ข่าว
YG แถลงด่วน! 4 สาวเก่ง 'BLACKPINK' ต่อสัญญาแล้ว ดันหุ้นบริษัทพุ่ง29%ในเช้าวันนี้

6 ธันวาคม 2566 เรียกว่าเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับการต่อสัญญาของ 4 สาวเก่งศิลปิน K-pop ระดับโลกอย่าง BLACKPINK ที่ล่าสุดทางต้นสังกัดอย่าง YG Entertainment ออกมาแถลงแล้วว่า 4 สาว BLACKPINK ได้ทำการต่อสัญญาการทำกิจกรรมกลุ่มกับทางค่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของการทำกิจกรรมเดี่ยวของสมาชิกแต่ละคนนั้น ทางวายจีกล่าวว่ายังคงอยู่ระหว่างการเจรจา โดยการต่อสัญญาครั้งนี้ทำให้ YG Entertainment ยังคงได้สิทธิ์บริหารจัดการการทำเพลง การจัดคอนเสิร์ต ตลอดจนกิจกรรมการโปรโมทของ BLACKPINK ต่อไป

ทางด้าน ยางฮยอนซอก โปรดิวเซอร์ของทาง YG Entertainment กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้สานต่อความสัมพันธ์ของเราและ BLACKPINK ที่จะพยายามอย่างยิ่งที่จะส่องแสงในตลาดเพลงระดับโลก ในฐานะศิลปิน ที่ไม่เพียงเป็นตัวแทนของบริษัทของเรา แต่ยังรวมถึง K-pop อีกด้วย เราจะสนับสนุน และศรัทธาสำหรับก้าวต่อไปของพวกเขาในอนาคต ด้วยการสนับสนุนของYG Entertainment และ BLACKPINK มีแผนที่จะตอบแทนความรักของแฟนๆ ทั่วโลก ด้วยการปล่อยเพลงใหม่และจัดเวิลด์ทัวร์ครั้งใหญ่

ซึ่งการต่อสัญญาของศิลปินK-popหญิงอับดับ 1 ของโลกในตอนนี้ทำให้หุ้นของ YG Entertainment พุ่งขึ้นมากถึง 29% ณ จุดหนึ่งของการซื้อขายในเวลา 09.25 น. วันที่ 6 ธันวาคม ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงถึง 61,900 วอนเกาหลีใต้ต่อหุ้น หลังจากปิดตลาดวันที่ 5 ธันวาคมที่ราคา 48,000 วอนเกาหลีใต้ (36.58 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อหุ้น

ด่วน!! 'กรณ์'ไขก๊อกสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า หลังรับ'สส.แจ้ ปราจีน'เข้าคอก

6 ธันวาคม 2566 ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำฯ ครบ 120 วัน ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ว่า เบื้องต้นในกรณีของนายทักษิณ ยังไม่มีระเบียบการคุมขังนอกเรือนจำฯ แต่อย่างใดมีเพียงในส่วนของกรมราชทัณฑ์ที่จะดำเนินการ เพราะหลักการของเรานั้น สิ่งสำคัญคือเรื่องนักโทษล้นเรือนจำ ซึ่งก็ต้องเข้าไปแก้ปัญหาในส่วนนี้ เช่น การแยกผู้ต้องขังเด็ดขาด ออกจากผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล โดยอาศัยการออกกฎกระทรวงตามมาตรา 89/1 ว่าให้เป็นดุลพินิจของศาลโดยการไต่สวนว่าอาจจะไม่ต้องนำผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เข้าเรือนจำฯ และนายทักษิณไม่เข้าเกณฑ์นี้ เพราะนายทักษิณถือเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดแล้ว

ทั้งนี้ ในกรณีแก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำฯ หากเราทำได้ ก็จะสามารถลดจำนวนผู้ต้องขังได้ถึง 30,000 ราย และเราก็ต้องไปดูกฎหมายระดับรอง กฎกระทรวงต่างๆกว่า 10 ฉบับที่ยังไม่ได้พิจารณา จะต้องไปตรวจสอบทั้งหมด และเมื่อบังคับใช้จะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหลัก” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า ในกรณีจะอนุญาตให้นายทักษิณ นอนพักรักษาตัวต่อจนครบ 120 วันหรือไม่ ตามระเบียบของกฎกระทรวง ทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์จะต้องพิจารณาความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษา คือ แพทย์ รพ.ตำรวจ และแพทย์ของราชทัณฑ์ และรายงานมายังปลัดกระทรวงยุติธรรม ก่อนเสนอรายงานมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะยึดความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นหลักว่ามีเหตุผลเพียงพอต่อการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำต่อหรือไม่ ด้วยประการใด

“นายทักษิณ และครอบครัว ยังไม่ได้มีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 แต่อย่างใด ยังคงยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเพียงครั้งเดียว” พ.ต.อ.ทวี กล่าว


