ซุปเปอร์แพท
ปิยะพัชรี ศิลปี



ศรัทธา ความเชื่อ หรือ ความงมงาย?

สุขสันต์วันตรุษจีน วันนี้มาพูดคุยกันถึงเรื่อง หมอดู กับคนทรงเจ้าเกี่ยวกับโชคชะตาชีวิตของเรากัน ว่า ควรเชื่อมากน้อยเพียงใด กันนะคะ เพราะมาดามเป็นคนชอบดูดวงคนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการดำเนินชีวิต แต่ต้องไม่หลงงมงายแน่นอน ตามที่ อาจารย์วิสาระ ปนมกรณ์ ซึ่งมาดามเป็นลูกศิษย์ท่านมากว่า 30 ปี ท่านเตือนสติ และทำนายทายทักบนความเป็นจริง เรา มาอ่านบทความนี้กันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง

ในสังคมไทย “หมอดูดวง” และ “คนทรงเจ้า” อยู่คู่กับวิถีชีวิตผู้คนมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการดูฤกษ์ยาม แต่งงาน เปิดกิจการ ซื้อบ้าน หรือแม้แต่ตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิต หลายคนบอกว่าเคยได้รับคำทำนายที่ “แม่นยำอย่างน่าประหลาด” ขณะที่อีกไม่น้อยมองว่าเป็นเพียงกลไกทางจิตวิทยาที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เป็นไปได้หรือไม่” แต่คือ “เราควรเชื่ออย่างไร”

ในทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าพลังเหนือธรรมชาติ หรือการสื่อสารกับสิ่งลี้ลับมีอยู่จริง การทำนายหลายกรณีอาจอาศัยเทคนิคที่เรียกว่า “การอ่านแบบกว้าง” (Barnum effect) คือคำพูดที่ฟังดูเฉพาะเจาะจง แต่แท้จริงแล้วสามารถตีความเข้ากับคนจำนวนมากได้

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ความเชื่อก็มีบทบาททางจิตใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับบางคน การไปพบหมอดูหรือคนทรง ไม่ได้ต้องการคำทำนายอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการที่พึ่งทางใจ ต้องการใครสักคนรับฟัง และให้กำลังใจ ในสถานการณ์ที่ชีวิตสับสนหรือไร้ทิศทาง ความเชื่อจึงทำหน้าที่คล้าย “เครื่องยึดเหนี่ยว” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อ แต่อยู่ที่ “การใช้ความเชื่อโดยขาดวิจารณญาณ” หากการดูดวงนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินจำนวนมาก การรักษาโรคโดยละเลยแพทย์ หรือการถูกชักจูงให้สูญเสียทรัพย์สิน นั่นย่อมเป็นอันตราย

ในยุคข้อมูลข่าวสารที่ตรวจสอบได้ง่าย เราอาจเลือกยืนอยู่ตรงกลาง—เคารพความเชื่อ แต่ไม่ละทิ้งเหตุผล เปิดใจรับฟัง แต่ไม่มอบชีวิตทั้งหมดให้คำทำนาย

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าหมอดูจะ “แม่น” เพียงใด อนาคตก็ยังคงถูกกำหนดโดยการกระทำของเราในปัจจุบัน ความเชื่ออาจให้กำลังใจ แต่การตัดสินใจอย่างมีสติและความรับผิดชอบต่างหาก คือพลังที่แท้จริงในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

มาดูคำว่า “ฟ้าลิขิต” เป็นคำที่สะท้อนความเชื่อเรื่อง “ชะตา” หรือสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ว่าบางเหตุการณ์ในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากการเลือกของเราเอง แต่เป็นไปตามแรงที่มองไม่เห็น

คำถามคือ…มีส่วนกับชีวิตจริงไหม?

มุมความเชื่อ: ในหลายวัฒนธรรม รวมทั้งไทยและจีน แนวคิดเรื่องฟ้าลิขิตมีรากลึก เช่น ความเชื่อเรื่องบุญกรรม ดวงชะตา หรือพรหมลิขิต คนที่เชื่อมักมองว่า

การพบเจอบางคนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น “เพราะถึงเวลา” ความเชื่อนี้ช่วยให้หลายคนยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และมีพลังใจเดินต่อ

มุมเหตุผลและวิทยาศาสตร์: ทางจิตวิทยามองว่า มนุษย์มักต้องการ “ความหมาย” เพื่ออธิบายเหตุการณ์ โดยเฉพาะเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การสูญเสีย ความรัก หรือความสำเร็จ เราจึงใช้คำว่า “ฟ้าลิขิต” เพื่อทำให้สิ่งนั้นมีเหตุผลในใจ

แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตเกิดจาก: การตัดสินใจของเรา จากสิ่งแวดล้อม: จากโอกาสและความบังเอิญ (chance) ไม่มีหลักฐานว่ามีแรงเหนือธรรมชาติกำหนดเส้นทางชีวิตล่วงหน้าแบบตายตัว

มุมกลาง ๆ ที่สมดุล บางคนเลือกมองว่า“ฟ้าลิขิตกำหนดไพ่ที่เราได้รับ แต่เราเป็นคนเล่นไพ่ใบนั้นเอง” เราอาจควบคุมจุดเริ่มต้นไม่ได้—เช่น ครอบครัวที่เกิดมา สุขภาพพื้นฐาน หรือเหตุการณ์บางอย่าง—แต่เรายังเลือกท่าทีและการตอบสนองของเราได้เสมอ

คุณๆ คิดว่าอย่างไร ออกความเห็นสู่กันบ้างนะคะ

ด้วยรัก และปรารถนาดี จาก Madam Super Pat (323)702-0788