จากนักธุรกิจ สู่นักการเมือง สู่อำนาจ…สู่อาณาจักรผลประโยชน์?

เมื่อการเมืองกลายเป็นเส้นทางสู่เงิน และคอร์รัปชันกลายเป็นสิ่งที่ฉุดประเทศไทยไม่ให้ไปไหน

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง ไม่ได้ขาดทรัพยากร และไม่ได้ขาดประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า แต่คำถามสำคัญคือ…

ทำไมประเทศไทยจึงยังวนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ทั้งการซื้อเสียง ระบบอุปถัมภ์ การใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ และการทุจริตคอร์รัปชัน? คำตอบส่วนหนึ่งอาจต้องย้อนกลับไปดูว่า “การเมืองไทยเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

จากนักธุรกิจสู่นักการเมือง

ในระบอบประชาธิปไตย การที่นักธุรกิจหรือผู้ประสบความสำเร็จในภาคเอกชนจะเข้าสู่การเมือง ไม่ใช่เรื่องผิด

ตรงกันข้าม คนเหล่านี้อาจนำความรู้ด้านเศรษฐกิจ การบริหาร และการสร้างงานเข้ามาช่วยประเทศได้

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “ทุน” กับ “อำนาจรัฐ” เริ่มหลอมรวมกันมากเกินไป

นักธุรกิจมีเงินและเครือข่าย นักการเมืองมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย รัฐมีงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมหาศาล เมื่อทั้งสามสิ่งมาอยู่ในมือกลุ่มเดียวกัน สิ่งที่ต้องระวังคือ…

ใครกำลังทำงานเพื่อประชาชน และใครกำลังใช้ประชาชนเป็นทางผ่านไปสู่อำนาจ?

เมื่อเงินซื้ออำนาจ และอำนาจสร้างเงิน วงจรที่น่ากลัวไม่ได้เริ่มต้นจากการโกงเสมอไป บางครั้งมันเริ่มจากการใช้เงินสร้างฐานทางการเมือง สร้างเครือข่าย สร้างความนิยม สร้างอิทธิพล และนำไปสู่การเลือกตั้ง

เมื่อได้อำนาจแล้ว อำนาจนั้นสามารถนำไปใช้กำหนดนโยบาย จัดสรรงบประมาณ แต่งตั้งบุคคล หรือกำหนดทิศทางโครงการของรัฐ หากระบบตรวจสอบอ่อนแอ ผลประโยชน์จากอำนาจรัฐก็อาจย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงเครือข่ายทางการเมืองอีกครั้ง จึงเกิดเป็นวงจรว่า

เงิน → การเมือง → อำนาจ → ผลประโยชน์ → เงิน → อำนาจ

และเมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ สิ่งที่ประชาชนสูญเสียไม่ใช่เพียงเงินภาษี แต่คือ โอกาสของประเทศ

คอร์รัปชันไม่ได้ขโมยแค่เงิน แต่ขโมยอนาคต เวลาพูดถึงคอร์รัปชัน เรามักนึกถึงเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล หรือการเรียกรับผลประโยชน์ แต่ความเสียหายที่แท้จริงใหญ่กว่านั้นมาก ถนนที่ควรสร้างด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท แต่ต้องสูญเสียไปกับการทุจริต ประชาชนไม่ได้เสียเพียงตัวเงิน

พวกเขาอาจได้ถนนที่ไม่มีคุณภาพ โรงพยาบาลที่ขาดอุปกรณ์ โรงเรียนที่ขาดงบประมาณ ระบบขนส่งที่ล่าช้า

หรือโครงการพัฒนาที่ไม่เกิดขึ้นจริง

ทุกบาทที่ถูกโกง อาจหมายถึงโอกาสหนึ่งครั้งที่ประชาชนไม่ได้รับ

และเมื่อการทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติ จนบางคนมองว่าเป็นวัฒนธรรม หรือเลวร้ายกว่านั้น…เป็นเหมือนประเพณีที่ใคร ๆ ก็ยอมรับ คนที่ทำธุรกิจสุจริตก็เสียเปรียบ คนเก่งอาจไม่อยากเข้ามาแข่งขัน และคนรุ่นใหม่อาจเลือกเดินทางออกจากประเทศเพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า นี่คือราคาที่แพงที่สุดของคอร์รัปชัน

