ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



เรื่อง “สถานการณ์กฏหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก”

ขณะที่มี 94 ประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าขายได้ถูกกฏหมาย โดยมีการควบคุมระดับนิโคติน สารแต่งกลิ่นรสใน 44 ประเทศ

องค์อนามัยโลกเสนอให้ประเทศต่างๆ ควบคุมหรือห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ต้น ขึ้นกับบริบท/ความสามารถความพร้อมของแต่ละประเทศ

สหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ International Union Against Tuberculosis and Lung Diseases องค์กรวิชาการนานาชาติด้านโรคปอด ได้วิเคราะห์และแนะนำว่า “การห้ามขายคือนโยบายที่ดีที่สุด สำหรับประเทศรายได้น้อยและปานกลาง เพื่อแก้ปัญหายาสูบอย่างแท้จริง”

เพราะไม่มีหลักฐานว่า บุหรี่ไฟฟ้าส่งผลดีต่อสุขภาพในภาพรวม ประเทศเหล่านี้ ความพยายามที่จะลดคนสูบบุหรี่มวน ก็มีปัญหามากอยู่แล้ว

หากให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฏหมาย จะยิ่งแย่งชิงทรัพยากรในการควบคุมยาสูบ ที่มีไม่เพียงพออยู่แล้ว ทั้งบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งจะทำให้การควบคุมยาสูบมีปัญหามากขึ้นไปอีก ประเทศไทยก็อยู่ในสภาพที่กล่าวแล้วข้างต้น

ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ผ่านๆมา ที่ยังคงกฏหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าไว้ แม้จะมีล็อบบี้ยิสต์

บริษัทบุหรี่และเครือข่าย ที่พยายามวิ่งเต้นผ่านข้าราชการระดับสูงรัฐมนตรี สส.และคณะกรรมาธิการต่างๆในสภาผู้แทนราษฎร

รัฐบาลต้องจัดให้มีการยกร่างกฏหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อห้ามการขายการผลิตบุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งผลิตภัณฑ์นิโคตินใหม่ๆ เพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ขณะที่ต้องมีการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้ามาขายผ่านช่องทางต่างๆ รวมทั้งการรณรงค์ให้ความรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน

ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์...


คอนเฟิร์มแล้ว! "ต่อ เฉลิมฉาน" - "ทัดดาว นึกแจ้ง" ทำหน้าที่ถือธงไทย นำขบวนทัพนักกีฬาไทย เข้าสู่พิธีเปิดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20

พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ในส่วนของนักกีฬาที่จะทำหน้าที่ถือธงชาติไทย เดินนำขบวนพาเหรดนักกีฬาไทย เข้าสู่พิธีการเดินพาเหรดนักกีฬาในพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ครั้งนี้

นักกีฬาชาย คือ "ต่อ" เฉลิมฉาน ยศวิริยะพาณิชย์ นักขี่ม้ามือเก๋า ผู้เคยพาทีมชาติไทยคว้าเหรียญทองศิลปะการบังคับม้าในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งแรก เมื่อซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ปี 1995 รวมถึงยังเป็นเจ้าของดีกรีเหรียญเงินทีมศิลปะการบังคับม้า ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดนีเซีย และ เจ้าของเหรียญทองในศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ในประเภทศิลปะบังคับม้า ประเภททีม

ส่วนนักกีฬาหญิง ได้วางตัว "แนน" ทัดดาว นึกแจ้ง หนึ่งในกำลังสำคัญของทีมวอลเลน์บอลไทย เจ้าของรางวัลบอลเร็วยอดเยี่ยม จากศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ และสร้างประวัติศาสตร์คว้าสิทธิ์เข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์ 2028

สำหรับพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 ก.ย.69 เวลา 16.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ที่สนามกีฬาปาโลมา มิซูโฮะ เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยการแข่งขันจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ก.ย. - 4 ต.ค.69

ขอบคุณภาพจาก : Chalermcharn Yotviriyapanit / สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย


งานวิจัยชี้ อาวุธโบราณจากยุคสำริดของจีน ทำด้วย “วัสดุจากนอกโลก”...

ทีมวิจัยชี้ว่า ในยุคที่จีนยังไม่สามารถถลุงเหล็กได้ อาวุธโบราณชิ้นนี้เปรียบได้กับสิ่งมหัศจรรย์จากฟากฟ้าอย่างแท้จริง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 กันยายนว่า ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archaeology Research in Asia ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 เผยผลการตรวจสอบที่น่าทึ่งของอาวุธจากแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย เมืองกวางฮั่นของประเทศจีน ว่าเป็นอาวุธที่สร้างจาก “วัสดุที่ไม่มีอยู่บนโลกนี้”

