ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



รวบหนุ่มจีนแอบเพาะพันธุ์งูหลามกว่า 300 ตัวในห้องพัก ความแตกเพราะค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติ...

หนุ่มตกงานชาวจีนถูกศาลสั่งจำคุกหลังใช้ห้องพักเป็นฟาร์มงูหลามกว่า 300 ตัว เผยเจ้าหน้าที่สืบสวนตามรอยจากยอดการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงเกินบ้านคนทั่วไปเพราะต้องเปิดเครื่องคุมอุณหภูมิและความชื้น 24 ชั่วโมง...

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซีซีทีวีของทางการจีนรายงานคดีอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่น่าตกตะลึงในมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมหนุ่มตกงานแซ่กัว หลังจากสืบทราบว่าเขาใช้ห้องพักส่วนตัวลักลอบเพาะพันธุ์งูหลามซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับ 2 ของประเทศจีน โดยไม่ได้รับอนุญาต

จุดเริ่มต้นของคดีมาจากมีผู้พบเห็นงูหลามขนาดใหญ่เท่าแขนมนุษย์บริเวณตีนเขาในเดือนมีนาคม 2567 โดยผู้แจ้งเหตุเชื่อว่างูชนิดนี้ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นและมักจะไม่ออกมาเพ่นพ่านในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นงูที่มีคนลักลอบเลี้ยงแล้วหลุดออกมา

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงูและได้รับเบาะแสสำคัญว่า การเลี้ยงงูหลามให้อยู่รอดต้องใช้เครื่องคุมความชื้นและเครื่องทำความร้อนควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียสตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้บ้านหลังนั้นใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมากผิดปกติ นำไปสู่การปูพรมตรวจเช็กมิเตอร์ไฟของคนในชุมชนจนพบตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกเข้าไปในห้องพักของนายกัวก็พบกล่องพลาสติกสำหรับเลี้ยงงูวางเรียงซ้อนกันเป็นตับสูงจรดเพดาน โดยนายกัวได้ย้ายเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดของตัวเองไปรวมไว้ในห้องนอนเพียงห้องเดียว แล้วยกห้องนอนอีกสองห้องรวมถึงห้องโถงรับแขกให้เป็นที่อยู่ของกองทัพงูหลามจำนวน 309 ตัว

นอกจากนี้ตำรวจยังขยายผลและจับกุมนายตี้ เพื่อนร่วมขบวนการที่ทำหน้าที่คอยรับพัสดุบรรจุหนูขาวที่ใช้เป็นอาหารงูและช่วยประสานงานขาย รวมถึงนายเติ้ง เจ้าของร้านที่ขายงูรุ่นแรก 4 ตัวให้นายกัวเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเพาะพันธุ์งูของเขา...

หลังจากการตรวจค้นบ้านนายเติ้ง เจ้าหน้าที่ก็พบงูหลามเพิ่มอีก 47 ตัว รวมแล้วมีงูหลามที่เป็นของกลางในคดีนี้ทั้งหมดสูงถึง 436 ตัว มีมูลค่าในตลาดมืดกว่า 30 ล้านหยวน (ประมาณ 150 ล้านบาท)

จากการสอบสวน นายกัวยอมรับสารภาพว่าตนเองหลงใหลงูมานาน โดยเริ่มซื้อมาเลี้ยงตั้งแต่ปี 2557 หลังจากนั้นเขาก็หมกมุ่นกับการผสมพันธุ์งูจนได้งูสีสันแปลกๆ มากมาย

นายกัวเผยความรู้สึกว่า ตอนที่เลี้ยงงูเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็น “พระผู้สร้างสิ่งมีชีวิต”

ทั้งนี้งูทั้งหมดถูกส่งตัวไปดูแลต่อที่สวนสัตว์ท้องถิ่น ส่วนผู้ต้องหาทั้งสามรายถูกศาลเมืองไท่โจวตัดสินโทษจำคุกในข้อหาทำร้ายและค้าสัตว์ป่าคุ้มครองใกล้สูญพันธุ์ขั้นร้ายแรง ซึ่งตามกฎหมายอาญาของจีน ข้อหานี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES...


