ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



จากดอยสู่ดาว ผ้าทอดอยเต่า

การที่กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยงโผล่ง บ้านหล่ายแก้ว ยืนหยัดสร้างสรรค์งานทอมือมาอย่างต่อเนื่องกว่าสามทศวรรษ และสามารถก้าวขึ้นมายืนอยู่ในตลาดงานคราฟต์ชั้นนำของเชียงใหม่ เมืองสร้างสรรค์ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นยังคงมีคุณค่าและเติบโตไปพร้อมโลกยุคใหม่ได้อย่างสง่างาม

จากผืนผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักในชุมชน วันนี้ Karen Weaving Doitao-ผ้าทอกะเหรี่ยงโผล่ง บ้านหล่ายแก้ว นำผลงานของช่างทอออกเดินทางสู่ผู้คนหลากหลาย ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ณ จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ พื้นที่ซึ่งรวบรวมผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ งานออกแบบ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นคุณภาพจากทั่วภาคเหนือ

ท่ามกลางร้านค้าสร้างสรรค์มากมาย ร้านของกลุ่มทอผ้าบ้านหล่ายแก้วโดดเด่นด้วยผลงานที่ผสาน “รากเหง้า” เข้ากับ “การออกแบบร่วมสมัย” อย่างกลมกลืน ผ้าทอมือจากกี่เอว ย้อมสีธรรมชาติ พัฒนาเป็นเสื้อผ้าและของใช้ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ใช้งานได้จริง สวมใส่ได้ทุกวัน และยังคงรักษาจิตวิญญาณงานทำมือไว้ครบถ้วน

ผู้คนไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะความสวยงาม แต่เลือกเพราะเห็นคุณค่างานคราฟต์ที่มีเรื่องราว มีผู้คน และมีวิถีชีวิตอยู่เบื้องหลัง ทุกชิ้นงานจึงเป็นมากกว่าสินค้า หากเป็นบทสนทนาระหว่างผู้สร้างกับผู้ใช้ ส่งต่อความหมายผ่านเส้นด้ายทุกเส้น

เบล ศิรินภา พลอยกัลยา นักขายรุ่นใหม่ผู้หลงใหลงานผ้าทอกะเหรี่ยง กล่าวว่า “งานของเราเป็นผ้าฝ้ายทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ และทอด้วยกี่เอว เทคนิคการทอแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมายาวนาน หนูภูมิใจมาก เพราะเบื้องหลังเสื้อผ้าหนึ่งตัวมีหลายชีวิตร่วมกันสร้าง ตั้งแต่คนปลูกฝ้าย คนย้อมสี ช่างทอ ช่างเย็บ ทุกคนคือหัวใจของงานค่ะ”

คำพูดของเบลสะท้อนว่าการพัฒนางานคราฟต์ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งอดีต แต่คือการทำให้ภูมิปัญญาเดิมมีพื้นที่ในโลกปัจจุบันและเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง

เช่นเดียวกับ วรรณิกา ขันโท น้องภูพิงค์ เยาวชนวัย 17 ปี ที่เข้ามาเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมธุรกิจชุมชน “ดีใจที่มีลูกค้าเข้าร้านเยอะมากค่ะ หนูได้ขายของ ได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และได้ฝึกภาษาในทุกสุดสัปดาห์ งานนี้ทำให้หนูเรียนรู้ทั้งการทำงานและการสื่อสารกับผู้คนมากมาย”

ภาพคนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับช่วงต่อคือสัญญาณสำคัญว่าผ้าทอกะเหรี่ยงบ้านหล่ายแก้วไม่ได้เป็นเพียงมรดกจากอดีต แต่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ และเป็นอนาคตของชุมชน

หลายคนที่แวะมาเยือนร้าน เริ่มต้นจากการหลงรักสีสันละมุนของผ้าฝ้ายธรรมชาติ ก่อนจะประทับใจเรื่องราวของผู้คน จนหลายครั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับชุมชนไม่ได้จบลงที่การซื้อขาย แต่ต่อยอดเป็นการเดินทางไปเยี่ยมหมู่บ้าน พบช่างทอ เจ้าของผืนผ้า และเรียนรู้วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงโผล่งอย่างใกล้ชิด

จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2537 วันนี้กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยงบ้านหล่ายแก้วกำลังเขียนเรื่องราวบทใหม่ของงานคราฟต์ไทย เรื่องราวที่ภูมิปัญญา การออกแบบ ความยั่งยืน และพลังของคนรุ่นใหม่ เดินไปด้วยกัน อนาคตของงานคราฟต์เกิดจากผู้คนที่ยังเชื่อในคุณค่างานทำมือ และร่วมกันรักษารากเหง้าให้เติบโตต่อไปอย่างงดงาม

หากมีโอกาสมาเชียงใหม่ลองแวะมาพบผ้าทอจากบ้านหล่ายแก้วที่จริงใจมาร์เก็ต ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 06.30 น. เป็นต้นไป แล้วคุณอาจค้นพบว่างานคราฟต์ที่ดีที่สุดไม่ได้มีเพียงความสวยงาม หากยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ความหวัง และอนาคตที่ถักทออยู่ในทุกเส้นฝ้าย

พบซีรีส์เรื่องราวชาวกะเหรี่ยงโผล่งดอยเต่า : ผ้าทอที่จริงใจ ในทุ่งแสงตะวันออนไลน์ ที่เพจเฟซบุ๊กทุ่งแสงตะวัน และยูทูบ PayaiTV


5 กฎหมายสุดแปลกทั่วโลก รู้ไว้ก่อนเที่ยวต่างประเทศ เสี่ยงโดนปรับไม่รู้ตัว

4 สิงหาคม 2569:ใครกำลังมีแพลนบินไปท่องเที่ยว นอกจากจะต้องเตรียมพาสปอร์ต วางแพลนทริป และเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การศึกษากฎหมายและข้อห้ามท้องถิ่น เพราะเรื่องธรรมดาที่เราทำกันจนชินในชีวิตประจำวัน อาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายและมีโทษปรับมหาศาลในบางประเทศ! เราจะพาทุกคนไปดู 5 กฎหมายสุดแปลกทั่วโลก ที่นักเดินทางควรรู้ไว้ จะได้เที่ยวสนุก สบายใจ และไม่เสี่ยงโดนปรับเงินออกจากกระเป๋าโดยไม่รู้ตัวครับ

ทำไมต้องรู้กฎหมายแปลกในต่างประเทศ?

เพราะแต่ละประเทศมีกฎหมายที่ถูกออกแบบตามบริบททางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการอนุรักษ์ เช่น สิงคโปร์ ห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อความสะอาด, กรีซ ห้ามใส่ส้นสูงเที่ยวโบราณสถานเพื่อป้องกันสิ่งปลูกสร้างเสียหาย หรือ เยอรมนี ห้ามน้ำมันหมดบนทางด่วน Autobahn เพื่อความปลอดภัย การรู้ข้อห้ามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลี่ยงการถูกปรับ และเที่ยวได้อย่างราบรื่น

1. สิงคโปร์: ห้ามพก และเคี้ยวหมากฝรั่ง (Singapore)

เริ่มต้นกันที่ประเทศใกล้บ้านอย่าง สิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดและระเบียบวินัยขั้นสุด หลายคนอาจพอรู้มาบ้างว่าสิงคโปร์มีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายหมากฝรั่งมาตั้งแต่ปี 1992 เพื่อป้องกันปัญหาคนคายหมากฝรั่งเลอะเทอะตามพื้นและประตูรถไฟฟ้า MRT

ข้อควรระวัง: ห้ามพกหมากฝรั่งเข้าประเทศเพื่อการค้าหรือคายทิ้งในที่สาธารณะเด็ดขาด (ยกเว้นหมากฝรั่งทางการแพทย์ที่มีใบรับรองจากแพทย์) หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

2. กรีซ: ห้ามใส่ 'รองเท้าส้นสูง' เที่ยวโบราณสถาน (Greece)

สำหรับสาวๆ สายแฟชั่นที่ชอบแต่งตัวจัดเต็มไปถ่ายรูปกับอารยธรรมโบราณ ต้องระวังให้ดี! ที่ประเทศกรีซ โดยเฉพาะตามสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วิหารอะโครโพลิส (Acropolis) มีกฎหมายห้ามสวมใส่รองเท้าส้นสูงหรือส้นแหลมเข้าชมเด็ดขาด

เหตุผล: น้ำหนักที่กดลงบนส้นแหลมสามารถทำลายพื้นหินหินอ่อนและโบราณสถานที่มีอายุหลายพันปีให้สึกหรอได้ แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าพื้นราบไปถ่ายรูปจะปลอดภัยที่สุดครับ

3. เยอรมนี: ห้ามทำ 'น้ำมันหมด' บนทางด่วน Autobahn (Germany)

