พายุไซโคลนเกซานีถล่มมาดากัสการ์ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 20 ราย เมืองโตอามาซีนาเสียหายหนัก ต้นไม้ล้มขวางถนน ทางการเร่งช่วยเหลือและประเมินสถานการณ์
พายุไซโคลนเขตร้อน “เกซานี” พัดถล่มเมืองโตอามาซีนา บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศมาดากัสการ์ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก ล่าสุดมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสำรวจความเสียหายในหลายพื้นที่
สำนักข่าว AFP เผยต้นไม้จำนวนมากหักโค่นและล้มขวางถนนทั่วเมือง หลังพายุพัดผ่านด้วยกระแสลมรุนแรงและฝนตกหนัก ทำให้การสัญจรติดขัดและโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้รับความเสียหาย
หน่วยงานท้องถิ่นของมาดากัสการ์ระบุว่า ทีมกู้ภัยยังคงเข้าพื้นที่เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่ามกลางสภาพอากาศที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยบางพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและลมกระโชกแรง
ประชาชนได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง พร้อมติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคและเปิดเส้นทางหลักเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงได้รวดเร็ว
เหตุการณ์ไซโคลนเกซานีครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภัยธรรมชาติรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในช่วงฤดูพายุปี 2569 โดยหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ร้านอาหาร Luv2eat Thai Bistro โดยเจ้าของและผู้บริหาร เชฟปลา โนรี คงวุธ เชฟเฟิร์น แก้วตาทิพย์ และ เชฟปังปอนด์ ประภาส คงวุธ เจ้าของฉายา“เจ้าหญิงพอลลีนLA”ได้เชิญพี่ๆ สื่อมวลชนไทย ไปทานอาหารเพื่อขอบคุณที่ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารของร้านมาตลอดทั้งปีพร้อมแนะนำเมนูอาหารใหม่ต้อนรับปี 2026 กว่า 10 เมนู ที่ล้วนอร่อยเลิศรส สมกับที่ร้านได้มิชลินถึง 5 ปี และเป็นร้านที่ได้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ประจำนครลอสแอนเจลิสอีกด้วย การเพิ่มเมนูใหม่หลากหลายทางเลือกให้กับลูกค้า ต้อนรับปีใหม่ 2026 ทำให้ร้าน Luv2eat เป็นร้านอาหารไทยที่มีอาหารทั้งสี่ภาคของประเทศไทยให้เลือกทานอย่างครบครัน
พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้ที่นั่งเกิน 2 ใน 3 ของสภา หลังสื่อบังกลาเทศรายงานผลนับคะแนนล่าสุดระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตรได้อย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง
พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.) โดยผลคะแนนล่าสุดชี้ว่าพรรคสามารถครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำพาความสงบกลับคืนสู่ประเทศ หลังเผชิญความวุ่นวายจากการลุกฮือของกลุ่ม Gen Z จนนำไปสู่การขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา เมื่อปีที่ผ่านมา
ผลการนับคะแนนเบื้องต้นระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตร กวาดที่นั่งไปแล้วอย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคจามาต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) และพันธมิตร ได้ไป 70 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรค BNP ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในรอบ 20 ปี
ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง พรรค BNP ได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณประชาชน พร้อมสั่งระงับการจัดกิจกรรมฉลองหรือขบวนแห่ชัยชนะทุกรูปแบบ โดยขอให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาติแทน
คาดกันว่า นายทาริก ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเขาเป็นบุตรชายของนายเซียอูร์ ราห์มาน อดีตประธานาธิบดีและผู้ก่อตั้งพรรค ซึ่งนายทาริกเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังต้องลี้ภัยอยู่นานถึง 18 ปี
ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลรักษาการ นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ วัย 85 ปี หลังจากที่นางชีค ฮาสินา ลี้ภัยไปยังอินเดียเมื่อเดือนสิงหาคม 2024
ด้านนายชาฟิกูร์ ราห์มาน หัวหน้าพรรคจามาต-อี-อิสลามี ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และยืนยันว่าพรรคของเขาจะไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพียงเพื่อค้านไปทุกเรื่อง แต่จะเน้นการทำ "การเมืองเชิงบวก" เพื่อประโยชน์ของชาติ
ขณะที่พรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยกลุ่มนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน สามารถคว้าที่นั่งมาได้เพียง 5 ที่นั่ง จากทั้งหมด 30 ที่นั่งที่ส่งผู้สมัครลงชิงชัย
การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกว่าร้อยละ 60 สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2024 ที่มีผู้ใช้สิทธิเพียงร้อยละ 42 โดยมีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 2 วาระ การเสริมสร้างความเป็นอิสระของตุลาการและเพิ่มสัดส่วนตัวแทนสตรีในสภา การจัดตั้งสภาที่สองเพิ่มเติมจากสภาเดิมที่มี 300 ที่นั่ง รวมถึงกำหนดให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางในช่วงจัดการเลือกตั้ง
ชัยชนะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งบังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา.
ที่มา Reuters
บรรดาผู้นำของสหภาพยุโรป (อียู) ให้คำมั่นว่าจะเร่งดำเนินการปฏิรูป เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาของยุโรป แต่พวกเขามีความเห็นที่แตกต่างกัน ในประเด็นการกู้ยืมเงินร่วมกัน เพื่อช่วยให้กลุ่มประเทศสมาชิกรับมือกับภัยคุกคามจากจีนและสหรัฐ...
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ว่า การลดการพึ่งพาประเทศนอกอียู มีความเร่งด่วนมากขึ้น เนื่องจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระดับโลกที่ดุเดือดยิ่งขึ้น และเศรษฐกิจที่ตามหลังประเทศมหาอำนาจ...
ผู้นำอียูเห็นพ้องตรงกันว่า เศรษฐกิจที่ซบเซาของยุโรปต้องการการกระตุ้น และหวังว่า “การระดมสมอง” จะช่วยให้พวกเขาตกลงเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาได้
“เรามีความรู้สึกเร่งด่วนเหมือนกัน เราต้องลงมือทำทันทีและเร่งดำเนินการ เพราะเรากำลังถูกกดดันจากการแข่งขันระดับนานาชาติ” ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวหลังการเจรจา...
ด้านนายอันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวว่า การหารือนำมาซึ่ง “พลังงานใหม่” ในการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะมี “มาตรการที่เป็นรูปธรรม” ในการประชุมผู้นำอียูครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน มี.ค. นี้
ขณะที่ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับหลักการ “หนึ่งยุโรป หนึ่งตลาด” ซึ่งจะบูรณาการตลาดเดียวของอียูให้ดียิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกเงินทุนภาคเอกชนที่บริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศสมาชิกต้องการ สำหรับการขยายธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกยังคงปรากฏให้เห็นในกลุ่มประเทศสมาชิก 27 ประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญอย่างหนี้สิน ซึ่งมาครงและฝรั่งเศส ผลักดันการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในอียู และการกู้ยืมเงินร่วมกัน แต่นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี กล่าวว่า การกู้เงินถือเป็น “สถานการณ์พิเศษ” และกลุ่มต้องใช้ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.
เครดิตภาพ : REUTERS...
แสงเหนือรูปหัวใจกลางฟ้านอร์เวย์ก่อนวาเลนไทน์ ช่างภาพโชว์ไฟล์ต้นฉบับยืนยันไม่ใช่ AI - ภาพจาก IG @krisvang
ฮือฮา! แสงเหนือรูปหัวใจกลางฟ้านอร์เวย์ก่อนวาเลนไทน์ ช่างภาพโชว์ไฟล์ต้นฉบับยืนยันไม่ใช่ AI ความงดงามสุดโรแมนติก สร้างความตื่นตาตื่นใจทั่วโซเชียล
13 กุมภาพันธ์ 2569 – ก่อนถึงวันวาเลนไทน์เพียงไม่กี่วัน โลกออนไลน์ต่างตื่นตาตื่นใจกับภาพ “แสงเหนือรูปหัวใจ” ที่ปรากฏชัดเจนบนท้องฟ้าเหนือประเทศนอร์เวย์ จนกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ภาพดังกล่าวถูกยกให้เป็นของขวัญจากธรรมชาติ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรักได้อย่างโรแมนติกเกินคาด
ภาพนี้เป็นผลงานของช่างภาพชาวนอร์เวย์ คริสทอฟเฟอร์ วังเกน เจ้าของบัญชีอินสตาแกรม @krisvang ที่สามารถบันทึกจังหวะสุดพิเศษของแสงสีเขียวเรืองรองจากปรากฏการณ์ ออโรรา บอเรอาลิส หรือแสงเหนือ ซึ่งก่อตัวเป็นรูปหัวใจอย่างชัดเจน ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ปลอดโปร่งไร้เมฆ
วังเกนเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า เขาฝันอยากถ่ายภาพแสงเหนือให้มีรูปร่างเป็น “บางสิ่งบางอย่าง” มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนก พายุทอร์นาโด หรือแม้แต่กะโหลกศีรษะ แม้ก่อนหน้านี้จะมีจังหวะที่เกือบสำเร็จหลายครั้ง แต่เขามองว่ารูปร่างยังไม่ชัดเจนพอ จนกระทั่งคืนหนึ่ง โชคก็เข้าข้างและได้ภาพที่รอคอย
“บางทีรูปหัวใจอาจดูเชยไปนิด แต่ผมก็ไม่คิดจะบ่นเลย” เขากล่าวติดตลก พร้อมยอมรับว่านี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดในเส้นทางการถ่ายภาพของเขา