'นายกฯ'ดีใจ'ยูเนสโก'ขึ้นทะเบียนสงกรานต์เป็นมรดกวัฒนธรรม ช่วยเสริมนโยบายซอฟต์พาวเวอร์

เมื่อเวลา 18.20 น. ที่โรงแรมเดอะกรีนเนอรี่รีสอร์ทเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงความยินดีภายหลัง ยูเนสโก ขึ้นทะเบียนสงกรานต์ไทย เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ว่า นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มาบอกให้รับทราบแล้ว รู้สึกดีใจ เพราะจะได้ส่งเสริมกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่เราจะส่งเสริมจัดกิจกรรมสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนเมษายน


ปูดโยงถึง รมต.!‘ปดิพัทธ์’ยื่นข้อมูลลับอหิวาต์หมูให้DSI ล้างบางหมูเถื่อน

6 ธันวาคม 2566 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ยื่นหนังสือและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปกปิดเชื้อโรคระบาดอหิวาต์ในสุกร หรือ ASF ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2564 ในรัฐบาลสมัยที่แล้ว เพื่อเป็นการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนในประเทศไทย โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นตัวแทนรับหนังสือ

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า หมูเถื่อนที่ทางกรมศุลกากรอายัดไว้ทั้งหมด 161 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบังในขณะนี้ไม่ใช่จำนวนทั้งหมดที่นำเข้า ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมากกว่านี้อีกหลายพันตู้ เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มีความพยายามที่จะนำเข้ามาเรื่อยๆ ประเด็นสำคัญ คือรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้ปกปิดข้อมูลโรคระบาด AFS ที่ทำให้ปริมาณหมูในประเทศไทยหายไปจำนวนมาก ทำให้เขียงหมูต่างๆ ปริมาณหมูขาดตลาด แต่ในห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่กลับมีหมูขายตามปกติ ขณะเดียวกันยังพบว่าบริษัทส่งออกรายใหญ่มีการส่งออกเนื้อหมูในปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 400% เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 64-65 ซึ่งเกี่ยวพันกับการนำเข้าหมูเถื่อน

พร้อมกันนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าเกษตรกรยังถูกผู้ค้ารายใหญ่ตัดราคาขายหมูในราคาที่ต่ำกว่า เมื่อเกษตรกรรายย่อยขายหมูออกไปแล้ว เมื่อต้องการจะกลับมาฟื้นการทำฟาร์มใหม่ แต่ปรากฏว่าราคาหมูหน้าฟาร์มถูกกว่า 2-3 เท่า ซึ่งเรื่องนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นกลไกการทำลายวงการปศุสัตว์หรือไม่

ก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. ไปแล้ว ส่วนการเดินทางมายื่นดีเอสไอในวันนี้ เป็นข้อมูลเพื่อให้ดีเอสไอนำไปสืบค้นข้อมูลต่อไป เพื่อดำเนินการล้างบางหมูเถื่อนได้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่สุ่มจับบางตู้เท่านั้น สำหรับเอกสารที่นำมายื่นในวันนี้ เป็นเอกสารเดียวกันกับที่ตนเคยใช้อภิปรายในสภา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของดีเอสไอ

“เรื่องที่ผมมายื่นวันนี้ มีความเชื่อมโยงกับข้อมูลของดีเอสไอเกี่ยวกับเรื่องหมูเถื่อน เพราะมีจุดตัดร่วมกัน ในการการพยายามนำหมูเถื่อนเข้ามา มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง และหมูติดโรคระบาด โดยมีบุคคลระดับรัฐมนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย” นายปดิพัทธ์ กล่าว

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า จะนำเอกสารทั้งหมดยื่นต่ออธิบดีดีเอสไอ และคณะทำงานในคดีที่เกี่ยว ข้องตรวจสอบข้อมูลว่าสอดคล้องเชื่อมโยงกับคดีหมูเถื่อนที่ทางดีเอสไอรับผิดชอบอยู่หรือไม่ หากเกี่ยวข้องก็จะใช้ขยายผลต่อไป


สุดยอดพ่อค้าตัวน้อย! ใช้เวลาหลังเลิกเรียนเปิดแผงขายของเล่น เจ้าตัวเผยอยากเป็นเศรษฐี

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2566 ที่ตลาดนัดชุมชน ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวได้บังเอิญไปพบกับพ่อค้าตัวน้อย ปูเสื่อเปิดแผงนั่งขายของเล่น ของสะสม ทั้งที่ยังสวมชุดนักเรียน จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงเข้าไปสอบถามจึงทราบว่า พ่อค้าตัวน้อยชื่อ ด.ช.ณัฏฐวี กล้วยทอง ( น้องนาวี ) อายุ 7 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์

