18 มกราคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat เมื่อวานนี้ว่า การที่ชาวจีนจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกล่อลวงพาเข้าไปยังแหล่งหลอกลวงต้มตุ๋นทางไซเบอร์และหายตัวไป ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพันธมิตร แถลงการณ์ระบุว่า นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงพนมเปญ ได้เรียกร้องระหว่างการประชุมกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา ให้รัฐบาลกัมพูชาเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามอุตสาหกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว นายหวัง กล่าวว่า จีนมีความกังวลอย่างยิ่งในหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับการที่พลเมืองจีนสูญหายหรือหายตัวไปในกัมพูชา กรณีสร้างความเสียหายส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนล้วนเชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและกัมพูชา
ด้านรัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า กำลังดำเนินการกวาดล้างอุตสาหกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว ซึ่งตามข้อมูลของสหประชาชาติ ระบุว่า มีผู้ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนี้อย่างน้อย 100,000 คน ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้
ทั้งนี้ ในช่วงแรกกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายปฏิบัติการไปยังหลายภาษา เพื่อหลอกลวงเหยื่อทั่วโลกและสร้างรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ผู้ที่กระทำการหลอกลวงเหล่านี้ บางส่วนเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ ขณะที่บางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ถูกค้ามนุษย์ ถูกกักขัง และถูกบังคับให้ทำงานโดยถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรง
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มความพยายามในการติดตามจับกุมบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีในประเทศจีน ขณะที่กัมพูชาได้ส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าบริหารศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในกัมพูชา กลับไปยังจีนเมื่อวันที่ 6 มกราคม
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC ประเมินว่า เฉพาะปี 2566 ปีเดียว การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.16 ล้านล้านบาทในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนลกล่าวหาว่า รัฐบาลกัมพูชาเจตนาเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจากแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์
วันที่ 23 มกราคม 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเอ็กซ์ Srettha Thavisin @Thavisin ว่า #MarriageEquality วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของ #สมรสเท่าเทียม ครับ
วันนี้ของปีที่แล้ว เราสะท้อนอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจของผู้คนจำนวนมาก
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับพี่น้องชาว LGBTQ+ ทุกคน วันที่เราทุกคนสามารถสร้างครอบครัวของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในเพียง 5 วันแรก มีคู่รัก LGBTQIA2S+ เข้าจดทะเบียนมากกว่า 3,000 คู่ ตัวเลขนี้สะท้อนความหมายของ “สิทธิ” และ “ความสุข” ได้อย่างแท้จริง
แต่ความเท่าเทียมไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การสมรส ยังมีอีกหลายมิติที่สังคม รวมถึงนโยบายยังต้องร่วมกันผลักดันต่อไป
เมื่อไหร่ที่อัตลักษณ์ทางเพศจะได้รับการรับรองอย่างครบถ้วน เมื่อไหร่ที่สิทธิด้านการเป็นพ่อแม่และการสร้างครอบครัวจะเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เราจะรอระบบที่จะคุ้มครองพวกเราทุกคนต่อไปครับ
Happy one-year anniversary of Marriage Equality in Thailand
23 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ได้ออกมาตอบโต้ปมคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กล่าวบนเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า "แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ"
'มาร์ก คาร์นีย์' ได้กล่าวว่า แคนาดาเจริญรุ่งเรืองเพราะค่านิยมของชาวแคนาดาเอง และแคนาดาสามารถแสดงให้โลกเห็นว่า อนาคตไม่จำเป็นต้องมีเผด็จการ เรื่องนี้เกิดจากที่ 'มาร์ก คาร์นีย์' กล่าวในการประชุมดาวอส ประณามการบีบบังคับของมหาอำนาจ ที่มีต่อประเทศเล็กๆ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อของ 'ทรัมป์' โดยตรง
'ทรัมป์' กล่าวในสุนทรพจน์ของตัวเองว่า "แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ จำไว้ด้วยนะมาร์ก ครั้งต่อไปที่คุณพูดอะไร" เขาบอกอีกว่า แคนาดาได้รับสิทธิพิเศษมากมายจากสหรัฐฯ และควรจะรู้สึกขอบคุณ แต่สุนทรพจน์ของ 'มาร์ก คาร์นีย์' แสดงให้เห็นว่า "เขาไม่ได้รู้สึกขอบคุณมากนัก"
วารสารวิชาการสมาคมโรคหัวใจอเมริกา (Journal of the American Heart Association) เผยแพร่ผลการศึกษาขนาดใหญ่ระดับประเทศซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ เรื่อง “ความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยที่เคยประสบภาวะโรคหลอดเลือดสมองที่สูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า Cardiovascular Risk Among Stroke Survivors With Combustible and Electronic Cigarettes” ซึ่งศึกษาความเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยชายที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเปรียบเทียบตามพฤติกรรมการใช้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ยังสูบบุหรี่มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซ้ำสูงกว่า ขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่พบความเสี่ยงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของเกาหลีใต้ ครอบคลุมผู้ป่วยชายจำนวนกว่า 115,000 คน ที่เคยเข้ารับการรักษาภาวะโรคหลอดเลือดสมอง และเข้ารับการตรวจสุขภาพภายใน 3 ปีหลังเกิดโรค ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – 2565 โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ไม่สูบบุหรี่ ผู้สูบบุหรี่ ผู้ใช้ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าควบคู่กัน และผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
