

มูลนิธิดำรงชัยธรรม ได้รับพระราชทานรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ประเภทองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ด้านการศึกษา กีฬา และนันทนาการ เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 จัดโดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนักเรียนทุนโครงการ “ทุนสร้างคน สร้างบัณฑิต”
นำโดย นายธนพัฒน์ เทศนอก นักเรียนทุนรุ่นที่ 24/2568 นิสิตคณะครุศาสตร์ สาขาจิตวิทยาการปรึกษาการแนะแนวและการศึกษาพิเศษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานรางวัลประเภทเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ด้านการพัฒนาสังคม และชุมชน และ นายวันฟิรเดา แวเต๊ะ นักเรียนทุนรุ่นที่ 25/2569 นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับพระราชทานรางวัลประเภทเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ด้านสื่อสารมวลชน
นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิดำรงชัยธรรม และนักเรียนทุนที่ได้รับพระราชทานรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของนายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในการดำเนินงานส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี ผ่านโครงการ “ทุนสร้างคน สร้างบัณฑิต” มอบทุนการศึกษาให้เยาวชนที่เรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยไม่ต้องกลับมาตอบแทนใดๆ หวังให้บัณฑิตสร้างสรรค์สิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่า “ไม่ใช่แค่ให้โตได้ แต่อยากให้โตดี”
ธนพัฒน์ เทศนอก กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากครับที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้ผมอยากตั้งใจเรียนและพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น ผมอยากใช้โอกาสที่ได้รับให้เกิดประโยชน์ นำความรู้และประสบการณ์ที่มีไปต่อยอดและทำประโยชน์คืนสู่สังคมครับ”
ด้าน วันฟิรเดา แวเต๊ะ กล่าวว่า “ขอบคุณมูลนิธิดำรงชัยธรรมที่มอบโอกาสทางการศึกษาให้ผม ทำให้ผมได้เรียนในสิ่งที่สนใจและพัฒนาตัวเอง รางวัลนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากตั้งใจเรียนและเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำสิ่งที่เรียนรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับเด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคนด้วยครับ”...
มรดกไทย สู่สายตาชาวโลก สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน Siam Paragon The Art of Royal Craft สยามพารากอน ผนึกความร่วมมือกับ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย และ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) เปิดเวทีแห่ง มรดกไทย สู่ สายตาโลก รวมความวิจิตรแห่งหัตถศิลป์ในงาน “Siam Paragon The Art of Royal Craft: Explore Thai Heritage Experience” ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2569...
ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือ The IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026...
เป็นโอกาสที่ผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตามจะได้สัมผัสความงดงามของมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านมุมมองร่วมสมัย พร้อมสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่สามารถผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และวิถีชีวิตสมัยใหม่ได้อย่างโดดเด่น
วันที่ 12 ตุลาคม 2569 มีพิธีเปิดงาน “Siam Paragon The Art of Royal Craft: Explore Thai Heritage Experience” และได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ ผู้แทนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, ทวีเดช ทองอ่อน ผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), เอ็ดเวิร์ด กิตติ นายกสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย, ดร.สุมาลี อุทัยเฉลิม ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย พร้อมด้วย เอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ มาร่วมงาน โดยมี ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ และโสภิดา กิติโกมลสุข ผู้บริหารสยามพารากอน ร่วมต้อนรับ...
นิทรรศการ “Thai Heritage and Artistry Exhibition” ณ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 นำเสนอ มรดกไทย ความประณีตของงานศิลป์และหัตถศิลป์ไทย ผ่านเรื่องราว 50 ปีศิลปาชีพ, สถาบันสิริกิติ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (Arts of the Kingdom Museum) จัดแสดงผลงานหัตถศิลป์ไทยชั้นสูง และผลงานจากช่างฝีมือระดับครู, อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงชุดไทยผลงานของอาจารย์ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พ.ศ.2562
งานนี้ได้รับเกียรตินำผลงานมาร่วมจัดแสดงโดย อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์- เครื่องประกอบฉาก) พ.ศ.2566 ซึ่งสะท้อนความงดงามของงานช่างฝีมือไทยที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน นอกจากการชมนิทรรศการ ผู้ร่วมงานยังสามารถสัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิดผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย เวิร์กชอปลงมือทำจริง...
ได้แก่ การสร้างสรรค์กระเป๋าผ้าด้วยเทคนิคโบราณที่เรียกว่าการปัดทอง เทคนิคที่ยังคงใช้อยู่ในแผนกจิตรกรรมโขนมูลนิธิฯ การประดิษฐ์ตุ๊กตากระดาษแต่งกายไทย และการสร้างสรรค์กลิ่นหอมแบบไทยจากพรรณไม้และสมุนไพรไทย ผู้ร่วมงานจะได้นำผลงานของตนกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย...
และมีอีกหนึ่งงานที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ นิทรรศการ “Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition” หรือ “นิทรรศการไหมไทยสู่สากล” โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผ้าไหมและวัฒนธรรมไทย นำผ้าไหมไทยเชื่อมโยงงานออกแบบจากดีไซเนอร์นานาชาติ 6 ภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ เอเชีย, ยุโรป, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง, อเมริกา, และอเมริกาใต้...
สมาคมฯ ส่งผ้าไหมไทยไปยังเครือข่ายดีไซเนอร์กว่า 100 ประเทศ เพื่อให้นำไปออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายขึ้นใหม่โดยเฉพาะ พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และประเพณีของแต่ละประเทศผ่านผ้าไหมไทย เกิดเป็นผลงานแฟชั่นที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านมุมมองของนักออกแบบจากทั่วโลก ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 11-18 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 1 และ ลิฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน สะท้อนความงดงามของผ้าไหม มรดกไทย...
พร้อมกันนี้ ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ยังจัดงาน “Future Craft Experience: Craft to Impact: Ten Wisdoms, One Sustainable Future” นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มงานหัตถศิลป์ไทยที่สะท้อนพลังแห่งภูมิปัญญาไทยในการสร้างอาชีพ สร้างชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่าน workshop จักสาน โดยวัสดุธรรมชาติ พร้อมทั้งการจัดแสดงผลงานศิลปะจาก Eco material ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569
ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีการจัดเวิร์กชอประดับเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกผู้ลงทะเบียนพิเศษ โดยความร่วมมือกับแบรนด์ลักชัวรีระดับโลก เพื่อนำเสนอแนวคิดด้าน Craftsmanship และความเป็นเลิศทางงานฝีมือ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ระดับโลกกับคุณค่าของมรดกไทยได้อย่างงดงาม
สยามพารากอน มุ่งมั่นนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก ไม่เพียงในมิติการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์ระดับโลก แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยง Thai Heritage, Creativity และ Global Experience เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างความประทับใจและมอบ Extraordinary Experience ให้แก่ผู้มาเยือน...
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงรอบเยาวชนเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “Alice in Wonderland” หรือ “อลิซในแดนมหัศจรรย์” โดยคณะ Wings Show Production จากสาธารณรัฐอิตาลีและยูเครน ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้ Student Outreach Program (SOP) หนึ่งในโครงการสำคัญของมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 มุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านศิลปะการแสดงระดับโลก
การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านศิลปะและวัฒนธรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เข้าชมการแสดงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อมอบโอกาสแห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ และประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าผ่านศิลปะการแสดง
น.ส.ราซีน่าร์ อูเบรอย บาจาจ กรรมการผู้จัดการ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์โครงการ Student Outreach Program ก่อนเสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดง “Alice in Wonderland” วรรณกรรมเยาวชนคลาสสิคระดับโลกที่ได้รับการสร้างสรรค์ใหม่ผ่านการผสมผสานศิลปะการละคร การเต้น และกายกรรมร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าฝัน สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมทุกช่วงวัย
“ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่มอบโอกาสให้ลูกๆ โสตศึกษาฯ ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยหู แต่เขารับรู้ได้ด้วยตา ภาพเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของพวกเขาตราบนานเท่านาน สิ่งนี้เป็นมากกว่าความสุข คือแรงผลักดันและกำลังใจสำคัญของเด็กๆ ในอนาคต” น.ส.กัญญาณัฐ ครูโรงเรียนโสตศึกษาฯ จังหวัดนครปฐม กล่าว
ด้านนักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาฯ จังหวัดนครปฐม เผยหลังชมการแสดงว่า “ตื่นเต้นและประทับใจมากครับ
เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มาดูการแสดงแบบนี้ ประทับใจความตั้งใจของทุกคนที่ทำให้สิ่งที่พวกเราไม่อาจได้ยิน เปลี่ยนเป็นการรับรู้ผ่านการดูด้วยตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ถ้ามีโอกาสอยากกลับมาดูอีกครับ”
Student Outreach Program ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการทรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนค้นพบแรงบันดาลใจ พัฒนาศักยภาพตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต
“กระบือ” เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะใน จ.พะเยา ความต้องการบริโภคเนื้อกระบือ สร้างมูลค่าหมุนเวียนราว 20 ล้านบาทต่อปี ภาพรวมเครือข่ายภาคเหนือตอนบน ทั้งพะเยา เชียงราย และแพร่ ตลาดกระบือมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี
ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเศรษฐกิจนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งข้อจำกัดในการจัดการฟาร์ม การดูแลสุขภาพสัตว์ และการเลือกสายพันธุ์ ทำให้ผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ซ้ำถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง
ปี 2567 โครงการ “การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างกลไกการจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่สำหรับกระบือคุณภาพร่วมกับเกษตรกรใน จ.พะเยา เชียงราย แพร่” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ หน่วยงานสังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)
เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยกลไก “UP SIE” เพื่อยกระดับการผลิตกระบือคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพกระบือ การสร้างรายได้ให้เกษตรกร และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ม.พะเยา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย สะท้อนสถานการณ์การเลี้ยงกระบือในอดีตว่า เกษตรกรต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเฉพาะการเข้าถึงน้ำเชื้อพันธุ์ดีที่มีราคาสูง และต้องหาจากนอกพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อพันธุกรรมกระบือพื้นเมืองที่เติบโตช้าและตัวเล็ก
ม.พะเยาจึงเข้ามาสนับสนุนด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตและกระจายน้ำเชื้อ” ในจ.พะเยา เชียงราย และแพร่ นำเข้าน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีจากเครือข่ายนอกพื้นที่มาสต๊อกไว้ พร้อมบริการผสมเทียมที่เกษตรกรเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยาและสะดวกขึ้น
นายมี วงศ์สะอาด เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม 2 เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรายย่อยใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีผสมเทียมและน้ำเชื้อคุณภาพดีเข้ามาช่วยให้ได้ลูกกระบือโครงสร้างใหญ่ แข็งแรง เนื้อแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้พ่อพันธุ์พื้นบ้านในอดีตที่ใช้เวลาขุนนานถึง 3 ปี ได้ราคาประมาณ 15,000 บาท/ตัว ปัจจุบันจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามน้ำหนักและคุณภาพเนื้อ เคยขายกระบือตัวหนึ่งได้ราคาสูงถึง 30,000 บาท
เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น โจทย์ถัดมาคือการตลาดและการส่งออก ในอดีตพื้นที่ จ.พะเยา ยังไม่มีสถานกักกันสัตว์หรือ “คอกกลางมาตรฐาน” โครงการวิจัยจึงร่วมมือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จัดตั้งคอกกลางมาตรฐาน GFM และมาตรฐาน GAP เพื่อรวบรวมและควบคุมคุณภาพสุขภาพของกระบือ
มีโปรแกรมบำรุงรักษากระบือ ทั้งการฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ การตรวจสอบโรค และการตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้คุณภาพกระบือเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกนอกพื้นที่ รวมถึงต่างประเทศ
โดยมีการลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศและทำ MOU ร่วมกันระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน SIE ในประเทศลาว เพื่อส่งออกกระบือไปยังตลาดประเทศจีน
นายประสงค์ กองมะลิ เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม คอกกลางมาตรฐาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ระบุ คอกกลางมาตรฐานในพื้นที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทาง ค่ากักสัตว์ และช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางส่งออกโคกระบือไปยังตลาดต่างประเทศได้สะดวกและได้ราคาเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับตลาดนัดโค-กระบือ ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งดำเนินการโดย นายสุพรรณ หอมนาน ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 04.00 น. ปริมาณการซื้อขายโค-กระบือราว 150-250 ตัวต่อรอบ
โครงการวิจัยเข้ามายกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยภายในตลาด จัดตั้ง “ศูนย์บริการ SIE ขาเข้า” บริการฉีดยาถ่ายพยาธิและยาบำรุงแก่โคกระบือก่อนออกขาย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสัตว์ทุกตัวที่ซื้อไปเลี้ยงหรือนำไปเชือดปลอดภัย ปลอดโรค
ขณะเดียวกัน ยังเกิดธุรกิจบริการขนส่งและซื้อขายสัตว์โดยคนในชุมชน หรือกลุ่มพ่อค้าที่เรียกว่า “นายฮ้อย” ทำหน้าที่ตระเวนรับซื้อโค-กระบือจากฟาร์มนำไปขายต่อตามตลาดนัด โรงเชือด หรือส่งต่อให้ผู้ซื้อรายอื่น พร้อมให้บริการรับจ้างขนย้ายด้วยรถเฉพาะทางที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเป็นเครือข่ายประสานงานและจัดหาสเป๊กโค-กระบือ เพื่อให้การจับคู่ซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนปลายน้ำ โครงการวิจัยเปลี่ยนภาพจำจากเขียงเนื้อดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อสุขอนามัย ไปสู่ร้านจำหน่ายเนื้อตัดแต่งพร้อมปรุงที่สะอาด ทันสมัย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือเขียงชุมชน เช่น นายสุขพัฒน์ สุนันต๊ะ เจ้าของร้านคนขายเนื้อ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภายใต้ธุรกิจ UP BUFF
นายสุขพัฒน์ กล่าวว่า วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อกระบือของคนภาคเหนือนิยมรับประทานแบบสดหรือเมนูลาบดิบ ความสะอาดและปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญ เนื้อกระบือจากเครือข่ายโครงการวิจัย ผ่านการดูแลสุขภาพและโปรแกรมถ่ายพยาธิอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไร้พยาธิและปลอดภัยผ่านการการันตีแบรนด์ “UP Buff” ร่วมกับมาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์
นอกจากนี้ องค์ความรู้การแปรรูปเนื้อกระบือคุณภาพและอุปกรณ์ เช่น ตู้แช่ เครื่องสไลด์ และเครื่องซีลสุญญากาศ ที่ได้รับจากโครงการวิจัย ทำให้เกิดไอเดียนำเนื้อส่วนต่างๆ มาตัดแต่งและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง เช่น เนื้อสเต๊กที่นำมาหั่นและห่อแพ็กเกจจิ้งอย่างดี ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากกิโลกรัมละ 200 บาท เป็น 250 บาท เก็บรักษาได้ดีขึ้น ลดปัญหาการขายตัดราคาเมื่อขายไม่หมด และตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมือง
รศ.ดร.พยุงศักดิ์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการวิจัย ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การให้ทุนหรือองค์ความรู้เฉพาะหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการสร้าง “คน” ผ่านการจัดทำหลักสูตรอบรม ทั้งหลักสูตรสำหรับเกษตรกรมือใหม่ (New Skill) และหลักสูตรพัฒนาทักษะขั้นสูง (Up-skill) สำหรับผู้ประกอบการเขียงชุมชน การผสมเทียมเบื้องต้น และการแปรรูปเนื้อสัตว์
ยังจัดฝึกอบรมให้นวัตกรชุมชนทำหน้าที่เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลเกษตรกรในพื้นที่แทนมหาวิทยาลัย เพื่อให้เครือข่ายบริหารจัดการกันเองได้ เช่น การจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน การบริหารคอกกลางมาตรฐาน การส่งออกต่างประเทศ
ความภาคภูมิใจสูงสุดของโครงการวิจัย คือการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหาร ควบคู่การยกระดับรายได้ สร้างงานแก่เกษตรกร ผ่านการนำองค์ความรู้จาก ม.บูรพามาบูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิม จนเป็นอาชีพที่มั่นคง
เรื่อง/ภาพ : เทคโนโลยีชาวบ้าน
https://www.khaosod.co.th/technologychaoban าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_10435807