5 สัญญาณเตือน สมองส่วนหน้าเสื่อมถอย เหตุผลทำไมผู้ใหญ่โดนหลอกง่าย

เจาะลึก 5 สัญญาณเตือนภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย สาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จนหลงเชื่อคนแปลกหน้าและตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย

ทำไมผู้สูงอายุโดนหลอกง่าย? ไขคำตอบจากภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย

บ่อยครั้งที่ลูกหลานต้องเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อผู้ใหญ่ในบ้านหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อ ยอมโอนเงินจำนวนมากให้มิจฉาชีพ หรือแอบซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐานมารับประทานจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ หลายครอบครัวมองว่าพฤติกรรมนี้เกิดจากความดื้อรั้นหรือความไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่ในทางการแพทย์ระบุว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในอาการแสดงของภาวะ "สมองส่วนหน้าเสื่อมถอย"

สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมความคิดขั้นสูง การวางแผน การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจ และการประเมินความเสี่ยง เมื่อสมองส่วนนี้เริ่มเสื่อมสภาพลงตามวัยหรือจากรอยโรค สมรรถภาพในการจับผิดหรือความระแวดระวังต่อสิ่งรอบตัวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกหลอกลวงได้ง่ายที่สุด

5 สัญญาณเตือน ภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อมถอย ที่ลูกหลานต้องจับตา

การสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ครอบครัวสามารถป้องกันความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและสุขภาพได้ทันท่วงที โดยมี 5 สัญญาณเตือนหลักดังนี้

1. ความสามารถในการตัดสินใจเรื่องเงินลดลง ผู้สูงอายุอาจเริ่มมีพฤติกรรมใช้จ่ายเงินอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น ยอมซื้อของราคาแพงเกินจริงจากรถแห่หรือโฆษณาทางทีวี ขาดความยับยั้งชั่งใจในการโอนเงิน และไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าหรือความเสี่ยงทางการเงินที่เคยทำได้ในอดีต

2. บุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม จากคนที่เคยรอบคอบ ระมัดระวังตัว อาจกลายเป็นคนที่เชื่อคนแปลกหน้าได้อย่างง่ายดาย หรือในทางกลับกัน อาจมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายเมื่อถูกขัดใจ โดยเฉพาะเมื่อลูกหลานเข้ามาตักเตือนเรื่องการใช้เงินหรือการเสพสื่อออนไลน์

3. สูญเสียความสามารถในการแยกแยะเรื่องโกหก สมองส่วนหน้าที่เสื่อมลงจะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงลึกทำงานได้น้อยลง ผู้สูงอายุจะมองเห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและหลงเชื่อคำพูดหวานล้อม โฆษณาเกินจริง หรือคลิปวิดีโอสั้นของอินฟลูเอนเซอร์ในโลกโซเชียล โดยไม่ตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล

4. มีภาวะเฉยเมย ขาดความเห็นอกเห็นใจ สัญญาณหนึ่งที่เด่นชัดคือ การแสดงออกทางอารมณ์ที่ลดลง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือไม่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่ควรระวัง เช่น เมื่อลูกหลานเตือนเรื่องมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ท่านอาจแสดงท่าทีนิ่งเฉยและไม่คิดว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว

5. ทำพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ เช่น การเปิดดูคลิปวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อช่องเดิมซ้ำๆ การสั่งซื้อสินค้าประเภทเดิมๆ เข้ามาเต็มบ้าน แม้ว่าของเก่ายังไม่ได้ใช้ ซึ่งเกิดจากการที่สมองไม่สามารถบันทึกและประมวลผลกระบวนการทำงานที่เป็นระบบได้เหมือนเดิม

จากข้อมูลทางการแพทย์ของสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรคสมองเสื่อมชนิดส่วนหน้าและส่วนข้าง (Frontotemporal Dementia) มักส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจก่อนเรื่องความจำ ทำให้ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นยังคงจำชื่อลูกหลานหรือจำทางกลับบ้านได้ดี แต่จะสูญเสียความสามารถในการประเมินความซื่อสัตย์ของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางทรัพย์สินสูงกว่ากลุ่มอื่น

แนวทางการดูแลและป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อ

หากลูกหลานเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การดุด่าหรือห้ามปรามอย่างรุนแรง แต่ควรรับมือด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

พาเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินระบบประสาท: ควรนัดหมายแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทหรือจิตเวชผู้สูงอายุเพื่อทำการตรวจประเมินสมรรถภาพทางสมองอย่างละเอียด

ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร: หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงตัดสิน เช่น "พ่อโดนหลอกแล้ว" แต่ให้ใช้การตั้งคำถามร่วมกัน เช่น "สินค้าตัวนี้น่าสนใจดีนะแม่ เดี๋ยวเราลองให้หมอช่วยดูตอนไปตรวจรอบหน้าไหม"

วางมาตรการป้องกันทางการเงิน: พูดคุยเพื่อขอเข้ามาช่วยดูแลระบบบัญชีธนาคาร ปรับลดวงเงินการโอนผ่านโมบายแบงก์กิ้ง หรือเปลี่ยนบัญชีทรัพย์สินหลักให้เป็นบัญชีร่วมเพื่อความปลอดภัย

สังเกตด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การจับผิด

การที่ผู้สูงอายุเชื่อคนนอกมากกว่าคนในบ้านในภาวะสมองเสื่อมถอย ไม่ได้เกิดจากความไม่รักลูกหลาน แต่เป็นข้อจำกัดทางร่างกายที่สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมด้วยความเข้าใจและใช้หลักการแพทย์เข้ามาช่วยบริหารจัดการ จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปกป้องทั้งสุขภาพและทรัพย์สินของคนที่คุณรัก


ไขคำตอบ ทำไมฝนตกฟ้าร้องถึงไม่ควรอาบน้ำ เผยคำเตือนที่ต้องระวัง

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่มักจะตามมาคู่กันเสมอก็คือเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และปรากฏการณ์ฟ้าผ่าอันน่ากลัว หลายคนอาจเคยได้ยินผู้ใหญ่สมัยก่อนเตือนด้วยความหวังดีว่า “เวลาฝนตกฟ้าร้องระงม ห้ามออกไปอาบน้ำเด็ดขาด” (คนสมัยก่อนอาบน้ำนอกบ้าน และเด็กๆ ก็ชอบเล่นน้ำฝน) ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจมองว่าเป็นเพียงกุศโลบายโบราณที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกให้เด็กๆ กลัวเสียงฟ้าเสียงฝนเท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เคยให้คำแนะนำถึงวิธีการป้องกันตัวเองจากฟ้าผ่า หากมีสภาพอากาศที่มีพายุฝนคะนอง "ห้ามเข้าใกล้บริเวณอาบน้ำและท่อประปาอื่นๆ" ซึ่งแน่นอนว่ามีท่อประปาที่เชื่อมต่อไปถึงในห้องน้ำด้วย จึงอาจเป็นเหตุผลที่แนะนำว่าหากพายุฝนคะนอง มีเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า อาจงดอาบน้ำไปก่อน

เจาะลึก 3 ปัจจัยเสี่ยง สายฟ้าวิ่งเข้าห้องน้ำได้อย่างไร?

พลังงานจากฟ้าผ่าหนึ่งครั้งมีกระแสไฟสูงถึงหลักแสนแอมแปร์และมีความร้อนมหาศาล แม้ว่าคุณจะหลบอยู่ภายในตัวอาคารที่มิดชิด แต่ "ห้องน้ำ" กลับเป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงที่สุดในบ้านด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ท่อประปาและระบบน้ำเป็น "ทางด่วน" นำไฟฟ้า ระบบประปาของบ้านเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านยุคเก่าหรืออาคารพาณิชย์ มักจะใช้ ท่อระบายน้ำที่เป็นโลหะหรือโครงเหล็ก ซึ่งเป็นสื่อนำไฟฟ้าชั้นยอด และที่สำคัญที่สุดคือ "น้ำประปา" มีส่วนผสมของแร่ธาตุและสารต่างๆ ที่ยอมให้กระแสไฟวิ่งผ่านได้อย่างสะดวกดาย หากฟ้าผ่าลงมาที่หลังคาบ้าน ปั๊มน้ำ หรือโครงสร้างอาคาร กระแสไฟสามารถวิ่งลัดเลาะมาตามระบบท่อและสายน้ำพุ่งตรงสู่ตัวคุณที่กำลังยืนอาบน้ำได้ทันที

2. เครื่องทำน้ำอุ่นและสายดินที่ไม่สมบูรณ์ เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อระบบเข้ากับทั้งสายไฟหลักและสายน้ำโดยตรง แม้กฎหมายจะบังคับให้มีการติดตั้ง "สายดิน" แต่หากระบบสายดินภายในบ้านเสื่อมสภาพ ชำรุด หรือติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน แรงดันไฟฟ้าย่อยที่เกิดจากฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียงอาจวิ่งย้อนศรเข้าสู่ตัวเครื่องและปล่อยกระแสไฟรั่วไหลออกมาพร้อมกับน้ำอุ่นที่ราดรดตัวคุณ

