

ขณะที่การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวหรือ Longevity ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องในกระแส เพราะใครๆ ต่างก็อยากมีสุขภาพดี แต่ในทางกลับกัน ก็ยังคงมี “ความเชื่อผิดๆ” เกี่ยวกับการรับประทานอาหารบางชนิดว่าอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งที่ความจริงอาจตรงกันข้าม
ความเชื่อที่ 1 น้ำตาลคือยาพิษ
ความจริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภคน้ำตาลมากเกินไปก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย รวมถึงเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา ตั้งแต่โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ แต่ถ้าเราบริโภคน้ำตาลอย่างพอดี ก็ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะน้ำตาลให้พลังงานอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลดีต่อสมองและอวัยวะต่างๆ ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้รู้สึกตื่นตัว
นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด รวมทั้งมีประโยชน์ในทางยาและทางการแพทย์ เช่น ใช้รักษาบาดแผลหรือใช้ในการแพทย์ และช่วยถนอมอาหาร ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม จะไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างที่เข้าใจผิดกัน
ปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคต่อวันไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือประมาณ 24 กรัม สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มวัย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่รับน้ำตาลที่เติมเข้าไปในอาหารหรือเครื่องดื่มไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และให้ลดลงเหลือไม่เกิน 5% จะดีที่สุด
ความเชื่อที่ 2 นมวัวไม่ดีต่อสุขภาพ
ความจริง นมวัวมีแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง มีโปรตีนคุณภาพสูงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น แคลเซียม วิตามินบี 12 และวิตามินดี นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าการดื่มนมวัวอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนได้
อย่างไรก็ตาม นมวัวอาจมีผลเสียต่อสุขภาพสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ หรือแพ้โปรตีนในนมวัว ซึ่งอาจมีอาการท้องอืด ท้องเสีย และอาการแพ้ต่าง ๆ ได้
ความเชื่อที่ 3 คาร์โบไฮเดรตคือศัตรู
ความจริง เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมายาวนานว่าเราควรเลี่ยงการกินแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต แต่ในความเป็นจริง คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับร่างกายและสมองของคุณ สิ่งที่สำคัญคือประเภทของคาร์โบไฮเดรตที่เราเลือกบริโภค ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพมาจากธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ผัก และผลไม้ และควรจำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตแปรรูป เช่น ขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และขนมปังขาว
ความเชื่อที่ 4 ไขมันทำให้อ้วน
ความจริง ความเชื่อที่ว่าการกินไขมันทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เพราะไขมันดีที่พบในอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก และปลา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกาย การบริโภคไขมันเหล่านี้ในปริมาณเล็กน้อยไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาจากพลังงานหรือแคลอรี ที่บริโภคเข้าไป มีปริมาณมากกว่าแคลอรีที่ใช้ไป เพราะร่างกายจะเปลี่ยนแคลอรีส่วนเกินนั้นไปเก็บไว้ในรูปของไขมัน ดังนั้นการบริโภคแคลอรีที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากสารอาหารหลัก เช่น โปรตีน ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต ก็เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำหนักเพิ่มขึ้นนั่นเอง
ความเชื่อที่ 5 ไข่แดงไม่ดีต่อสุขภาพ