สายขับรถเที่ยว (Road Trip) ในเยอรมนีต้องปักหมุดข้อนี้ไว้เลย! บนทางด่วน Autobahn ที่ขึ้นชื่อเรื่องการไม่จำกัดความเร็วในหลายช่วง การจอดรถบนไหล่ทางโดยไม่มีเหตุจำเป็นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง และการ "น้ำมันหมด" ก็ไม่ถือเป็นเหตุจำเป็น แต่ถือเป็น ความประมาทของผู้ขับขี่

ข้อควรระวัง: การจอดรถเพราะน้ำมันหมดส่งผลต่อความปลอดภัยของการจราจรความเร็วสูง หากตำรวจตรวจพบ คุณจะโดนใบสั่งและโทษปรับทันที ดังนั้นอย่าลืมเช็กเกจน้ำมันให้เต็มถังก่อนขึ้น Autobahn เสมอ

4. อิตาลี (เวนิส): ห้ามให้อาหารนกพิราบที่จัตุรัสเซนต์มาร์ก (Venice, Italy)

ภาพถ่ายคู่กับนกพิราบกลางจัตุรัสเซนต์มาร์ก (St. Mark's Square) อาจดูเป็นมุมมหาชนยอดฮิต แต่ปัจจุบันเมืองเวนิสได้ออกกฎหมาย ห้ามขายและห้ามให้อาหารนกพิราบ ในพื้นที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด

เหตุผล: มูลของนกพิราบมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งส่งผลกัดกร่อนรูปปั้นและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ รวมถึงเป็นพาหะนำโรค อีกทั้งยังควบคุมปริมาณนกได้ยาก หากใครเผลอโปรยเศษขนมปังให้นก อาจเจอโทษปรับเริ่มต้นที่ 50-500 ยูโรได้เลย

5. สเปน (บาร์เซโลนา/มายอร์กา): ห้ามแต่งชุดว่ายน้ำเดินกลางเมือง (Spain)

แม้สเปนจะเป็นเมืองชายหาดสุดฮิตที่ผู้คนชอบมาอาบแดด แต่ถ้าคุณเดินออกจากชายหาดหรือสระว่ายน้ำแล้ว กฎหมายเมืองบาร์เซโลนาและเกาะมายอร์การะบุชัดเจนว่า ห้ามถอดเสื้อ หรือใส่ชุดบิกินี่/กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวเดินตามถนนในเมือง

ข้อควรระวัง: เมื่อไหร่ก็ตามที่สลัดทรายออกจากเท้าและเดินเข้าสู่เขตเมือง หรือเข้าไปในร้านค้า ต้องสวมเสื้อยืด กางเกง หรือชุดคลุมให้เรียบร้อย ไม่งั้นอาจโดนค่าปรับแบบไม่ทันตั้งตัว

เช็กข้อมูลประเทศปลายทาง: เข้าเว็บไซต์สถานทูตหรือกระทรวงการต่างประเทศเพื่ออ่านข้อห้ามศุลกากร

ตรวจสอบยารักษาโรค: สำแดงยาต่อเจ้าหน้าที่หากเป็นยาควบคุม หรือมีเอกสารกำกับภาษาอังกฤษ

เคารพวัฒนธรรมและสถานที่: สังเกตป้ายเตือนรอบตัวเสมอ โดยเฉพาะตามโบราณสถาน สวนสาธารณะ และระบบขนส่งสาธารณะ

การเดินทางท่องเที่ยวคือการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ การรู้และปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่เราไปเยือน ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราปลอดภัยและประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าบ้านอีกด้วยครับ


ทำไม "เห็ดเผาะ" ถึงแพง? รู้จักเห็ดป่าหายากจากธรรมชาติ ความอร่อยที่คนติดใจ

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนของทุกปี หนึ่งในวัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง "เห็ดเผาะ" หรือที่ชาวภาคเหนือเรียกว่า "เห็ดถอบ" เป็นเห็ดป่าที่ได้รับความนิยมทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ด้วยรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นเมนูตามฤดูกาลที่หลายคนคิดถึง

ทุกปีเมื่อเห็ดเผาะเริ่มออกสู่ตลาด ก็มักมาพร้อมกับกระแสพูดถึง ราคาที่ปรับตัวสูง ซึ่งบางช่วงอาจแตะหลักหลายร้อยบาทต่อกิโลกรัม แม้จะมีราคาสูง แต่ความต้องการของผู้บริโภคก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เห็ดป่าชนิดนี้กลายเป็นวัตถุดิบหายากที่ขายดีทุกฤดูฝน