3. สภาวะร่างกายที่ "ต้านทานไฟฟ้าต่ำที่สุด" โดยปกติ ผิวหนังแห้งของมนุษย์จะมีความต้านทานไฟฟ้าในระดับหนึ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณก้าวเท้าเข้าห้องน้ำจน ร่างกายเปียกปอนไปด้วยน้ำ ความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังจะลดฮวบลงทันที ส่งผลให้หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลเล็ดลอดเข้ามาเพียงแค่เล็กน้อย ร่างกายของคุณจะกลายเป็นสะพานไฟที่สมบูรณ์แบบ ส่งผลให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหรือเสียชีวิตได้ง่ายกว่าสภาวะปกติหลายเท่า

รู้จัก กฎเหล็ก "30-30" สากลเพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า

เลข 30 ตัวแรก (วินาที) หากเห็นฟ้าแลบ แล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที แสดงว่าพายุฟ้าคะนองอยู่ใกล้ตัวมากในระยะอันตราย ให้หยุดอาบน้ำหรือสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าทันที

ส่วนเลข 30 ตัวที่สอง (นาที) หลังจากฝนหยุดตก หรือไม่มีเสียงฟ้าร้องแล้ว ควรรออย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าประจุไฟฟ้าในอากาศสลายตัวหมด จึงจะสามารถเข้าอาบน้ำได้ตามปกติ

ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ไม่ควรทำอะไรบ้าน นอกเหนือจากการอาบน้ำในห้องน้ำ (ไม่ว่าจะเป็นจากฝักบัว, การตักน้ำจากโอ่ง หรือการนอนแช่ในอ่าง) CDC ยังได้แนะนำข้อควรระวังเพิ่มเติมที่คุณควรเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ดังนี้

งดการล้างจานและซักผ้าด้วยมือ กิจกรรมใดๆ ที่ต้องเปิดก๊อกน้ำและสัมผัสกับแหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกับท่อภายนอกอาคารควรงดเว้นชั่วคราว

เลี่ยงการใช้โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย เนื่องจากกระแสไฟจากฟ้าผ่าสามารถวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ได้ (ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เสียบปลั๊กชาร์จสามารถใช้งานได้ตามปกติ)

ไม่นอนราบบนพื้นคอนกรีต พื้นคอนกรีตหรือผนังปูนที่มีโครงเหล็กอยู่ภายในสามารถเป็นตัวนำประจุไฟฟ้าจากฟ้าผ่าลงดินได้

คำเตือนที่ว่า "ฝนตกฟ้าร้องไม่ควรอาบน้ำ" จึงไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นหลักวิทยาศาสตร์เรื่องการนำไฟฟ้าที่พิสูจน์แล้วว่ามีอันตรายถึงชีวิต โอกาสที่จะเกิดฟ้าผ่าทะลุท่อประปาเข้ามาช็อตคนในบ้านอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เมื่อใดที่มันเกิดขึ้น ผลลัพธ์มักจะร้ายแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตเสมอ

ดังนั้น ในคืนที่พายุฝนกระหน่ำและมีเสียงฟ้าร้องคำราม อดใจรอสักนิดให้พายุผ่านพ้นไปก่อน เพื่อให้การอาบน้ำของคุณเป็นช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ที่มา : www.cdc.gov


รู้จัก “Lemon Law” กฎหมายใหม่พลิกเกมคุ้มครองผู้บริโภค สินค้าชำรุด-เสียหาย ผู้ขายรับผิดชอบ หากสินค้าเกิดความชำรุดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

เคยไหม? ซื้อรถป้ายแดงมาขับได้สามวันพัง ซื้อสมาร์ทโฟนมาเครื่องรวน หรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาแล้วใช้ไม่ได้ แต่พอจะเคลมทีไรต้องปวดหัวตึ้บ เพราะฝั่งร้านค้าโบ้ยให้เราเป็นคนพิสูจน์ แถมยังต้องทนส่งซ่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนท้อใจ!แต่บอกเลยว่าต่อจากนี้ไป “ผู้บริโภคอย่างเราจะ ไม่-ทน-อีก-ต่อไป” เพราะล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือที่สายช้อปสายไอทีคุ้นหูกันในชื่อ “กฎหมาย Lemon Law” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เสนอ เพื่อส่งไม้ต่อให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญระดับประวัติศาสตร์ที่จะมายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เทียบเท่าสากล!