แต่เนื่องด้วยพ่อค้าตัวน้อยนั้นเกิดอาการเขินอาย กลัวกล้อง ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าไปสอบถามผู้เป็นแม่ซึ่งเปิดร้านขายหม่าล่าอยู่ข้างๆ คือ น.ส.สมฤดี กล้วยทอง อายุ 37 ปี ได้ให้ข้อมูลว่า ลูกชายได้บอกกับตนว่า หนูอยากเป็นเศรษฐี อยากมีเงินเยอะๆ แม่ลงทุนขายของให้หนูหน่อย หนูอยากขายของเล่น ของสะสมที่คนชอบ ตนคิดว่าลูกตัวแค่นี้มีความคิดอยากจะช่วยแม่หาเงิน ตนจึงอยากสนับสนุน สร้างลูกตั้งแต่เล็ก สอนอาชีพให้ลูก ตนจึงทำตามที่ลูกร้องขอ จึงซื้อมาให้ลูกวางขายข้างๆ แผงขายหม่าล่าของตน

ซึ่งทุกๆ เย็น วันจันทร์ และวันพฤหัสบดี จะมีตลาดนัดชุมชนของตำบลตาตุม ลูกชายก็จะรีบกลับมาจากโรงเรียน และรีบมาขายของ ดูมีความรับผิดชอบมากๆ ลูกสามารถทอนเงินเองได้ แม่คอยดูอยู่ห่างๆ บางครั้งลูกทอนไม่ถูกก็จะถามแม่ พอหลังจากที่ขายของหมดแล้ว น้องก็จะนำเงินส่วนหนึ่งไปเดินซื้อขนมในตลาดมากิน อีกส่วนก็เก็บไว้ไปโรงเรียน

'คิม จองอึน'หลั่งน้ำตา! ร้องขอสตรีเกาหลีเหนือช่วยมีลูก หวังแก้วิกฤตอัตราการเกิดที่ลด

6 ธันวาคม 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศเกาหลีเหนือ ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาขณะประชุม'มารดาแห่งชาติ' ที่จัดขึ้นในกรุงเปียงยาง ซึ่งคิม จองอึน ได้เรียกร้องให้บรรดาสตรีช่วยเหลือประเทศชาติ ด้วยการมีลูก เพื่อแก้วิกฤตอัตราการเกิดลดลง โดยบอกว่าประเทศชาติควรทำงานร่วมกับแม่เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราการเกิดลดลงและมุ่งเน้นการให้บริการดูแลเด็กที่ดี ขณะเดียวกัน ก็กระตุ้นให้บรรดาผู้หญิงปลูกฝังค่านิยมของพรรคคอมมิวนิสต์ให้กับลูกของพวกเธอด้วย

การประชุมนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้โน้มน้าวพวกผู้หญิงว่า "เมื่อพิจารณาถึงตำแหน่งและบทบาทของ แม่ ในครอบครัวและสังคมของเรา รัฐบาลมองว่าการประชุมมารดาแห่งชาติ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการประชุมสมัชชาพรรค หรือการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์"

โดยเกาหลีเหนือ ซึ่งมีประชากรราว 25 ล้านคน ยังต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมักจะเป็นผลจากภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ที่สร้างความเสียหายแก่ผลผลิต ผู้นำเกาหลีเหนือได้ขอบคุณคนที่เป็นแม่ด้วย สำหรับบทบาทเบื้องหลังในการทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น

กองทุนประชากรแห่งประชาชาติคาดว่า อัตราเจริญพันธุ์ หรือจำนวนเด็กเกิดเฉลี่ยต่อผู้หญิง 1 คน ในเกาหลีเหนือ อยู่ที่ 1.8 ท่ามกลางการลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อัตราเจริญพันธุ์ของเกาหลีเหนือ ยังสูงกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ ที่กำลังประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน เช่น เกาหลีใต้ ที่อัตราเจริญพันธุ์ปีที่แล้วลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.78 ขณะที่ญี่ปุ่น ตัวเลขดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่ 1.26

จากข้อมูลสำมะโนประชากรที่เผยแพร่เมื่อปี 2018 ระบุว่า เกาหลีเหนือมีประชากร 24 ล้านคน แต่ล่าสุดตอนนี้ อยู่ที่ 25.7 ล้านคน แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ ประเมินว่า อัตราการเกิดของเกาหลีเหนือลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีมานี้ สร้างความวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ ให้แก่เกาหลีเหนือ ที่ต้องอาศัยแรงงานในการขับเคลื่อนประเทศ ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจและการถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงจากนานาชาติ ทั้งยังมีกฎเหล็กทหารมาก่อนซึ่งแม้จำนวนประชากรจะอยู่อันดับที่ 56 ของโลก แต่เกาหลีเหนือมีกำลังพลในกองทัพมากถึง 1.28 ล้านนาย

ทางด้านของสถาบันฮุนได รายงานว่า ประชากรเกาหลีเหนือ ที่มีจำนวน 25.7 ล้านคน จะลดลงเหลือ 23.7 ล้านคน ภายในปี 2070 โดยจะมีประชากรหายไปถึง 2 ล้านคน ส่วนสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ผู้หญิงแต่งงานช้า ความคาดหวังที่จะอยากจะทำงานของผู้หญิง การขยายตัวของเมือง และพื้นที่อยู่อาศัยที่จำกัด