สำหรับปรากฏการณ์ แสงเหนือ เกิดจากอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์พุ่งชนกับก๊าซในชั้นบรรยากาศโลก ทำให้อะตอมปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นแสงหลากสี ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ชมพู ม่วง หรือแดง กลายเป็นม่านแสงพลิ้วไหวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้เห็นสักครั้งในชีวิต
อย่างไรก็ตาม หลังภาพถูกเผยแพร่ กระแสชื่นชมก็ตามมาพร้อมกับข้อสงสัย ผู้ใช้โซเชียลบางส่วนตั้งคำถามว่า ภาพดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นด้วย AI ขณะที่อีกจำนวนมากยืนยันว่า ธรรมชาตินั้นมหัศจรรย์เกินกว่าจะประเมินค่าได้ และยกให้เป็นหนึ่งในภาพแสงเหนือที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็น
เพื่อตอบข้อกังขา วังเกนได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ภาพนี้ไม่ใช่ผลงานจาก AI พร้อมเผยไฟล์ RAW ต้นฉบับเป็นหลักฐาน เขาอธิบายว่า ภาพส่วนใหญ่ของเขาเป็นภาพถ่ายจริงเพียงเฟรมเดียว ก่อนนำไปปรับแต่งสีและแสงในโปรแกรม Lightroom และ Photoshop แม้บางครั้งจะใช้เทคนิคโฟกัสสแตกหรือการเบลนด์ภาพ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการถ่ายภาพกลางคืน
ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาไปไกล ภาพแสงเหนือรูปหัวใจครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างความประทับใจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ธรรมชาติยังคงสร้างความมหัศจรรย์ได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ใด ๆ...
ที่มา: NDTV...
เกิดเหตุยิงในหอพักมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย สั่งปิดพื้นที่และยกเลิกการเรียน เร่งสอบสวนหาสาเหตุ
13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ยิงในบริเวณหอพักภายในมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ของชาวผิวดำ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย นำไปสู่การประกาศปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยทันที
มหาวิทยาลัยเผยแพร่ข้อมูลผ่านหน้าเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของทางมหาวิทยาลัยว่า เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ภายในอพาร์ตเมนต์ของกลุ่มอาคารที่พักนักศึกษา ฮิวจีน สวีทส์ (Hugine Suites) อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีรายละเอียดอย่างเป็นทางการออกมาค่อนข้างน้อย รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าผู้ก่อเหตุยังคงหลบหนีอยู่หรือไม่
เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยระบุเพิ่มเติมว่า ยังไม่มีการยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตทั้งสองราย รวมถึงยังไม่ทราบอาการล่าสุดของผู้ได้รับบาดเจ็บ สำหรับมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนาสเตท เป็นหนึ่งในสองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของชาวผิวสีในเมืองออเรนจ์เบิร์ก รัฐเซาท์แคโรไลนามีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 3,000 คน โดยในเมืองดังกล่าวยังมีมหาวิทยาลัยแคลฟลิน ตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่งด้วย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยสาธารณะของมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี โดยระบุเพียงว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยรายละเอียด ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยได้ประสานงานขอความช่วยเหลือไปยังกองบังคับการตำรวจรัฐเซาท์แคโรไลนา เพื่อให้เข้ามาดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุกราดยิงในครั้งนี้ พร้อมทั้งประกาศยกเลิกการเรียนการสอนทั้งหมดในวันศุกร์
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012