ความจริง เป็นเวลาหลายปีที่ไข่แดงถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเนื่องจากมีคอเลสเตอรอลสูง แต่การวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่า คอเลสเตอรอลในอาหารมีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยมากสำหรับคนส่วนใหญ่ ไข่เป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และจัดว่าเป็นซูเปอร์ฟู้ดราคาประหยัดที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย
ความเชื่อที่ 6 ต้องกินเนื้อสัตว์เพื่อให้ได้โปรตีนเพียงพอ
ความจริง แม้ว่าเนื้อสัตว์จะเป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ที่ดี แต่เราก็สามารถรับโปรตีนจากอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนได้ ด้วยการบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ถั่วแระญี่ปุ่น เทมเป้ รวมถึงโปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆ อย่างถั่วลันเตา ถั่วเลนทิล ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และธัญพืชไม่ขัดสีเข้าไว้ในอาหาร อาหารจากพืชที่สมดุลสามารถให้โปรตีนที่สมบูรณ์ได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องกินอาหารเหล่านี้รวมกันอย่างหลากหลาย
ความเชื่อที่ 7 กินอาหารตอนดึกทำให้อ้วน
ความจริง เวลาในการกินอาหารมีความสำคัญน้อยกว่าคุณภาพและปริมาณโดยรวมของสิ่งที่เราบริโภคเข้าไป ตราบใดที่ "พลังงานเข้าเท่ากับพลังงานออก" การกินตอนดึกก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือปริมาณและส่วนประกอบของอาหารว่างยามดึก และปริมาณพลังงาน (แคลอรี) ที่บริโภคโดยรวมในแต่ละวันต่างหาก
ความเชื่อที่ 8 การอดอาหารช่วยลดน้ำหนัก
ความจริง การอดอาหารทำให้การเผาผลาญช้าลง และอาจนำไปสู่การกินมากเกินไปในภายหลัง ดังนั้นการกินอาหารและของว่างที่สมดุลอย่างสม่ำเสมอจะดีต่อน้ำหนักตัวมากกว่า เพื่อรักษาระดับพลังงานให้คงที่และควบคุมความอยากอาหารของเรา
ความเชื่อที่ 9 แหล่งโปรตีนทุกชนิดมีค่าเท่ากัน
ความจริง โปรตีนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย แต่แหล่งโปรตีนไม่ได้มีค่าเท่ากันทั้งหมด โดยโปรตีนจากสัตว์ เช่น เนื้อไม่ติดมัน ปลา ไข่ และผลิตภัณฑ์นม เป็นแหล่ง "โปรตีนสมบูรณ์" (Complete Proteins) ซึ่งมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน
ขณะที่ โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วชนิดต่างๆ และถั่วเลนทิล ยกเว้นถั่วเหลือง ไม่ใช่โปรตีนสมบูรณ์ ซึ่งขาดกรดอะมิโนจำเป็นไปหนึ่งหรือสองชนิด ดังนั้นการบริโภคธัญพืชและพืชตระกูลถั่วต่างๆ รวมเข้าด้วยกันก็สามารถทำให้เกิดโปรตีนสมบูรณ์ที่จำเป็นต่อร่างกายได้
ความเชื่อที่ 10 กินซูชิช่วยลดน้ำหนัก
ความจริง อย่าให้ชิ้นพอดีคำหลอกเราได้ เพราะการกินซูชิจำนวนหลายชิ้นอาจมากพอๆ กับการกินข้าวหนึ่งถ้วยหรือมากกว่านั้น และยังมีโซเดียมจากโชยุอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ซูชิสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพได้ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือเปลี่ยนจากข้าวขาวที่ขัดสีเป็นข้าวกล้องแทนและลดปริมาณการจิ้มซอสโชยุลงเพื่อลดโซเดียม
ความเชื่อที่ 11 การกินมังสวิรัติดีต่อสุขภาพ
ความจริง คุณภาพของอาหารมังสวิรัติและอาหารที่ไม่ใช่มังสวิรัติขึ้นอยู่กับการเลือกอาหารของเรา อาหารมังสวิรัติที่ใช้การทดแทนเนื้อสัตว์ด้วยอาหารทอดหรือชีส อาจมีไขมันสูงและมีสารอาหารที่จำเป็นต่ำ
หากต้องการรักษาสุขภาพโดยไม่กินเนื้อสัตว์ ควรเลือกกินแหล่งโปรตีนที่ดีอย่างถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี ผลิตภัณฑ์นม เช่น โยเกิร์ตกรีก ไข่ และธัญพืช
ความเชื่อที่ 12 อาหารออร์แกนิกดีต่อร่างกายมากกว่า
ความจริง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอาหารออร์แกนิกอาจคุ้มค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและความชอบของเรา เมื่อซื้อผักและผลไม้ ให้พิจารณาว่ายังมีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลังการล้างหรือไม่