ผลการติดตามเฉลี่ย 2.6 ปี พบว่าผู้ที่ยังสูบบุหรี่มีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่ ขณะที่กลุ่มที่ใช้ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกันมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 27% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแบบไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่่
นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ตอกย้ำว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซ้ำในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และการใช้ทั้งสองรูปแบบร่วมกันไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้การเลิกนิโคตินอย่างเด็ดขาดจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเชิงสุขภาพ แต่ข้อมูลจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซ้ำต่ำกว่าการสูบบุหรี่
รายงานยังระบุว่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ความนิยมในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเลิกสูบบุหรี่หรือเพื่อลดอันตรายจากการเผาไหม้และสารพิษบางชนิด เช่น ทาร์และคาร์บอนมอนนอกไซด์ อย่างไรก็ตาม บุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีนิโคติน อนุภาคขนาดเล็ก และสารเคมีอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือด เกิดการอักเสบและภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ
ทั้งนี้ นักวิจัยเน้นย้ำว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบด้านหัวใจและหลอดเลือดของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพ เช่น ผู้รอดชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง
23 มกราคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เปิดเผยว่า ได้รับตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 73 ราย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชา กลับมายังเกาหลีใต้เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังพบว่ามีเหยื่อชาวเกาหลีใต้มากกว่า 800 ราย และก่อให้เกิดความเสียหายรวมราว 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,180 ล้านบาท
รายงานระบุว่า เครื่องบินที่บรรทุกกลุ่มผู้ต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการส่งตัวกลับเกาหลีใต้ ได้ลงจอดที่สนามบินนานาชาติอินชอน เมื่อวันศุกร์ โดยภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นผู้ต้องสงสัยสวมหน้ากากอนามัย ส่วนใหญ่ใส่กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวจากเครื่องบินไปยังรถบัสที่มารอรับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้กล่าวในการแถลงข่าวว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่งหากผู้กระทำผิดคิดว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงการลงโทษได้ เพียงเพราะก่ออาชญากรรมในต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าทางการจะติดตามดำเนินคดีกับอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า จะเดินหน้าประสานงานกับทางการกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงข้ามชาติให้หมดสิ้น โดยโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า การส่งตัวผู้ต้องสงสัยในครั้งนี้ เป็นผลจากการสืบสวนร่วมกันของทั้งสองประเทศ ซึ่งสามารถทลายศูนย์คอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายได้ถึง 7 แห่ง
ในบรรดาผู้ต้องสงสัย พบคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่ากรรโชกทรัพย์เงินประมาณ 12,000 ล้านวอน (ประมาณ 255 ล้านบาท) จากเหยื่อ 104 ราย โดยใช้เทคโนโลยี ดีปเฟก (Deepfake) เพื่อปลอมแปลงตัวตนในรูปแบบ โรแมนซ์สแกม (Romance Scams) หรือการหลอกให้รัก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทั้งสองได้ทำศัลยกรรมพลาสติกเพื่อพยายามหลบหนีการติดตามของเจ้าหน้าที่อีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้ต้องสงสัยอีกรายถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงเงิน 19,400 ล้านวอน (ประมาณ 411 ล้านบาท)จากกลุ่มผู้เกษียณอายุและพนักงานที่เพิ่งเริ่มทำงาน โดยการแอบอ้างเป็นนักลงทุนมืออาชีพ
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกาหลีใต้เพิ่งได้รับตัวผู้ต้องสงสัยกลับประเทศจำนวน 64 ราย หลังจากเกิดเหตุสลดในเดือนสิงหาคมที่มีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิตในกัมพูชา ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงไปทำงานในประเทศดังกล่าว
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบก โดยพล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (จก.ขว.ทบ.) และกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกับ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.ก.ตร.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัย แหล่งประกอบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์ (Scammer) บริเวณด่านพรมแดนถาวร ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี)
จากการเข้าตรวจสอบ พบพยานหลักฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะห้องที่จัดทำคล้ายกับสำนักงานตำรวจ และหน่วยงานราชการของประเทศนั้นๆ สะท้อนการจัดการพื้นที่และกระบวนการหลอกลวง ที่มีการวางแผน บริหาร และควบคุมอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
โดยเจ้าหน้าที่ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังถือเป็นภัยต่อมนุษยชาติในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ใช้กลไกออนไลน์เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขยายผลสกัดกั้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชน และรักษาความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012