คมชัดลึก เจาะลึกเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ว่ามีอะไรบ้าง และมันจะเปลี่ยนชีวิตนักช้อปไทยไปอย่างไร? บอกเลยว่าเป็นประโยชน์มาก! พลิกเกมครั้งใหญ่! คนขายต้องเป็นคน "พิสูจน์" ไม่ใช่ผู้บริโภค

แต่เดิมเวลาสินค้ามีปัญหา ผู้บริโภคอย่างเราต้องวิ่งเต้นหอบหลักฐานไปพิสูจน์เองจนเหนื่อยใจ แต่กฎหมาย Lemon Law ฉบับนี้จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ!

กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน: หากสินค้าเกิดการชำรุดเสียหายภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าสินค้านั้นชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่วันส่งมอบ!

หน้าที่ตกเป็นของคนขาย: ฝั่งผู้ขายต่างหากที่มีหน้าที่ต้องไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ว่า ความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากฝั่งตัวเอง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้...ก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ

เปิดสิทธิ์ 4 รูปแบบเยียวยา และไทม์ไลน์การขอยกเลิก-เปลี่ยนสินค้าทันที หากเราแจ็กพอตเจอสินค้าชำรุดบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญ กฎหมายเปิดช่องให้ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับการเยียวยาถึง 4 รูปแบบ คือ การซ่อมแซม, การเปลี่ยนสินค้า, การลดราคา หรือการเลิกสัญญา (คืนเงิน) โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา ซึ่งมีกำหนดเวลาในการใช้สิทธิ์เอากลับไปเปลี่ยนใหม่ได้ทันที ดังนี้

สินค้าทั่วไป: พบความชำรุดภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า สามารถขอเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ทันที และหากพบความชำรุดภายใน 6 เดือน กฎหมายจะสันนิษฐานว่าพังมาตั้งแต่ต้น

เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (รวมสมาร์ทโฟน): หากพบปัญหา สามารถใช้สิทธิขอเปลี่ยนเครื่องใหม่ได้ทันทีภายใน 14 วัน นับจากวันที่ได้รับสินค้า

รถยนต์: หากพบข้อบกพร่องที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ชนิดเดียวกันให้แก่ผู้ซื้อทันที! และกฎหมายยังคุ้มครองยาวๆ ว่าหากเจอข้อบกพร่องภายใน 1 ปี นับจากวันส่งมอบ ให้สันนิษฐานว่าชำรุดตั้งแต่แรก

ขีดเส้นตายการซ่อม! ลากยาวเกินกำหนด...เตรียมรับโทษ

หมดยุคดองของ ดองเคลม ลากยาวเป็นปีๆ เพราะกฎหมายฉบับนี้กำหนดกรอบเวลาในการซ่อมแซมเอาไว้อย่างชัดเจนที่สุด:

สินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์: ต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน

รถยนต์: ต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 90 วัน (นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้รับมอบสินค้าไว้ซ่อม)

หากฝั่งผู้ขายละเลย หรือไม่สามารถซ่อมแซมให้เสร็จได้ตามกรอบเวลานี้: ผู้บริโภคอย่างเรามีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอขอลดราคา, บอกเลิกสัญญาเพื่อเอาเงินคืน หรือเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้ทันที!

เรียกว่ากฎหมาย Lemon Law ฉบับนี้ คือหมัดฮุกสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจคลอดออกมาเพื่อสร้างความเป็นธรรม และเซฟสิทธิ์เซฟเงินในกระเป๋าของประชาชนผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแท้จริง ต่อไปนี้จะซื้อรถ ซื้อโทรศัพท์ หรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหน ก็อุ่นใจขึ้นเป็นกอง ไม่ต้องกลัวโดนเทอีกต่อไปแล้วจ้า!