ทำไมเห็ดเผาะถึงแพง? เปิด 4 เหตุผลที่ทำให้ "เห็ดเผาะ" หายากกว่าที่คิด

การที่เห็ดเผาะมีราคาแพงกว่าเห็ดชนิดอื่นทั่วไปในท้องตลาดนั้น เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติและเงื่อนไขการเติบโตเฉพาะตัว ดังนี้

เพาะเลี้ยงเองไม่ได้ตามธรรมชาติ เห็ดเผาะจัดเป็นเห็ดราเอคโตไมคอร์ไรซา ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกับรากของต้นไม้ใหญ่ในป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณ เช่น ต้นเต็ง ต้นรัง ต้นยางนา และต้นพะยอม โดยจะช่วยแลกเปลี่ยนธาตุอาหารกับรากไม้ จึงไม่สามารถนำมาเพาะเลี้ยงในโรงเรือนหรือพาณิชย์ได้เหมือนเห็ดชนิดอื่น

ขึ้นอยู่กับปัจจัยฤดูกาลและสภาพอากาศ เห็ดเผาะจะออกดอกเฉพาะช่วงต้นฤดูฝน (ประมาณเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน) หลังจากผ่านช่วงสภาวะอากาศแห้งแล้งและมีฝนตกชุ่มฉ่ำลงสู่พื้นดินในอุณหภูมิที่เหมาะสม หากปีใดสภาพอากาศไม่เป็นใจ มีฝนตกน้อยหรือมากเกินไป ปริมาณเห็ดที่จะขึ้นตามธรรมชาติก็จะลดลงอย่างมาก

ความยากลำบากในการเก็บเก็บเกี่ยว ดอกเห็ดเผาะจะฝังตัวอยู่ใต้ชั้นดินและซากใบไม้ทับถม การหาเห็ดจึงต้องใช้ความชำนาญของชาวบ้านในพื้นที่ในการใช้เหล็กขูดหรือเขี่ยตามพื้นดิน ซึ่งต้องใช้เวลาและแรงงานค่อนข้างมาก

ระยะเวลาความอร่อยที่จำกัด เห็ดเผาะที่ดีและราคาสูงที่สุดคือ "เห็ดเผาะฝ้าย" หรือเห็ดอ่อน ที่ข้างในยังเป็นเนื้อสีขาว มีความกรอบตูม หากปล่อยไว้นานดอกเห็ดจะแก่ กลายเป็น "เห็ดเผาะหนัง" ที่เปลือกหนาและข้างในเป็นสีดำ ความต้องการเห็ดอ่อนในช่วงเวลาสั้นๆ จึงยิ่งดันให้ราคาสูงขึ้น

ทำไมคนถึงชอบกิน? ส่องเสน่ห์ความอร่อยเฉพาะตัวของ "เห็ดเผาะ"

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อเห็ดเผาะในราคาสูง มาจากเอกลักษณ์ของรสชาติและสัมผัสที่ไม่เหมือนวัตถุดิบชนิดอื่น

สัมผัส "กรอบเปาะ" ในปาก เมื่อนำเห็ดเผาะดอกอ่อนไปกัด เคี้ยว หรือประกอบอาหาร กัดลงไปจะเกิดเสียง "เปาะ" อันเป็นที่มาของชื่อเห็ด เนื้อสัมผัสข้างนอกตึงกรอบ ส่วนข้างในมีความนุ่ม ชุ่มฉ่ำ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของป่าไม้

ประกอบอาหารได้หลากหลายและกลมกล่อม เห็ดเผาะสามารถนำไปทำเมนูอาหารพื้นบ้านได้อย่างเข้ากัน เช่น แกงคั่วเห็ดเผาะใส่ชะอมและใบชะพลู, ต้มส้มเห็ดเผาะ, แกงเห็ดเผาะใส่หน่อไม้สด หรือนำไปผัดน้ำมันหอยและแกงเผ็ดชนิดต่างๆ

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของเห็ดเผาะ

นอกจากความอร่อยแล้ว ในทางโภชนาการ เห็ดเผาะยังถือเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ

โปรตีนและใยอาหารสูง เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และทำให้อิ่มท้องได้นาน

แคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ

มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด

แม้เห็ดเผาะจะมีราคาสูงกว่าผักและเห็ดทั่วไป แต่ก็สะท้อนถึงความหายากที่เกิดจากธรรมชาติ ทั้งการเพาะเลี้ยงที่ทำได้ยาก การออกดอกเพียงช่วงสั้นๆ และการเก็บเกี่ยวที่ต้องอาศัยความชำนาญของชาวบ้านในพื้นที่นั่นเอง


‘เซบาสเตีย’ มรดกโลกที่เวสต์แบงก์ ความหวังในการหยุดยั้ง ‘อิสราเอล’

ประกาศผลกันไปแล้ว สำหรับ “มรดกโลก” นอกเหนือจากประเทศไทย ที่ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้ขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมล่าสุดแล้ว ก็ยังมีสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งบนโลก ที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก

หนึ่งในนั้น คือ “เซบาสเตีย” ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตเวสต์แบงก์ เป็นที่ตั้งของซากโบราณวัตถุและโบราณสถานจากหลากหลายยุคสมัยต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล ไล่เลียงมาจนถึงยุคลเฮลเลนิสติก , โรมัน , ไบแซนไทน์ , อิสลาม , สงครามครูเสด และยุคออตโตมัน

พื้นที่แห่งนี้ ล้อมรอบไปด้วยต้นมะกอกที่แทรกตัวอยู่ในทัศนียภาพของเสาหินสไตล์โรมัน กำแพงโบราณ บันไดหิน และโรงละครกลางแจ้ง และตามความเชื่อทางประเพณีดั้งเดิม ที่แห่งนี้ ถูกระบุว่าเป็นสถานที่ฝังศพของนักบุญจอห์น เดอะ แบปทิสต์อีกด้วย

โดยยูเนสโก บรรจุให้ “เซบาสเตีย” อยู่ในรายชื่อมรดกโลก และรายชื่อมรดกโลกที่กำลังอยู่ในภาวะอันตราย ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้ระบุแหล่งมรดกโลกที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรง เพื่อพยายามคุ้มครองและปกป้องสถานที่เหล่านั้นไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ จะต่างแสดงความยินดีต่อการที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “เซบาสเตีย” ในเขตเวสต์แบงก์เป็นมรดกโลก แต่ตอนนี้ ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ติดกับแหล่งมรดกโลกใหม่แห่งนี้ และพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวในการดำรงชีวิต กำลังเผชิญกับการถูกอิสราเอลเวนคืนที่ดิน

กระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงต่างประเทศของปาเลสไตน์ ระบุว่า พวกเขาหวังว่า การได้รับรองจากยูเนสโก จะเป็นการช่วยระดมความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากนานาชาติ เพื่อต่อต้านมาตรการต่างๆของอิสราเอลในพื้นที่แห่งนี้ได้...


ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกในไทย ณ หินสามวาฬ...

ไทยค้นพบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” ครั้งแรกของประเทศ ตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ผืนป่าหินสามวาฬ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ผลจากการดำเนินงานดังกล่าวปรากฏเป็นรูปธรรมอีกครั้ง จากการค้นพบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” (Hipposideros rotalis) หรือ Laotian Leaf-nosed Bat ครั้งแรกของประเทศไทย ภายในพื้นที่ป่านันทนาการหินสามวาฬ จังหวัดบึงกาฬ...

นายสุชาติกล่าวว่าได้รับรายงานจากนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานของสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ภายใต้โครงการศึกษาความหลากหลายของสัตว์ป่ามีกระดูกสันหลังในพื้นที่ป่านันทนาการหินสามวาฬ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยคณะนักวิจัยสำรวจพื้นที่ตั้งแต่ต้นปี 2568 และพบค้างคาวชนิดนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทั้งที่เดิมมีรายงานการกระจายพันธุ์เฉพาะในประเทศลาว...

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ป่านันทนาการหินสามวาฬ และเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ แม้ค้างคาวชนิดนี้จะจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ แต่ถือเป็นการยืนยันว่าผืนป่าของไทยยังคงมีศักยภาพในการค้นพบชนิดพันธุ์ที่สำคัญทางวิชาการได้อีกในอนาคต

“กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการสำรวจและอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชพรรณชนิดใหม่ เพราะเป็นเครื่องสะท้อนถึงความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เราจะเดินหน้าดูแลผืนป่าควบคู่การสนับสนุนงานวิจัย เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป” นายสุชาติกล่าว...

ทั้งนี้ กรมป่าไม้จะยกระดับการดูแลพื้นที่ป่านันทนาการหินสามวาฬอย่างเข้มงวด พร้อมสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และเสริมประสิทธิภาพการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป