

เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นาทีแรกอาจไม่มีใครช่วยคุณได้ นอกจากสติ ความรู้ และการตัดสินใจของตัวคุณเอง
เสียงปืนหนึ่งนัด…อาจเปลี่ยนชีวิตคนทั้งครอบครัว
เสียงปืนหลายนัด…อาจเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งชุมชน
เมื่อเกิดเหตุ Mass Shooting หรือ Active Shooter สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงเสียงปืน แต่คือความจริงที่ว่า ในช่วงนาทีแรก เราอาจต้องพึ่งตัวเอง เหตุสังหารหมู่ครั้งล่าสุดในประเทศไทย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย รวมผู้ก่อเหตุ เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากเห็นเกิดขึ้นซ้ำ
คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ทำไมเขาถึงทำ?” แต่เราต้องถามตัวเองด้วยว่า
“ถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าเรา…เราจะทำอย่างไร?”
อย่ารอให้ตำรวจมาช่วยอย่างเดียว จากประสบการณ์ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ผมรู้ดีว่า เมื่อได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจจะพยายามเดินทางไปยังที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด แต่ตำรวจไม่สามารถอยู่ทุกที่พร้อมกันได้
เมื่อมีการโทร 911 เจ้าหน้าที่ต้องรับสาย ประเมินสถานการณ์ ส่งกำลัง และเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ช่วงเวลานั้นอาจเป็นเพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์…ไม่กี่นาทีอาจยาวนานเหมือนทั้งชีวิต
ดังนั้น การเตรียมตัวของประชาชนไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่คือ Survival Skill — ทักษะการเอาชีวิตรอด
สิ่งที่เรามีติดตัวในวันนั้นอาจไม่ใช่อาวุธหรืออุปกรณ์พิเศษ แต่คือ สติ ความรู้ และการตัดสินใจ
ก่อนเกิดเหตุ…เราต้อง “มองให้เห็น”
การป้องกันเหตุร้ายไม่ได้เริ่มเมื่อเสียงปืนดัง แต่มันเริ่มตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ครอบครัวต้องใส่ใจลูกหลาน ครูต้องสังเกตนักเรียน เพื่อนต้องสังเกตเพื่อน ชุมชนต้องไม่เพิกเฉยต่อสิ่งผิดปกติ
คนที่กำลังมีปัญหาอาจไม่ได้บอกว่า “ผมกำลังจะทำร้ายใคร” แต่บางครั้งอาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น แสดงความโกรธแค้นอย่างรุนแรง พูดถึงการแก้แค้น หมกมุ่นกับความรุนแรง หรือพูดถึงการทำร้ายผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม อย่าตีตราคนจากสัญญาณเพียงอย่างเดียว การถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาครอบครัว การเล่นเกม หรือปัญหาสุขภาพจิต ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุ แต่หากมีหลายสัญญาณเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะการพูดหรือวางแผนทำร้ายผู้อื่น อย่าเพิกเฉย หลักง่าย ๆ คือ
“If you see something, say something.”
เห็นสิ่งผิดปกติ ให้แจ้งผู้ปกครอง โรงเรียน ผู้รับผิดชอบ หรือเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสม แต่ อย่าเข้าไปเผชิญหน้ากับบุคคลที่อาจเป็นอันตรายด้วยตัวเอง หน้าที่ของประชาชนคือ สังเกต แจ้ง และรักษาความปลอดภัยของตัวเอง ส่วนการตรวจสอบและดำเนินการเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เมื่อเหตุเกิดขึ้น…จำให้ขึ้นใจ
RUN — HIDE — FIGHT
1. RUN — วิ่งหนี ถ้ามีทางออกที่ปลอดภัย ให้หนีทันที ไม่ต้องห่วงกระเป๋า โทรศัพท์ หรือทรัพย์สิน และที่สำคัญ อย่าหยุดถ่ายคลิป ใช้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุด ออกจากพื้นที่อันตราย และอย่ากลับเข้าไป เมื่ออยู่ในจุดปลอดภัย โทร 911 และบอกข้อมูลที่คุณเห็นจริง เช่น สถานที่ ผู้ก่อเหตุ จำนวนคน ลักษณะการแต่งกาย และผู้บาดเจ็บ อย่าเข้าใกล้เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม
2. HIDE — ซ่อน ถ้าหนีไม่ได้ ให้หาที่กำบังและออกจากสายตาผู้ก่อเหตุ ล็อกประตู หากทำได้ให้ใช้สิ่งของกีดขวางทางเข้า ปิดไฟ ปิดเสียงโทรศัพท์และระบบสั่น และอย่าส่งเสียง อย่าเปิดประตูให้คนที่ไม่แน่ใจ และอย่าออกจากที่ซ่อนเพียงเพราะเสียงปืนเงียบลง ความเงียบไม่ได้หมายความว่าอันตรายผ่านไปแล้ว
3. FIGHT — สู้ นี่คือ ทางเลือกสุดท้าย หากหนีไม่ได้ ซ่อนไม่ได้ และผู้ก่อเหตุกำลังจะเข้าถึงตัวคุณ ให้ป้องกันชีวิตตัวเองและคนรอบข้างโดยใช้สิ่งที่มีอยู่เพื่อสร้างโอกาสในการเอาชีวิตรอด เป้าหมายไม่ใช่การเป็นฮีโร่ แต่คือ การมีชีวิตรอด
10 ข้อที่ควรจำ
1. รู้ทางออก เมื่อเข้าไปในสถานที่ใหม่ ใช้เวลาไม่กี่วินาทีมองหาทางหนี
2. อย่าคิดว่า “คงไม่เกิดกับเรา” การเตรียมพร้อมคือการไม่ประมาท
3. ได้ยินเสียงปืน ให้ประเมินทิศทางอันตราย แล้วเลือกทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
4. อย่าหยุดถ่ายวิดีโอ โทรศัพท์ไม่สำคัญเท่าชีวิต
5. โทร 911 เมื่ออยู่ในจุดปลอดภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
6. หนีไม่ได้ให้ซ่อน ล็อก กีดขวาง ปิดไฟ และเงียบ
7. อย่าเปิดประตูโดยไม่แน่ใจ รอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เมื่อทำได้
8. Fight เป็นทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่การเข้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
9. เห็นสิ่งผิดปกติให้แจ้ง แต่อย่าเผชิญหน้าด้วยตัวเอง
10. ฝึกไว้ก่อน เพราะความรู้วันนี้อาจช่วยชีวิตคุณในวันหนึ่ง
เราไม่สามารถหยุดเหตุร้ายได้ทุกครั้ง แต่เราสามารถ เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อสร้างความกลัว แต่ต้องการสร้าง “ความพร้อม” เพราะเหตุร้ายอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่—โรงเรียน ห้าง ร้านอาหาร สำนักงาน โบสถ์ วัด หรืองานสังสรรค์ของเราเอง โดยเฉพาะสถานที่ที่เรียกว่า Soft Targets ซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยจำกัด ตำรวจต้องฝึก โรงเรียนต้องฝึก องค์กรต้องฝึก และ ประชาชนก็ต้องฝึกเช่นกัน
เพราะในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ตำรวจอาจยังมาไม่ถึง…แต่คุณอยู่ตรงนั้นแล้ว
สังคมที่ปลอดภัยไม่ได้เกิดจากตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก
ตำรวจที่ทำงานอย่างมืออาชีพ ครอบครัวที่ใส่ใจ โรงเรียนที่สังเกตเห็น ชุมชนที่ไม่เพิกเฉย
และประชาชนที่รู้จักเอาตัวรอด เราต้องเปลี่ยนจาก Reactive Citizen ที่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ มาเป็น Proactive Citizen เห็นก่อน แจ้งก่อน เตรียมพร้อมก่อน
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ช่วยชีวิตคนไม่ได้อยู่ในมือของตำรวจ แต่อยู่ในมือของคนธรรมดาที่เห็นเหตุการณ์ก่อนใคร
หนึ่งสายโทรศัพท์…อาจหยุดเหตุร้าย
หนึ่งประตูทางออก…อาจช่วยชีวิต
หนึ่งการตัดสินใจที่ถูกต้อง…อาจทำให้ใครบางคนได้กลับบ้าน
ครั้งต่อไปที่คุณเข้าไปในโรงเรียน ห้าง ร้านอาหาร วัด โบสถ์ หรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก อย่ามองเพียงว่า “วันนี้จะกินอะไร?” ลองใช้เวลาไม่กี่วินาทีมองรอบตัว แล้วถามตัวเองว่า
“ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น…ทางออกอยู่ตรงไหน?” เราไม่รู้ว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นเมื่อไร
แต่เราเลือกได้ว่า เมื่อมันเกิดขึ้น…เราจะ “พร้อม” หรือ “ไม่พร้อม”
และในวันนั้น ความพร้อมอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่าง
“กลับบ้าน” กับ “ไม่ได้กลับบ้าน”
โชคดีครับ
คิด ฉัตรประภาชัย