หากต้องการซื้ออาหารออร์แกนิก ให้เน้นที่กลุ่ม "Dirty Dozen™" ซึ่งเป็นผักและผลไม้ที่มีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างมากที่สุด เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ผักโขม และแอปเปิล แต่สำหรับกลุ่ม "Clean Fifteen™" อาหารที่มีสารตกค้างน้อยที่สุด เช่น อะโวคาโด ข้าวโพด และสับปะรด อาจไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิก
ความเชื่อที่ 13 น้ำอัดลมแบบไดเอทดีกว่าน้ำอัดลมทั่วไป
ความจริง มีหลักฐานบางอย่างที่ชี้ว่าน้ำอัดลมแบบไดเอทอาจไม่ดีต่อสุขภาพพอๆ กับน้ำอัดลมทั่วไป งานวิจัยได้เชื่อมโยงน้ำอัดลมไดเอทกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวาน ภาวะเมตาบอลิซึมผิดปกติ และโรคอ้วน
หากมองหาสิ่งทดแทนน้ำอัดลม แนะนำให้ลองดื่มน้ำโซดาแบบสปาร์คกลิ้ง (sparkling water) หรือชาที่ไม่มีรสหวานแทน แต่ระวังเครื่องดื่มเกลือแร่ ชาที่มีรสหวาน และน้ำมะนาว เพราะส่วนใหญ่เต็มไปด้วยน้ำตาล
ที่มา: Loyola Medicine, The University of Queensland
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เผยโฉมหน้าสมาชิกใหม่ "ลูกจิงโจ้แดง" จากพ่อโป้ง - แม่เทาเทา โผล่ออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องครั้งแรก หลังใช้เวลาเติบโตมากว่า 8 เดือน เจ้าหน้าที่ยืนยันมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี
วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยข่าวดีต้อนรับช่วงเทศกาลส่งท้ายปีว่า สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีสมาชิกใหม่ "ลูกจิงโจ้แดง" (Red Kangaroo) เกิดจากแม่ชื่อ เทาเทา อายุ 5 ปี และพ่อชื่อ โป้ง อายุ 9 ปี ซึ่งคลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดลูกจิงโจ้น้อยได้โผล่ออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องของแม่ให้เห็นเป็นครั้งแรก หลังจากใช้เวลาเจริญเติบโตภายในถุงนานกว่า 8 เดือน สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่าง
ในขณะนี้ลูกจิงโจ้ยังคงอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแม่ ทำให้ยังไม่สามารถระบุเพศได้ โดยเจ้าหน้าที่รายงานว่ามีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี ผู้อำนวยการสวนสัตว์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำส่วนแสดงเพิ่มความระมัดระวัง และติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของสัตว์
ปัจจุบันสวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีจิงโจ้แดงรวมทั้งสิ้น 14 ตัว นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมความน่ารักของสมาชิกใหม่ได้ทุกวัน ณ ส่วนแสดงสัตว์ออสเตรเลีย (โซนสีชมพู) ภายในสวนสัตว์
นอกจากนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังจัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า–ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความอบอุ่น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับต้นคริสต์มาสยักษ์ กิจกรรมทำบุญปันน้ำใจให้สัตว์ป่าเพื่อเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ กิจกรรมมอบของขวัญให้สัตว์ป่า รวมถึงบูธทำของขวัญจากใจผู้ร่วมงาน สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย
ทั้งนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมอบสิทธิพิเศษให้ เด็กและผู้สูงอายุเข้าชมฟรี ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยเด็กต้องมีอายุไม่เกิน 12 ปี หรือส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร และผู้สูงอายุมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
ผู้เชี่ยวชาญเผย 7 ผลไม้ วิตามินซีสูง มีส่วนช่วยในการบำรุงปอด เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย สามารถต้านโรคในหน้าหนาวได้ แถมหากินง่ายมาก
เมื่ออากาศเริ่มเย็นและแห้ง ระบบทางเดินหายใจจะอ่อนแอต่อไวรัส แบคทีเรีย และมลพิษทางอากาศ จึงจำเป็นต้องปกป้องปอด โดยเฉพาะการเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
7 ผลไม้บำรุงปอดช่วงอากาศหนาว
1. มะนาว
มะนาวเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “แหล่งสะสมวิตามินซี” ตามธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและต่อสู้กับโรคหวัดทั่วไปในฤดูหนาว นอกจากนี้ยังมีกรดอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม การดื่มน้ำมะนาวอุ่น ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมวิตามินซีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ชุ่มคอ ช่วยต่อสู้กับแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจอีกด้วย
2. ลูกแพร์
ลูกแพร์ช่วยลดอาการผิวแห้งและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับปอด มีฤทธิ์ในการดับร้อน ขับสารพิษ กระตุ้นการผลิตน้ำ ซึ่งดีต่อปอด หลอดลม และระบบทางเดินหายใจส่วนบนเป็นอย่างมาก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานลูกแพร์เป็นประจำสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดและปกป้องปอดจากผลกระทบด้านลบของมลพิษทางอากาศ
3. กีวี
กีวีขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี และไฟเบอร์ วิตามินซีสูงในกีวีเป็นเกราะป้องกันร่างกายจากไวรัสหวัดและโรคติดเชื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กีวียังมีเซโรโทนินซึ่งช่วยปรับอารมณ์ให้คงที่ และไฟเบอร์ยังช่วยย่อยอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของร่างกายที่แข็งแรง
4. แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และโพลีฟีนอล สารประกอบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือดและระบบหลอดเลือดสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างการทำงานของปอด ช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
5. ทับทิม
ทับทิมอุดมไปด้วยแร่ธาตุ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังสองชนิด ได้แก่ แอนโทไซยานินและโพลีฟีนอล นอกจากนี้ ทับทิมยังมีวิตามินซีและกรดโฟลิก ซึ่งช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวและเยื่อบุทางเดินหายใจได้อย่างรวดเร็ว
6. องุ่น
องุ่นถือเป็นขุมทรัพย์แห่งสารอาหาร ด้วยสารแอนโทไซยานินในเมล็ดซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีหลายเท่า องุ่นยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุและฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ชะลอวัยและกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย นอกจากนี้ องุ่นยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยให้ร่างกายขับสารพิษที่สะสมหลังฤดูร้อนและคลายความร้อน
7.พริกหวาน
แม้ว่าจะถูกจัดเป็นผัก แต่กลับมีวิตามินซีสูง เหนือกว่าผลไม้รสเปรี้ยวหลายชนิด วิตามินซีที่มีอยู่มากมายในพริกหวานช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ปอดจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระและโรคภัยไข้เจ็บในฤดูหนาว
ที่มา: soha... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_10046132
อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่หากคนในครอบครัวคอยสังเกตความผิดปกติของผู้สูงวัยได้เร็ว รวมถึงการดูแลใส่ใจจะช่วยควบคุมโรคอัลไซเมอร์ในระยะแรก ชะลอให้เกิดโรคช้าลง หรืออาจไม่เกิดโรคเลยได้
ผลการศึกษาพบว่าการมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ได้แก่ ออกกำลังกาย อาหาร อารมณ์ และการนอนหลับที่ดี ช่วยปกป้องสมองจากความเสื่อม หรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 40%
การตรวจโรคอัลไซเมอร์สามารถทำได้หลายปีก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ ช่วยตรวจค้นหาก่อนที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมในอนาคต และชะลอการดำเนินโรคของภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้วให้ช้าลงได้
แม้อายุที่มากขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากความเสื่อมของทุกอวัยวะในร่างกาย รวมถึงสมอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุทุกคนจะต้องเป็น “อัลไซเมอร์”
อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หากคนในครอบครัวคอยสังเกตความผิดปกติของผู้สูงวัยในบ้านได้เร็ว ตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการดูแลใส่ใจจากลูกหลาน จะช่วยควบคุมโรคในระยะแรก ชะลอให้เกิดโรคช้าลง หรืออาจไม่เกิดโรคเลยก็ได้
สัญญาณเตือนอัลไซเมอร์
อาการแรกเริ่มของผู้ป่วยอัลไซเมอร์คือการสูญเสียความจำระยะสั้น ซึ่งเป็นอาการใกล้เคียงกับอาการขี้หลงขี้ลืมตามธรรมชาติในผู้สูงอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วย 80-90% จะมีอาการทางพฤติกรรมหรือทางจิตร่วมด้วย
อาการของโรคอัลไซเมอร์จะดำเนินไปเรื่อยๆ กินเวลาหลายปี โดยจะแสดงอาการตามระยะเสื่อมของสมอง 3 ระยะ ดังนี้
ระยะเริ่มต้น หลงลืม ถามซ้ำๆ พูดซ้ำๆ ในเรื่องเดิม อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย แต่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
ระยะกลาง ความจำแย่ลง สับสน ลืมวันเวลา นอนไม่หลับ และที่พบบ่อยคือ หลงทาง บางครั้งพบอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หรือเกิดภาวะซึมเศร้า
ระยะท้าย เริ่มตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง เกิดภาพหลอน เรียกร้องความสนใจ หรือก้าวร้าวขึ้น อาการทางกาย เช่น รับประทานอาหารน้อยลง เคลื่อนไหวช้า หรือไม่สามารถเดินเองได้ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ด เนื่องจากกลั้นไม่อยู่ และสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ภูมิคุ้มกันค่อยๆ อ่อนแอลง นำไปสู่การติดเชื้อและเสียชีวิต
วิธีป้องกันพ่อแม่จากโรคอัลไซเมอร์
ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคและวางแผนการดูแล เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์ไม่ใช่เพียงการสูญเสียความทรงจำ แต่ยังกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึก การสื่อสาร อีกทั้งยังเป็นโรคที่กินระยะเวลายาวนานนับสิบปี ลูกหลานจึงต้องวางแผนการดูแลที่ครอบคลุม ทั้งด้านการเงิน ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม โดยการศึกษาและทำความเข้าใจโรค เพื่อค้นหาวิธีชะลอโรค รวมถึงสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุด้วยวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ผลการศึกษาพบว่าการมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีช่วยปกป้องสมองจากความเสื่อม หรือชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ถึง 40% ดังนี้
อาหาร สนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น พบมากในผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่และผักหลากสี ไขมันดี ช่วยป้องกันภาวะอัลไซเมอร์ไม่ให้เกิดขึ้นเร็วเกินไป จากน้ำมันมะกอกและโอเมก้า 3 จากปลาน้ำลึก คาร์โบไฮเดรต เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อุดมด้วยวิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาท รวมถึงช่วยให้ผ่อนคลาย และสารโคลิน เพิ่มความสามารถในการทำงานของระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วยในการกำจัดไขมันและคอเลสเตอรอลออกจากตับ พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และถั่ว
ออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังสมอง ส่งผลดีต่อสุขภาพของเซลล์สมองมีงานวิจัยพบว่า คนอายุมากกว่า 50 ปี ที่ออกกำลังกาย ทั้งแบบแอโรบิกและแบบแรงต้าน ช่วยชะลอสมองเสื่อมได้ โดยให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างน้อย 30 นาที 2 ครั้ง/สัปดาห์
อารมณ์ มอบความรัก ความใกล้ชิด และพูดคุยกับพ่อแม่อยู่เสมอ ความเข้าใจของคนในครอบครัว รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ พูดคุยกัน ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุข กรณีไม่มีเวลา การทักทายในไลน์ครอบครัว ส่งภาพสวัสดี ช่วยให้ผู้สูงอายุฝึกสมอง จดจำวัน เวลาได้
การนอนหลับ ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอนให้เหมาะกับการนอนหลับที่ดี ขณะนอนหลับสนิทสมองจะมีกระบวนการกำจัดเศษชิ้นส่วนเทาและอะไมลอยด์ (ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์) สิ่งสำคัญคือต้องเป็นการหลับที่มีคุณภาพและได้ปริมาณที่เหมาะสมตามวัย
ชวนพ่อแม่เล่นเกม
การวิจัยบ่งชี้ว่าเกมฝึกสมองสามารถช่วยชะลอโรคอัลไซเมอร์ให้เกิดช้าลง สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเกมที่เพิ่มความท้าทายและความหลากหลายอย่างต่อเนื่อง หากเล่นแต่เกมเดิมๆ สมองอาจไม่ถูกท้าทาย และเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ
เพิ่มงานอดิเรก ชวนผู้สูงวัยทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการใช้สมอง
เข้าสังคมหรือร่วมทำกิจกรรมสันทนาการ การได้พูดคุยหรือเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม นอกจากจะทำให้ผู้สูงอายุมีความสดชื่นแล้ว ยังช่วยให้ต้องใช้ความคิดในการตั้งคำถาม ตอบข้อสงสัยและแลกเปลี่ยนความคิด
ร่วมมือกันควบคุมโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ทั้งนี้ลูกหลานสามารถพาผู้สูงวัยเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงพบแพทย์ตามนัดสำหรับโรคประจำตัวอื่นๆ ดูแลการรับประทานยา เพื่อให้โรคอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้
พาคุณพ่อคุณแม่เข้ารับการตรวจเพื่อทำนายโรคอัลไซเมอร์
การตรวจโรคอัลไซเมอร์สามารถทำได้หลายปี ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการ ช่วยตรวจค้นหาก่อนที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมในอนาคต และชะลอการดำเนินโรคของภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้วให้ช้าลง
ในอดีต มีการใช้การทดสอบ PET scan หรือการเจาะตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจหาระดับโปรตีนที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนที่เรียกว่า “โปรแกรม เจาะเลือดเพื่อตรวจหาโรคอัลไซเมอร์แฝง P-TAU” ซึ่งช่วยให้การทดสอบในห้องปฏิบัติการสามารถวัดระดับโปรตีนก่อโรคในตัวอย่างเลือด ทำให้การทดสอบง่ายขึ้นมากและเจ็บปวดน้อยลง รู้ผลภายใน 90 วัน สามารถทำนายการเกิดโรคในอนาคต ได้ล่วงหน้า 10 ปี และผลวิเคราะห์แม่นยำถึง 94% นอกจากนี้ยังสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ ถึงวิธีป้องกันสุขภาพสมองจากภาวะอัลไซเมอร์ ผ่านการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลเพิ่มเติม ที่สามารถช่วยรักษาสุขภาพสมองได้
ประโยชน์ของการตรวจอัลไซเมอร์ ป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในบุคคลที่ไม่มีอาการ การตรวจหาและวินิจฉัยโรคสมองเสื่อมในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ ชะลอการลุกลามของภาวะสมองเสื่อมในผู้ที่มีอาการอยู่แล้ว
วิธีการตรวจโรคอัลไซเมอร์
การตรวจประกอบด้วย การวัดระดับโปรตีน phosphorylated tau (phospho-tau) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
การวัดระดับโปรตีน neurofilaments เพื่อตรวจจับความเสียหายของสมองและวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อมที่แฝงอยู่ หรือการสูญเสียการทำงานของสมอง ช่วยให้สามารถพยากรณ์โรคล่วงหน้า
การวัดระดับโปรตีน glial fibrillary acidic protein (GFAP) เพื่อระบุการอักเสบของสมองที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ที่แฝงอยู่
การวิเคราะห์ยีน APOE ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
ขั้นตอนการตรวจ
ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญก่อนให้บริการ
การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมโดยการเจาะเลือด
รอผลการทดสอบ
การประเมินผลการวินิจฉัยโดยนักประสาทวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูเพื่อให้คำปรึกษาต่อไป
หลังการตรวจ
ผลการตรวจจะบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงในสมอง ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อมแฝง และการสูญเสียสมองในปัจจุบันได้ โดยสามารถพยากรณ์โรคได้ถึง 5-10 ปี ซึ่งช่วยในการป้องกันหรือชะลออาการสมองเสื่อม รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ในอนาคต
แพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบประสาท พร้อมให้การประเมินและคำแนะนำเพิ่มเติมในกรณีที่ผลการทดสอบผิดปกติ สำหรับกรณีที่ผลการตรวจเป็นปกติและไม่มีความเสี่ยงต่อโรค แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ฟื้นฟูจะช่วยวางแผนการใช้ชีวิตและให้คำแนะนำตามหลักความเป็นอยู่ที่ดี 4 ประการ ได้แก่
ความเป็นอยู่ที่ดีทางกายภาพ ด้วยการออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อสภาวะสุขภาพ ที่ดีที่สุดและมีความยั่งยืน รวมถึงการประเมินความพร้อมของหัวใจและสมรรถภาพทางกายก่อนเริ่มออกกำลังกาย และบวางแผนการออกกำลังกายส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง
ความเป็นอยู่ที่ดีด้านอาหาร รับคำแนะนำด้านโภชนาการโดยนักโภชนาการที่มีประสบการณ์ เพื่อช่วยเพิ่มสุขภาพโดยรวม ปรับให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล
ความเป็นอยู่ที่ดีด้านอารมณ์ ทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลให้คำปรึกษาด้านอารมณ์และสุขภาพจิต รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบของความเครียดในชีวิตประจำวัน
ความเป็นอยู่ที่ดีด้านการนอน แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอน เช่น นอนไม่หลับ คุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และการนอนกรน โดยการรักษาแบบกำหนดเป้าหมายเฉพาะบุคคล รวมถึงการทดสอบภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การฝังเข็ม และอื่นๆ
เชื่อว่าลูกหลานทุกคนคงไม่ต้องการเห็นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัวต้องประสบปัญหาเผชิญกับโรคอัลไซเมอร์ การป้องกันโรคอัลไซเมอร์เบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง หมั่นตรวจเช็กสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ควรอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้
นอกจากนี้ไม่ควรขาดเรื่องการดูแลสุขภาพใจ ไม่สร้างความเครียด ส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีจิตใจเบิกบาน และสิ่งสำคัญคือการเข้ารับการตรวจเพื่อทำนายโรคอัลไซเมอร์ รวมถึงรับคำแนะนำหลักการความเป็นอยู่ที่ดี
ขอบคุณข้อมูลจาก นายแพทย์ชัยพร เรืองกิจ อายุรแพทย์ด้านระบบประสาท โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
รัสเซียวางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้สำเร็จภายใน 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นแหล่งพลังงานหลักให้กับโครงการสำรวจอวกาศของรัสเซีย และสถานีวิจัยร่วมระหว่างรัสเซีย-จีน
องค์การอวกาศรัสเซีย รอสคอสมอส (Roscosmos) ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ในปีภายในปี 2036 และได้เซ็นสัญญากับ Lavochkin Association บริษัทด้านการบินและอวกาศของรัสเซีย วัตถุประสงค์ในการสร้างโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์คือเพื่อสร้างแหล่งพลังงานให้กับโครงการสำรวจดวงจันทร์ของรัสเซีย อาทิ ยานสำรวจดวงจันทร์ หอดูดาว และโครงสร้างพื้นฐานของสถานีวิจัยดวงจันทร์ร่วมของรัสเซียและจีน
รอสคอสมอสระบุว่า โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญไปสู่การสร้างสถานีดวงจันทร์ถาวรที่ใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน และพลิกโฉมโครงการสำรวจดวงจันทร์แบบรายภารกิจไปเป็นโครงการระยะยาว แม้รอสคอสมอสจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ผู้ร่วมโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย บริษัทโรซาตอม ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซียและสถาบันคูร์ซาตอฟ (Kurchatov Insitute) สถาบันวิจัยนิวเคลียร์ชั้นนำของรัสเซีย ก็เป็นที่ชัดเจนว่าโครงการนี้มุ่งเน้นไปที่พลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก
รัสเซียเคยเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศเมื่อสามารถส่งยูริ กาการิน นักบินอวกาศโซเวียตขึ้นไปสำรวจอวกาศเป็นคนแรกของโลกได้สำเร็จในปี 1961 แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัสเซียเริ่มเป็นฝ่ายตามหลังประเทศอย่างสหรัฐและจีนในเรื่องอวกาศ ความพยายามในการสำรวจอวกาศของรัสเซียเจอกับความล้มเหลวอีกครั้งเมื่อยานสำรวจอวกาศไร้คนขับ Luna-25 ของรัสเซียพุ่งชนดวงจันทร์เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ขณะที่อีลอน มัสก์ เข้ามาปฏิวัติการส่งยานสำรวจเข้าสู่อวกาศ ซึ่งนั่นเคยเป็นจุดแข็งของรัสเซีย โครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ครั้งนี้ของรัสเซียถือเป็นความทะเยอทะยานครั้งใหม่ในการกลับมาเป็นมหาอำนาจด้านการสำรวจอวกาศอีกครั้...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/news_5520286