ส่องความหวังใหม่ 'ยารักษาอัลไซเมอร์' นวัตกรรมทางการแพทย์ที่โลกจับตา

อัปเดตนวัตกรรมและวิธีรักษาอัลไซเมอร์ล่าสุดที่โลกจับตา สานความหวังชะลอความจำเสื่อมให้ผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมแนวทางการดูแลที่คนใกล้ชิดและผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาด

อัลไซเมอร์ ภัยเงียบที่พรากความทรงจำ

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) ถือเป็นฝันร้ายสำหรับผู้สูงวัยและครอบครัว เนื่องจากเป็นภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ข้อมูลทางสถิติและประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ที่ผ่านมาพบว่า โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ การรักษาส่วนใหญ่ในอดีตเป็นเพียงการประคับประคองอาการ อย่างไรก็ตาม ด้วยการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบทั้งในไทยและทั่วโลก วงการแพทย์จึงได้เร่งวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความหวังครั้งใหม่ที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การรักษาโรคนี้ไปตลอดกาล

อัปเดตความหวังใหม่ นวัตกรรมและ 'ยารักษาอัลไซเมอร์' ที่โลกจับตา

ข้อมูลจากการศึกษาทางการแพทย์ระดับโลกและรายงานด้านสุขภาพล่าสุด ระบุว่า ปัจจุบันมีแนวทางและ "วิธีรักษาอัลไซเมอร์" ที่ก้าวหน้าไปมาก โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับต้นตอของโรคมากกว่าแค่การรักษาตามอาการ ดังนี้

1. ยาพุ่งเป้ากำจัดโปรตีนอะไมลอยด์ (Amyloid-Targeting Therapies) นวัตกรรมที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ยาในกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Monoclonal Antibodies) เช่น เลแคเนแมบ (Lecanemab) และ โดนาเนแมบ (Donanemab) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) แล้ว ยาเหล่านี้ทำงานโดยการเข้าไปจับและทำลายคราบโปรตีน "อะไมลอยด์ เบตา" ที่สะสมอยู่ในสมอง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรค แม้จะไม่ใช่ยาที่ทำให้หายขาด แต่ผลการวิจัยระบุว่าสามารถ "ชะลอ" ความถดถอยของความจำและการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ หากได้รับยาในระยะเริ่มต้น

2. การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองล่วงหน้า กุญแจสำคัญในการใช้ยาใหม่ให้ได้ผลดีคือ "การพบโรคให้เร็วที่สุด" ปัจจุบันวงการแพทย์ได้พัฒนาการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโปรตีน P-tau217 ซึ่งสามารถบ่งชี้ความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้แม่นยำสูงและราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่าการเจาะน้ำไขสันหลังหรือการทำ PET Scan ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้ทันท่วงที

3. การศึกษาการใช้ยาลดน้ำหนักรักษาโรคสมองเสื่อม อีกหนึ่งแนวทางที่น่าจับตามองคือ การนำยาในกลุ่ม GLP-1 (ที่นิยมใช้รักษาโรคเบาหวานและลดน้ำหนัก) มาทดลองใช้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยนักวิจัยพบว่า ยาดังกล่าวอาจมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในสมองและปกป้องเซลล์ประสาท ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในอนาคต

บริบทในประเทศไทย การดูแลผู้ป่วยและวิธีรักษาแบบไม่ใช้ยา

สำหรับประเทศไทย การเข้าถึงตัวยาใหม่ๆ อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น "วิธีรักษาอัลไซเมอร์" ในมุมมองของการดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการปรับไลฟ์สไตล์จึงยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย

อาหารบำรุงสมอง: แนะนำให้ปรับใช้หลักการรับประทานอาหารแบบ MIND Diet โดยเน้นผักใบเขียว ปลา ธัญพืช และลดอาหารไขมันอิ่มตัว ซึ่งสามารถปรับใช้กับเมนูอาหารไทยได้ง่าย เช่น แกงเลียง ยำปลาทู เป็นต้น

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม

การเข้าสังคมและฝึกสมอง: การพูดคุย เล่นเกม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ช่วยสร้างจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์จะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% แต่นวัตกรรมและยารักษาอัลไซเมอร์ที่กำลังทยอยเปิดตัว ถือเป็นก้าวสำคัญที่มอบ "เวลา" และ "คุณภาพชีวิต" กลับคืนมาให้ผู้ป่วยและครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นสังเกตอาการของคนใกล้ชิด หากพบสัญญาณแห่งการหลงลืมที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาทเพื่อประเมินความเสี่ยงแต่เนิ่นๆ

ที่มา: Parade