ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



รู้จัก "ลิ่มเลือดอุดตัน" เกิดจากอะไร เช็กอาการเตือน ใครบ้างเป็นกลุ่มเสี่ยง

เช็กอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภัยเงียบใกล้ตัวที่หลายคนไม่เคยรู้ “ลิ่มเลือด” เป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยหยุดเลือดเมื่อร่างกายเกิดบาดแผล แต่หากเลือดจับตัวเป็นก้อนขึ้นภายในหลอดเลือดโดยไม่เหมาะสม อาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ทำให้อวัยวะได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

ภาวะนี้อาจเกิดได้กับหลอดเลือดหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นขา ปอด หัวใจ หรือสมอง อาการจึงแตกต่างกันออกไป ที่สำคัญบางกรณีอาจเป็นอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

รู้จักภาวะ “ลิ่มเลือดอุดตัน” คืออะไร

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (ภาษาอังกฤษ : Thrombosis) คือ ภาวะที่เลือดจับตัวเป็นก้อนภายในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนผ่านบริเวณนั้นได้ไม่สะดวกหรือไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ ลิ่มเลือดอาจอุดตันอยู่ตรงจุดที่ก่อตัว หรือหลุดไปตามกระแสเลือดและอุดตันหลอดเลือดบริเวณอื่น ส่งผลให้อวัยวะขาดเลือดและเกิดความเสียหายได้

ทั้งนี้ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับขนาดของลิ่มเลือด ตำแหน่งที่อุดตัน และอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ โดยภาวะลิ่มเลือดอุดตันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ อาจพบที่หลอดเลือดดำส่วนลึกบริเวณขา และหากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ปอด อาจทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด ซึ่งเป็นภาวะอันตราย

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

สาเหตุหรือกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันสามารถแบ่งได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้

1. ผนังหลอดเลือดเกิดความเสียหายหรือผิดปกติ เมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดเพื่อหยุดเลือด แต่กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดภายในหลอดเลือดได้ ตัวอย่างปัจจัยที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย ได้แก่ การบาดเจ็บ การทำหัตถการหรือผ่าตัดบางชนิด รวมถึงการมีคราบไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด

2. การไหลเวียนของเลือดผิดปกติหรือช้าลง เมื่อเลือดไหลเวียนช้าหรือติดขัด เลือดอาจจับตัวรวมกันและเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายขึ้น ภาวะนี้อาจพบในผู้ที่นอนนิ่งหรือไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ผู้ที่ต้องใส่เฝือก ผู้ที่นั่งเดินทางต่อเนื่องหลายชั่วโมง ตลอดจนผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือความผิดปกติของหลอดเลือดบางประเภท

3. เลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติ ความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด เช่น ร่างกายขาดหรือมีความบกพร่องของโปรตีนที่ช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนได้ง่าย นอกจากนี้ ยาบางประเภท โรคประจำตัว และพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน

ใครบ้างเสี่ยงเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ได้แก่

ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้ที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย นอนพักรักษาตัวเป็นเวลานาน หรือนั่งต่อเนื่องหลายชั่วโมง

ผู้ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดหรือได้รับบาดเจ็บจนเคลื่อนไหวลำบาก

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือความผิดปกติด้านการแข็งตัวของเลือด

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง

ผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแข็งหรือโรคอักเสบเรื้อรัง

ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

หญิงตั้งครรภ์

ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนบางประเภท

ผู้ที่สูบบุหรี่

การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดลิ่มเลือดอุดตันเสมอไป แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อมีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งนี้ ไม่ควรหยุดยาคุมกำเนิด ยาฮอร์โมน หรือยาประจำตัวด้วยตนเอง

เช็กอาการของ “ลิ่มเลือดอุดตัน” มีสัญญาณเตือนอย่างไร

อาการของลิ่มเลือดอุดตันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิด โดยอาการสำคัญที่ควรสังเกตมีดังนี้

1. ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกหรือ DVT มักพบที่ขา อาการอาจเกิดขึ้นค่อนข้างกะทันหันภายในระยะเวลาไม่กี่วัน หากลิ่มเลือดหลุดจากขาและเดินทางไปอุดตันหลอดเลือดที่ปอด อาจก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินได้ โดยผู้ป่วยอาจมีอาการ ดังนี้

ขาบวมโต

ปวดหรือกดเจ็บบริเวณที่เกิดลิ่มเลือด

เดินแล้วรู้สึกปวดและบวมมากขึ้น

ผิวหนังบริเวณนั้นแดงหรือมีสีคล้ำขึ้น

อาการของลิ่มเลือดอุดตันในแต่ละคน อาจมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดภาวะนี้

2. ลิ่มเลือดอุดตันในปอด ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดอาจแสดงอาการแตกต่างกันตามขนาดและปริมาณของลิ่มเลือดที่อุดตัน แต่ถือเป็นภาวะรุนแรงที่ไม่ควรรอดูอาการเอง ได้แก่

หายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่มอย่างฉับพลัน

หายใจถี่หรือหายใจเร็ว

เหนื่อยหอบหรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ

เจ็บหรือแน่นหน้าอกกะทันหัน

เจ็บหน้าอกมากขึ้นขณะหายใจเข้า

ความดันโลหิตลดลง

ไอเป็นเลือด

3. ลิ่มเลือดอุดตันในสมอง อาการทางสมองต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน เพราะการรักษาล่าช้าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการหรือเสียชีวิต เมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ อาจมีอาการ เช่น

หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว

พูดไม่ชัด สื่อสารหรือเข้าใจคำพูดผิดปกติ

สับสนหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

ปวดหรือเวียนศีรษะ

คลื่นไส้ อาเจียน

บางรายอาจมีอาการชัก

4. ลิ่มเลือดอุดตันที่หัวใจ อาการที่อาจพบ ได้แก่

เจ็บหน้าอก

หายใจลำบาก

เวียนศีรษะ

อาการสงสัยภาวะ “ลิ่มเลือดอุดตัน” แบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

ลิ่มเลือดอุดตันยังมีที่บริเวณช่องท้อง แขน หรืออวัยวะอื่นได้ ทำให้เกิดอาการแตกต่างกัน เช่น ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ชา ซีด หรือเย็นผิดปกติ หากมีอาการหายใจไม่ออกหรือหายใจลำบากกะทันหัน เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด สับสน หรือขาบวมแดงและปวดอย่างผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

การออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นหนึ่งในวิธีช่วยลดความเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

วิธีลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน

การลดความเสี่ยงสามารถทำได้ด้วยการหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ และดูแลโรคประจำตัวให้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

อ้างอิงข้อมูล : โรงพยาบาลเมดพาร์ค, โรงพยาบาลพญาไท 3


พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาพุนพิน พาย้อนรอยโลก 4,600 ล้านปี

ยกเอาเรื่องราวในอดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่าน “พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี”

พิพิธภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น สวยงาม นำเสนอเนื้อหาผ่านสื่อการจัดแสดงที่ทันสมัย มีจุดถ่ายภาพที่สวยงามไม่ซ้ำใคร

ล่าสุดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

นายสุชาติบอกว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ควรเป็นเพียงสถานที่จัดแสดงที่เปิดใช้งานเฉพาะบางโอกาส แต่ต้องเชื่อมโยงกับโรงเรียนในสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ก่อสร้างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

พร้อมมองว่าที่นี่สามารถต่อยอดเป็นจุดหมายท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด เพิ่มมิติให้การท่องเที่ยวสุราษฎร์ธานีที่ปกติเด่นด้านทะเลและเกาะ ให้มีเรื่องราวซากดึกดำบรรพ์และธรณีวิทยาเป็นอีกทางเลือก ทั้งยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เปิดพิพิธภัณฑ์

ด้านนายยงยุทธเสริมว่า กรมทรัพยากรธรณีตั้งใจพัฒนาที่นี่ให้เป็น “ห้องเรียนขนาดใหญ่ของภาคใต้” ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ พื้นที่วิจัย และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรณี นำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน

“กรมทรัพยากรธรณี ใช้เวลาก่อสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งแต่ปี 2553-2566 เป็นเวลา 13 ปี บนพื้นที่ 10 ไร่ เป็นอาคารเดี่ยวสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยราว 16,000 ตารางเมตร โดยมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยาที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งเดียวในภาคใต้ และยังเป็นคลังเก็บตัวอย่างธรณีวิทยาสำคัญที่ค้นพบทั่วภูมิภาคอีกด้วย” นายยงยุทธย้ำเป้าหมาย

โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้เล่าเรื่องราวย้อนรอยอดีตตั้งแต่กำเนิดจักรวาลถึงดินแดนภาคใต้ และเมื่อเข้ามาในอาคารชั้น 1 จะมีนิทรรศการที่ชวนให้ทุกคนเรียนรู้ทรัพยากรธรณีของไทย ทั้งควอตซ์หลากสี ดีบุกเฟื่องฟู มูเตลูอัญมณี แร่ดีมีคุณค่า ย้อนเวลาไดโนสยาม บทบาทนักธรณี และถ้ำมีชีวิต

ขณะที่ชั้น 2 และ 3 พาชมเรื่องราวของโลกในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับจักรวาล ระดับโลก และเชื่อมโยงภูมิภาคภาคใต้ ผ่านการจัดแสดงหลากหลายโซน ที่ทั้งตื่นตาและชวนค้นหา

เริ่มด้วย ‘จักรวาลและโลก’ เป็นการจำลองระบบสุริยะและดวงดาวต่างๆ เสมือนเข้าไปอยู่ในห้วงอวกาศ ประกอบไปด้วยการกำเนิด องค์ประกอบของระบบสุริยะ ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงดาวเคราะห์ โครงสร้างโลก และการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก

‘ทะเลสู่บก’ จุดไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ ที่จะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศการวิวัฒนาการของโลกและสิ่งมีชีวิตตามลำดับ ช่วงเวลาตั้งแต่กำเนิดโลกเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว สู่ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในทะเลดึกดำบรรพ์มหายุคพาลีโอโซอิก จากนั้นสิ่งมีชีวิตในทะเลวิวัฒนาการขึ้นสู่บกในช่วงมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นช่วงที่สัตว์เลื้อยคลานครองโลก และวิวัฒนาการสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจนถึงปัจจุบัน

‘เรียนรู้เรื่องหิน’ ประกอบไปด้วยการเกิดหินที่สัมพันธ์กับธรณีแปรสัณฐานวัฏจักรหินประเภทของหิน แผนที่ธรณีวิทยาประเทศไทย บนพื้นทางเดิน พร้อมให้สำรวจตัวอย่างหินมากมาย

‘มรดกธรณี’ จำลองถ้ำที่มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยา วิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นำเสนอผ่านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสัมผัสการจำลองเรือกอและ มาให้ผู้เข้าชมสัมผัสกับวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านทางภาคใต้

‘ลำดับชั้นหินถิ่นใต้’ จัดแสดงความรู้ทางด้านวิชาการของการศึกษาธรณีวิทยาในภาคใต้ ประกอบไปด้วยแห่งลำดับชั้นหินของกลุ่มหินที่พบในภาคใต้ ซากดึกดำบรรพ์ที่พบในภาคใต้ ธรณีวิทยาโครงสร้าง การสำรวจและการใช้ประโยชน์แผนที่ธรณีวิทยา

‘เนืองนองด้วยแร่’ ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวของแร่ ประเภท ที่มา กระบวนการเกิดแร่ต่างๆ พร้อมจัดแสดงตัวอย่างแร่ สัมผัสกับความเจริญรุ่งเรืองของภาคใต้จากการทำเหมืองแร่ดีบุกในอดีตที่นำเงินตราเข้าประเทศจำนวนมาก

‘ธรณีพิบัติภัย’ เรียนรู้เรื่องธรณีพิบัติภัย ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม ดินถล่ม และหลุมยุบ ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงผ่านการนำเสนอที่ทันสมัย

‘อาณาจักรศรีวิชัย’ เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-19 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางใต้ของไทย หลักฐานความรุ่งเรืองในอดีตมาให้ผู้เข้าชมได้ถ่ายรูปเสมือนเข้าไปอยู่ ณ สถานที่จริง

‘โลกที่เปลี่ยนแปลง’ นำเสนอการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของกราฟ และลูกโลกจำลองแต่ละยุค รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลก

‘โลกในอนาคต’ แผ่นเปลือกโลกถูกขับเคลื่อนด้วยแรงภายในโลกให้เคลื่อนที่ไปอย่างต่อเนื่อง ในอดีตแผ่นเปลือกโลกทวีปเคยรวมเป็นแผ่นเดียวกัน เรียกว่า PANGAEA และในอีก 250 ล้านปีข้างหน้า คาดว่าแผ่นเปลือกโลกจะเคลื่อนที่ไปรวมกันอีกครั้งเรียกว่า PANGAEA PROXIMA

‘ปฏิทินโลก’ เป็นการนำเสนอช่วงเวลาตั้งแต่กำเนิดเอกภพ การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนโลกจนถึงปัจจุบันในรูปแบบปฏิทิน

‘อนุรักษ์ธรรมชาติ’ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือควรอนุรักษ์และพัฒนาให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

สำหรับ “พิพิธภัณฑ์ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา และธรรมชาติวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 09.30-16.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

ผู้สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อสอบถามล่วงหน้าได้ที่โทร.0-7731-1949

มากกว่าพิพิธภัณฑ์ คือ ห้องเรียนขนาดใหญ่ของภาคใต้ ที่รอให้ทุกคนมาค้นคว้าศึกษาเรียนรู้โลกของเราตั้งแต่อดีต 4,600 ล้านปีก่อนจวบจนถึงปัจุบัน

นนทวรรณ มนตรี... เรียบเรียง


จนท.กรมศิลปากร สำรวจถ้ำผาเวียง ตรวจภาพเขียนสีแห่งใหม่ คาดอายุราว 4,000 ปี

เมื่อวันที่ 5 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สังกัดสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ จำนวน 4 คน ผู้สื่อข่าว และเพจกุดแห่บ้านเฮา ได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจถ้ำผาเวียง ด้านหลังวัดถ้ำผาเวียง ต.นาแก อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู

หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ได้รับแจ้งจากทีมสำรวจว่า พบภาพเขียนสี บริเวณผนังหน้าผาทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่ของภูเขาในเขตถ้ำผาเวียง ซึ่งต่อมาทราบว่า บริเวณผนังหน้าถ้ำดังกล่าวเป็นจุดที่จะเข้าไปยังถ้ำธรรมาสน์ ซึ่งเป็นถ้ำเล็ก ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับถ้ำผาเวียงที่เป็นถ้ำขนาดใหญ่ของวัด โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการบันทึกภาพ ตรวจสอบสภาพของภาพเขียนสีวัดจุดที่พบ และใช้โปรแกรมตรวจสอบภาพเขียนสีที่พบ ทำให้ทราบว่า ลักษณะของภาพดังกล่าว เป็นภาพเขียนสีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบว่า บริเวณผนังหิน ก่อนที่จะเข้าไปยังถ้ำธรรมาสน์ มีภาพเขียนสีสีแดงที่เห็นได้อย่างชัดเจนหลายจุด ภาพที่โดดเด่นจากการใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ตรวจสอบทำให้พบว่าเป็นภาพลิงไต่เถาวัลย์ จำนวน 4 ตัว และด้านล่างเป็นภาพของวัวกระทิง

นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเขียนทับซ้อนกันอีก 1 ยุค รวมถึงภาพฝ่ามืออีก 2 แห่ง เป็นรอยฝ่ามือของผู้ใหญ่และรอยฝ่ามือเด็ก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ยุคโบราณ ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในอดีต

นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ บอกว่า ภาพเหล่านี้อาจสะท้อนสิ่งที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์พบเห็นในพื้นที่ ทั้งสัตว์ป่า วิถีการล่าสัตว์ ตลอดจนกิจกรรมหรือพิธีกรรมบางอย่างเหมือนเป็นการตัดไม้ข่มนามก่อนการออกล่าสัตว์ และอาจใช้พื้นที่ผนังถ้ำเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้หรือสอนทักษะการล่าสัตว์ให้กับคนรุ่นต่อไป ซึ่งจากภาพที่เห็นเป็นรูปลิงกำลังกระโจนกับวัวกระทิงถูกทับด้วยภาพที่เป็นนามธรรมทับซ้อนด้วยลายหยักคด แสดงว่ามีการเข้ามาใช้งานอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งแรกภาพที่วาดจะเป็นภาพที่เป็นรูปธรรม คือ ภาพสัตว์ จากนั้นจะถูกทับด้วยลายที่เป็นนามธรรม เขียนทับบนภาพเป็นสมัยที่ 2 และภาพสมัยที่ 3 เป็นภาพลายฝ่ามือมนุษย์โบราณ 2 แห่ง ซึ่งภาพลายฝ่ามือสะท้อนถึงพิธีกรรมของคนโบราณ ที่แสดงให้รู้ว่าตนเองได้มาที่นี่แล้ว หรือหากเป็นปัจจุบันก็คือ จุดเช็กอินว่ามาพื้นที่นี้แล้ว

สำหรับพื้นที่ตรงนี้หากดูจากภาพถ่ายทางอากาศของวัดถ้ำผาเวียงแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดกึ่งกลางทางประวัติศาสตร์สำคัญ 2 จุดคือ จุดแรกของลุ่มแม่น้ำเลย กับ ภูพระบาท ภาพเขียนสีตรงนี้เป็นจุดกึ่งกลางทั้ง 2 แห่งนี้ เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก ตรงนี้จึงถือว่าเป็นแหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของภาคอีสาน

นอกจากภาพเขียนสีแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงยังพบเศษภาชนะดินเผาที่มีลวดลายขีดเส้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงความเชื่อมโยงของวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคอีสาน ตั้งแต่ฝั่งจังหวัดเลย ผ่านภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี และมีผาเวียง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางทางวัฒนธรรมดังกล่าว และคาดว่าอายุราว 3,500-4,000 ปี

จากนั้น คณะสำรวจยังได้เดินทางเข้าไปสำรวจภายในถ้ำผาเวียงซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่บนสันเขา ซึ่งต้องเดินไปตามบันไดทางเท้าและต้องปีนต่อไปตามซอกหิน เนื่องจากการสร้างบันไดคอนกรีตยังไม่ถึงตัวถ้ำ แต่เนื่องจากสภาพถ้ำมีความมืดมาก แสงสว่างไม่เพียงพอ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังได้พบเศษชิ้นส่วนของกระดูกโบราณภายในถ้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรได้มีการบันทึกภาพถ่ายเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน ในการที่จะจัดทำรายงานในการตรวจสอบ ที่เป็นหลักฐานทางโบราณคดี เตรียมขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุต่อไป พร้อมทั้งยังได้ฝากไปยังผู้ที่จะเข้ามาชมภาพเขียนสี หรือถ้ำในบริเวณดังกล่าว ก็ขอให้อย่าได้สัมผัสกับภาพ เก็บเศษภาชนะต่างๆ ออกไปจากพื้นที่ เพราะว่าหลักฐานเพียง 1 ชิ้น อาจจะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้มากมาย หากหลักฐานต่างๆ สูญหายไป ทำให้การค้นหาข้อมูลทางโบราณคดีของนักโบราณคดีอาจจะไม่พบหลักฐานที่สำคัญได้

สำหรับแหล่งนี้ หลังจากนี้ทางคณะสำรวจจะได้จัดทำรายงานการสำรวจเบื้องต้น และแหล่งไหนที่สำคัญเราก็จะขึ้นทะเบียนโบราณสถาน โบราณวัตถุไว้ ซึ่งแหล่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของอำเภอนาวัง เป็นแหล่งภาพเขียนสีแหล่งที่สองจากฐานข้อมูลของกรมศิลปากรที่มีอยู่ การจะได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่นั้น สิ่งเหล่านี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามพระราชกำหนดโบราณสถานและโบราณวัตถุของกรมศิลปากรอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าระดับโทษอาจจะแตกต่างกันไป...