แล้วทำไมเราจึงปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่นักการเมืองเพียงอย่างเดียว

เพราะการเมืองเป็นภาพสะท้อนของสังคม ถ้าประชาชนบางส่วนพร้อมขายเสียง

ถ้าระบบอุปถัมภ์ยังมีความสำคัญ ถ้าคนมีอำนาจได้รับอภิสิทธิ์ ถ้าคนโกงสามารถกลับมาเป็นคนสำคัญได้

และถ้าประชาชนมองว่า “โกงก็ไม่เป็นไร ขอให้ทำอะไรให้ฉันบ้าง”

เราก็จะสร้างระบบที่ให้รางวัลกับพฤติกรรมแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว ประชาธิปไตยจึงไม่ได้จบลงที่การหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า เรากำลังเลือก “คนที่จะรับใช้ประเทศ” หรือเลือก “คนที่จะได้ครอบครองประเทศ”?

ประเทศไทยไม่ได้จนเพราะไม่มีเงิน แต่เสียโอกาสเพราะใช้เงินไม่เป็น ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากร คนเก่ง ผู้ประกอบการ และศักยภาพทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ประเทศต้องการจึงไม่ใช่เพียงนักการเมืองที่พูดเก่ง

แต่ต้องการระบบที่ทำให้นักการเมือง โกงได้ยาก ตรวจสอบได้ง่าย และต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ธุรกิจกับการเมือง” “ผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะ”

และ “อำนาจที่ประชาชนมอบให้ กับอำนาจที่นักการเมืองคิดว่าเป็นของตนเอง” เพราะตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว งบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เงินของนักการเมือง

และ อำนาจรัฐไม่ใช่มรดกของครอบครัวใคร


บทเรียนจากบ้านเขา

ในหลายประเทศ ระบบไม่ได้หวังเพียงให้คนมีคุณธรรม แต่สร้างกฎหมายและกลไกตรวจสอบโดยตั้งอยู่บนความจริงข้อหนึ่งว่า “มนุษย์มีโอกาสผิดพลาด และผู้มีอำนาจยิ่งต้องถูกตรวจสอบ”

แต่เน้นการสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง—ความโปร่งใส การเปิดเผยผลประโยชน์ การตรวจสอบงบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และความยุติธรรมที่ไม่ล่าช้าจนกลายเป็นความอยุติธรรม (Justice delayed is justice denied) และการทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ เพราะประเทศที่ดีไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีคนโกง”

แต่คือประเทศที่สร้างระบบจนคนโกง โกงได้ยาก และเมื่อโกงแล้วหนีไม่พ้นความรับผิด

ถึงเวลาหยุดถามว่าใครโกง? แล้วถามว่า “ระบบไหนทำให้โกงได้?”

การกล่าวโทษนักการเมืองคนใดคนหนึ่งอาจทำให้เราสะใจเพียงชั่วคราว แต่ถ้าเปลี่ยนตัวคนแล้วระบบยังเหมือนเดิม อีกไม่นานเราก็จะได้เห็นวงจรเดิมกลับมาอีกครั้ง

ดังนั้นคำถามที่สำคัญกว่าคือ เราจะสร้างระบบการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้อำนาจเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างไร?

เพราะอนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” เท่านั้น

แต่อยู่ที่ว่า “เราจะสร้างประเทศไทยที่อำนาจมีไว้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนรับใช้ผู้มีอำนาจได้เมื่อไร?”

นี่ต่างหากคือโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย และหากเรายังไม่แก้ที่ระบบ ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลอีกกี่ครั้ง…วงจรเงิน อำนาจ และคอร์รัปชันก็อาจกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

โชคดีครับ

คิด ฉัตรประภาชัย