เมื่อวันที่ 3 เมษายน สำนักข่าวอัลจาซีราได้รายงานท่าทีของจีนหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาได้ขู่จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ได้ออกมาร้องขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสงครามอิหร่านยุติปฏิบัติการทางทหารทันที
"การใช้วิธีการทางทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้ และการยกระดับความขัดแย้งก็ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันที
โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนยังระบุเพิ่มเติมว่า สาเหตุหลักของความวุ่นวายในช่องแคบฮอร์มุซคือการปฏิบัติการทางทหารที่ผิดกฎหมายในเส้นทางน้ำดังกล่าว และย้ำว่า ทุกฝ่ายต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงาน
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 คุณแม่ “เจนนี่” จารวี แพทเทอร์สัน บินไปร่วมงานฉลองความสำเร็จการศึกษาของบุตรชายคนโต “น้องแมทธิว” Chawit chutikul ในงานพิธีรับเกียรติบัตร และ ติด police badge กับเพื่อนร่วมรุ่น class 931 จากสถาบัน Washington State Criminal Justice โดยพิธีจัดขึ้นที่ police law enforcement acadamy of seattle. เตรียมเข้ารับราชการเป็นนายตำรวจสายเลือดคนไทยที่ SPD ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2026 ที่รัฐวอชิงตัน
ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 ราว 40% พร้อมลดงบภายในประเทศบางส่วน เหตุค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงเพิ่มจากสงครามอิหร่าน
วันที่ 3 เมษายน 2569 ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนงบประมาณปีงบประมาณ 2570 โดยขอเพิ่มงบกลาโหมเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นราว 40% จากงบกลาโหมในปีปัจจุบัน โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรองรับค่าใช้จ่ายด้านการทหารที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน
ในแผนงบประมาณเดียวกัน รัฐบาลเสนอให้ลดงบประมาณภายในประเทศประมาณ 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท ครอบคลุมบางโครงการด้านสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และที่อยู่อาศัย รวมถึงงบสนับสนุนพลังงานสะอาดบางส่วน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเสนอเพิ่มงบในด้านความมั่นคงชายแดน และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะงบของกระทรวงยุติธรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนองบประมาณนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรสก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ โดยสมาชิกสภาทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วนแสดงความกังวลต่อการเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากการลดงบในโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากแผนนี้ได้รับการอนุมัติ อาจส่งผลให้ภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในระยะยาว และกลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วงต่อไป
ที่มา AFP
รอยเตอร์ และ สเตรตส์ไทมส์ รายงานวันที่ 3 เม.ย. ว่า สมาชิกรัฐสภาเมียนมาลงมติเลือก พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐบาลทหารเมียนมา (พม่า) ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี หลังนายพลวัย 69 ปีคนนี้นำคณะผู้บัญชาการทางทหารก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซู จี เมื่อปี 2564 หรือกว่า 5 ปีก่อน
การเปลี่ยนผ่านจากนายพลระดับสูงไปสู่ประธานาธิบดีเกิดขึ้นหลังจัดการเลือกตั้ง 3 รอบระหว่างเดือนธ.ค.2568 ถึงเดือนม.ค.2569 โดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา และชนะในการเลือกตั้งครองที่นั่งในสภาอย่างถล่มทลาย...
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตยว่าการเลือกตั้งนี้จัดเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองประเทศของรัฐบาลทหาร
ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่าพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ต้องการดำรงตำแหน่งนี้มานาน โดยเกิดขึ้นหลังกองทัพเมียนมาปรับคณะผู้บริหารครั้งใหญ่และแต่งตั้งพล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ผู้จงรักภักดีต่อพล.อ.มิน อ่อง หล่าย อย่างมาก ให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด จากนั้นจึงได้รับการเสนอชื่อต่อรัฐสภาในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี...
การส่งมอบอำนาจทางทหารและการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์เพื่อรวมอำนาจในฐานะหัวหน้ารัฐบาลพลเรือน และสร้างความชอบธรรมในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพที่บริหารประเทศโดยตรงมาเป็นเวลา 5 ทศวรรษจากช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ยังกล่าวด้วยว่ากลุ่มต่อต้านอาจเผชิญกับแรงกดดันทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอาจพยายามสร้างสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย
กต.แสดงความเสียใจ หลังรับแจ้งจากทีมผู้เชี่ยวชาญการค้นหาและกู้ภัยค้นหา 3 ลูกเรือ “มยุรี นารี” พบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์บางส่วน
3 เมษายน 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับความคืบหน้ากรณีลูกเรือไทย 3 คน บนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่ประสบเหตุขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งกระทรวงฯ ได้ติดตามและแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบมาโดยตลอด นั้น
กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว วันนี้ (3 เมษายน 2569) กระทรวงฯ ได้รับการประสานจากบริษัท Precious Shipping เจ้าของเรือ “มยุรี นารี” ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและกู้ภัยที่บริษัทฯ ว่าจ้าง ได้ขึ้นไปบนเรือฯ เพื่อค้นหาลูกเรือไทย 3 คนบนเรือฯ เป็นครั้งที่ 2 โดยทีมค้นหาดังกล่าวตรวจค้นทุกพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างละเอียดเท่าที่สภาพการณ์จะเอื้ออำนวย เนื่องจากเรือได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้และมีน้ำท่วมขังที่ห้องเครื่องและบริเวณใกล้เคียง และได้พบชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์บางส่วนในบริเวณที่เรือได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่สามารถยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือทราบถึงความคืบหน้าดังกล่าวแล้ว
กระทรวงฯ ขอแสดงความเสียใจต่อพัฒนาการในครั้งนี้ และจะประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายอิหร่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อรับการยืนยันอัตลักษณ์บุคคลโดยเร็วที่สุด โดยกระทรวงฯ จะแจ้งความคืบหน้าต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูตโดยเร็วที่สุด เพื่อยุติสถานการณ์ความตึงเครียดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของพลเรือน และการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012