญาณเสียง จนสามารถยืนยันตำแหน่งและพิกัดของผู้รอดชีวิตใต้ตึกได้อย่างแม่นยำ
หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติจากประเทศต่างๆ ประมาณครึ่งโหล ได้ร่วมแรงร่วมใจกันวางแผนขุดเจาะและเปิดเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดผ่านโครงสร้างตึกที่พังทลาย เพื่อส่งการดูแลรักษาชีวิตและปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นายเฮอร์นันอย่างสุดความสามารถตลอด 3 วันเต็ม
ทางด้าน เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ได้ออกมาแถลงการณ์ยกย่องและชื่นชมความสำเร็จของปฏิบัติการกู้ภัยในวันพฤหัสบดี โดยระบุว่า วันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคนมาร่วมรำลึกและเฉลิมฉลองให้กับปาฏิหาริย์แห่งชีวิตของ นายเฮอร์นัน กิล และขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกคน ทั้งทีมงานในประเทศและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ที่ยอมเสียสละทั้งแรงกาย แรงใจ และจิตวิญญาณในการทุ่มเททำภารกิจที่ยากลำบากนี้จนประสบความสำเร็จ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ปรับเพิ่มคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มก่อตัวอย่างรวดเร็วและพัฒนาเป็น เอลนีโญระดับรุนแรง ภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมเตือนว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น
ดับเบิลยูเอ็มโออธิบายว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้นเป็นระยะ โดยทั่วไปจะคงอยู่ประมาณ 9-12 เดือน และส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของสภาพอากาศสุดขั้ว...
ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ดับเบิลยูเอ็มโอเคยคาดการณ์ว่า เอลนีโญจะอยู่ในระดับปานกลาง หรืออาจรุนแรง แต่ข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดทำให้องค์กรมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เอลนีโญระดับรุนแรงกำลังพัฒนาในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร...
นอกจากนี้ ดับเบิลยูเอ็มโอโลกระบุว่า หากข้อมูลที่ได้รับในช่วงปลายฤดูร้อนบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่รุนแรงยิ่งขึ้น ก็อาจมีการปรับเพิ่มการคาดการณ์เป็น “เอลนีโญระดับรุนแรงมาก” การพยากรณ์ตามฤดูกาลยังชี้ให้เห็นรูปแบบสภาพอากาศที่เป็นลักษณะเฉพาะของเอลนีโญอย่างชัดเจน ได้แก่ ภาวะแห้งแล้งกว่าปกติในหลายพื้นที่ของโลก เช่น อเมริกากลาง ภูมิภาคแคริบเบียน อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ รวมถึงปริมาณฝนที่ลดลงในเอเชียใต้ช่วงฤดูมรสุม และบางพื้นที่ของอินโดนีเซียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน ดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า ยุโรปเพิ่งเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ระหว่างวันที่ 20-28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้ระบบสาธารณสุขรับภาระหนัก โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้แทบจะแน่นอนว่า เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.
เครดิภาพ : REUTERS...