เตือนระวัง! 5 โรคที่ไม่ควรนวด เสี่ยงกระทบร่างกาย อันตรายกว่าที่คิด

ใครที่ชอบนวดผ่อนคลายต้องระวัง! รู้หรือไม่ว่าบางโรคประจำตัวห้ามนวดเด็ดขาด เช็กด่วน 5 โรคที่ไม่ควรนวด เพราะอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ทั้งเส้นเลือดแตก กระดูกหัก หรือช็อกโดยไม่คาดคิด

การนวดแผนไทย หรือการนวดเพื่อผ่อนคลาย เป็นศาสตร์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหรือออฟฟิศซินโดรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรับการนวดได้ เพราะหากคุณมีโรคประจำตัวบางอย่าง การกดจุด ดัด หรือดึง อาจกลายเป็นการกระตุ้นให้อาการกำเริบและเป็นอันตรายถึงชีวิต ข้อมูลจาก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ระบุถึงกลุ่มโรคและข้อควรระวังที่ต้องประเมินตนเองก่อนเข้ารับบริการ

เปิดลิสต์ 5 โรคที่ไม่ควรนวด เสี่ยงอันตรายกว่าที่คิด

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการนวดช่วยรักษาได้ทุกอาการปวด แต่ในทางการแพทย์ นี่คือ 5 โรคประจำตัวที่ควรหลีกเลี่ยงการนวด หรือต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนเสมอ

1. โรคความดันโลหิตสูง (เกิน 160 mmHg) ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและยังควบคุมไม่ได้ ไม่ควรรับการนวดเด็ดขาด เนื่องจากแรงกดทับจากการนวดจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดฝอยแตก หรือรุนแรงถึงขั้นหลอดเลือดในสมองแตกจนกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด การนวดในผู้ป่วยโรคหัวใจอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง เพราะการนวดจะไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้สูบฉีดเลือดหนักขึ้น นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอุดตัน แรงกดอาจทำให้ลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันในเส้นเลือดที่ปอดหรือสมอง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้

3. โรคเบาหวาน (ระดับน้ำตาลสูงกว่า 180 mg/dL) ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้การรับรู้ความรู้สึกช้าลง เมื่อถูกนวดแรงๆ อาจไม่รู้สึกเจ็บ ทำให้กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อฟกช้ำได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อเกิดบาดแผลหรือรอยช้ำแล้วจะหายยาก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง

4. โรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่เซลล์มะเร็งมีการลุกลามไปที่กระดูกหรือต่อมน้ำเหลือง ห้ามรับการนวดแผนไทยหรือนวดกดจุดโดยเด็ดขาด ข้อมูลทางการแพทย์ชี้แจงว่า การนวดอาจไปกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลืองได้เร็วขึ้น รวมถึงกระดูกของผู้ป่วยมะเร็งมักจะเปราะบางกว่าปกติ การนวดแรงๆ อาจทำให้กระดูกร้าวหรือหักได้

5. โรคกระดูกพรุนและกระดูกบาง มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนจะมีมวลกระดูกที่บางและเปราะแตกง่ายมาก การนวดที่ต้องใช้น้ำหนักกดทับ ดัด หรือดึงตัว เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้กระดูกหัก หรือข้อต่อเคลื่อนหลุดโดยไม่รู้ตัว หากผู้สูงอายุต้องการผ่อนคลาย ควรเลือกใช้วิธีลูบเบาๆ หรือทำกายภาพบำบัดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญแทน

ข้อควรระวังเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจนวด

นอกเหนือจาก 5 โรคข้างต้นแล้ว ผู้ที่มีอาการ ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด รวมถึงผู้ที่มีแผลเปิดหรือแผลอักเสบติดเชื้อ ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ห้ามนวดเช่นกัน

การนวดเพื่อสุขภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัย ก่อนเข้าร้านนวดทุกครั้ง ควรแจ้งประวัติสุขภาพและโรคประจำตัวให้แพทย์แผนไทยหรือนักบำบัดทราบตามความเป็นจริง เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีผ่อนคลายที่เหมาะสมกับร่างกายที่สุด ป้องกันไม่ให้การดูแลสุขภาพกลับกลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

อ้างอิงข้อมูล: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และมาตรฐานความปลอดภัยทางสาธารณสุข


WMO ชี้ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จ่อถล่มข้ามปี ไทยต้องตั้งรับยังไงให้รอด

‘เอลนีโญ’ แรงต่อเนื่อง! WMO เตือนเสี่ยงฝนหนัก-แล้งยาวถึงปีหน้า ไทยเตรียมตั้งรับอย่างไรให้รอด

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization) หรือ WMO ออกมาเตือนว่า ‘ปรากฏการณ์เอลนีโญ’ ในปัจจุบันกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าจะรุนแรงที่สุดในช่วงปลายปี 2026 นี้ ก่อนที่ผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกจะลากยาวต่อเนื่องไป โดยมีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่เอลนีโญรอบนี้จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ 2027

สาเหตุที่ทำให้ WMO จับตาสถานการณ์ครั้งนี้เป็นพิเศษ นั่นเพราะอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก ซึ่งเป็นบริเวณที่ใช้ติดตามการเกิดเอลนีโญ

ข้อมูลจาก WMO ระบุว่า ดัชนีไนโญ 3.4 ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าว อยู่ที่สูงกว่าค่าปกติ 1.5 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 ก่อนเพิ่มเป็น 2 องศาเซลเซียสในเดือนกรกฎาคม และขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.2-2.6 องศาเซลเซียสในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม

อันที่จริง ความร้อนสะสมไม่ได้มีอยู่เฉพาะบริเวณผิวน้ำ ใต้ทะเลก็มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเช่นกัน โดยบางพื้นที่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมมีอุณหภูมิน้ำใต้ผิวสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 องศาเซลเซียส สภาพทั้งบนผิวน้ำและใต้ทะเลจึงเป็นแรงหนุนให้เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงต่อจากนี้

ผลกระทบต่างกัน

เอลนีโญเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อระบบภูมิอากาศโลกมากที่สุด ดังนั้นเมื่อระดับรุนแรงเพิ่มขึ้น อุณหภูมิและปริมาณฝนในหลายภูมิภาคก็ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม WMO ระบุว่า เอลนีโญที่รุนแรงไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะเจอสภาพอากาศแบบเดียวกัน หรือได้รับผลกระทบรุนแรงเท่ากัน เพราะแต่ละพื้นที่มีปัจจัยและฤดูกาลที่แตกต่างกัน รวมถึงยังมีสภาพของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงอาจทำให้ผลของเอลนีโญในแต่ละพื้นที่เปลี่ยนไป

สำหรับช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2026 WMO คาดว่า พื้นที่แผ่นดินเกือบทั่วโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่วนรูปแบบฝนจะเปลี่ยนไปตามอิทธิพลของเอลนีโญในแปซิฟิก

ขณะเดียวกัน มหาสมุทรอินเดียมีแนวโน้มเข้าสู่ระยะบวก โดยคาดว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายนจะอยู่ที่ 0.9 องศาเซลเซียส ส่วนมหาสมุทรแอตแลนติกเขตร้อนยังมีแนวโน้มอุ่นกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ผลกระทบของเอลนีโญในบางพื้นที่แรงขึ้น บางพื้นที่ได้รับผลน้อยลง หรือเปลี่ยนรูปแบบไปจากที่มักพบตามปกติ

สำหรับประเทศไทย ควรเตรียมรับมือความเสี่ยงเป็นระยะๆ เพราะรูปแบบอากาศที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ไทยเจอทั้งฝนหนักและภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องกัน โดยช่วงตั้งแต่ปัจจุบันถึงปลายปีควรเฝ้าระวังเรื่องน้ำเป็นอันดับแรก อีกทั้งฝนยังอาจตกหนักเฉพาะบางพื้นที่และตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม พื้นที่ริมทางน้ำ รวมถึงพื้นที่ใกล้ภูเขาและเส้นทางน้ำจากพื้นที่สูง จึงต้องติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

ด้านเมืองขนาดใหญ่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีทางน้ำไหลผ่าน หากฝนตกหนักในเมืองพร้อมกับช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง อาจทำให้การระบายน้ำทำได้ยากและเพิ่มโอกาสเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เมืองและเมืองชายฝั่ง

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็นภัยแล้ง เมื่อฝนหยุดตก สภาพอากาศอาจเข้าสู่ช่วงร้อนและแห้งต่อเนื่อง แม้ก่อนหน้านั้นจะมีฝนตกหนักก็ตาม เหตุผลหนึ่งคือ ฝนที่ตกหนักอาจกระจุกอยู่เพียงบางพื้นที่ ไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนและแหล่งน้ำจึงอาจมีไม่มากพอ หากบริหารจัดการน้ำไม่ทันกับสถานการณ์ ก็มีโอกาสเกิดปัญหาน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังต้องจับตาช่วงต้นปีถึงกลางปีหน้า ซึ่งอาจเผชิญอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งอาจกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกันการใช้ไฟฟ้าและน้ำที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ภาครัฐต้องเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ทั้งกำลังคน งบประมาณ และระบบแจ้งเตือนภัยที่สามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วและแม่นยำในแต่ละพื้นที่ รวมถึงต้องเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำ ท้องถิ่น และสาธารณสุข เพื่อให้การรับมือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

หน่วยงานด้านน้ำควรวางแผนจัดสรรน้ำในระดับประเทศ พิจารณาชะลอการทำนาปรังในพื้นที่เสี่ยง และเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับภาคอุตสาหกรรมและประชาชน ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุขควรเตรียมศูนย์พักพิงฉุกเฉิน ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ หรือวอร์รูมที่มีข้อมูลพร้อมใช้งาน รวมถึงเตรียมแผนสำรองด้านไฟฟ้าและการสื่อสารกับประชาชน

เอกชนควรสำรวจห่วงโซ่อุปทานของตัวเองว่ามีส่วนใดที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำหรือความร้อน โดยเฉพาะโรงงานและธุรกิจที่ใช้น้ำหรือไฟฟ้าปริมาณมาก รวมถึงธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป

ด้านพลังงาน ภาคธุรกิจยังสามารถลดความเสี่ยงด้านต้นทุนด้วยการเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และปรับระบบทำความเย็นให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อรับมือกับการใช้ไฟฟ้าที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงอากาศร้อน ส่วนฝ่ายทรัพยากรบุคคลควรมีมาตรการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานที่ทำงานกลางแจ้งหรืออยู่ในพื้นที่อุณหภูมิสูง

สำหรับเกษตรกร ควรพิจารณาปรับไปปลูกพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อยให้เหมาะกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ พร้อมงดการเผาตอซังและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อไม่เพิ่มปัญหามลพิษทางอากาศในช่วงที่มีความเสี่ยงจากไฟป่าและฝุ่นละออง

ด้านประชาชนควรเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่อาจเกิดจากภัยพิบัติ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลจากปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความร้อน พร้อมสำรองน้ำและเตรียมรับมือค่าไฟฟ้าและค่าน้ำที่อาจสูงขึ้น บ้านเรือนควรมีอุปกรณ์สำหรับรับมือกับอากาศร้อนและฝุ่นละออง เช่น พัดลม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องฟอกอากาศ ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษในช่วงที่อากาศร้อนหรือเกิดสภาพอากาศรุนแรง การติดตามประกาศเตือนภัยและคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ครอบครัว ชุมชน และองค์กรเตรียมตัวได้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

WMO ย้ำว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติและไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง สิ่งที่ต้องติดตามในเวลานี้คืออุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงผิดปกติ และแนวโน้มที่เอลนีโญจะต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027...