งานวิจัยระบุว่า โบราณวัตถุซึ่งเป็นชิ้นส่วนอาวุธ หรืออาจจะเป็นเครื่องมือ ที่พบในหลุม “เซ่นสังเวย” หมายเลข 7 ของแหล่งโบราณคดีซานซิงตุย และคาดว่าเป็นอาวุธจากยุคราชวงศ์ซาง (ประมาณ 1,600 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกของจีนที่มีบันทึกและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันนั้น ทำมาจาก “เหล็กอุกกาบาต” ซึ่งเป็นโลหะผสมตามธรรมชาติที่ได้มาจากอุกกาบาตประเภทเหล็ก (Iron Meteorite) ที่ตกลงมาจากอวกาศสู่พื้น

หลังจากตรวจสอบโครงสร้างภายในของโลหะจากวัตถุดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะคล้ายขวานและแตกออกเป็นสามส่วน ไม่พบร่องรอยของการผ่านกระบวนการขึ้นรูปแบบเย็น (ทุบ ตี หรือดัดแปลงรูปทรงโลหะโดยไม่ใช้ความร้อน) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังพบองค์ประกอบของเหล็กมากกว่า 90% ต่อ นิกเกิล ราว 7% โดยมีนิกเกิลกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้นงาน ซึ่งเป็นลักษณะที่หาได้ยากยิ่งสำหรับวัตถุในยุคสำริด เนื่องจากในยุคนั้น ยังไม่มีพัฒนาการด้านถลุงเหล็ก ทำให้นักวิจัยสรุปว่า โบราณวัตถุที่มีชื่อรหัสว่า K7QW-TIE-1 ชิ้นนี้ ทำขึ้นมาจากเหล็กอุกกาบาต

สิ่งนี้ทำให้อาวุธหรือเครื่องมือชิ้นนี้จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุที่หาได้ยากยิ่ง แม้ว่าจะมีการค้นพบวัตถุที่ทำจากเหล็กอุกกาบาตทั่วโลก ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า K7QW-TIE-1 คือหนึ่งในวัตถุเหล็กอุกกาบาตเพียง 13 ชิ้นเท่าที่เคยค้นพบในประเทศจีน โดยชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดเป็นมีดที่พบในสุสานที่ซินเจียง ซึ่งมีอายุย้อนไปราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ส่วน K7QW-TIE-1 มีความเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

สถานะ “ความเก่าแก่” ของวัตถุทั้งสองชิ้นนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่พวกมันมีร่วมกัน เพราะในขณะที่โบราณวัตถุอีก 11 ชิ้นทำขึ้นจากการผสมผสานระหว่างเหล็กและสำริด มีเพียงมีดโบราณจากซินเจียงและขวานชิ้นนี้เท่านั้นที่เป็นวัตถุที่ประกอบด้วยโลหะชนิดเดียว ซึ่งหมายความว่าทำมาจากเหล็กอุกกาบาตล้วนๆ

งานวิจัยระบุว่า K7QW-TIE-1 ช่วย “เติมเต็มช่องว่างสำคัญในบันทึกทางโลหะวิทยาของภูมิภาค” โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เหล็กในยุคสำริดของจีน พร้อมทั้งชูให้เห็นเทคนิคทางโลหะวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์ของจีนตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่ใช้ในพื้นที่ที่ราบตอนกลาง ดังที่เห็นได้จากวัตถุเหล็กอุกกาบาตชิ้นอื่นๆ

สิ่งที่นักวิจัยยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดในขณะนี้ คือวัตถุคล้ายขวานชิ้นนี้ถูกใช้งานเพื่ออะไรกันแน่ แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าขวานนี้อาจเป็นเพียงเครื่องมือใช้งานทั่วไป แต่การค้นพบมันภายในหลุมเซ่นสังเวยที่ซานซิงตุย ก็มีนัยว่า เครื่องมือหรืออาวุธนี้อาจมีความสำคัญทางพิธีกรรม ซึ่งเป็นบทบาทอันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือวัตถุประสงค์การใช้งานจริง

ที่มา : popularmechanics.com : เครดิตภาพ : H. Li et al. 2026, Archaeological Research in Asia


กระหึ่มเอเชีย! ชุดไทยพระราชนิยม - ชุดนักกีฬาทีมชาติไทย ขึ้นบิลบอร์ดกลางกรุงโตเกียว

“กระทรวงวัฒนธรรม” เดินหน้าผลักดัน CHUD THAI สู่เวทีโลก โรดโชว์ญี่ปุ่น 17-18 ก.ย. นี้ ก่อนลุ้น UNESCO พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ธันวาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันนี้ (16ก.ย.) บนบิลบอร์ด จอใหญ่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในศึก Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้คอนเซปต์ “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์

“SIRIVANNAVARI” ทรงออกแบบ และทรงร่วมเป็นนางแบบพรีเซนต์ผลงาน ซึ่งในจอบิลบอร์ดดังกล่าว มีพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในแคมเปญนั้นด้วย ทั้งใจกลางเมืองแหล่งเศรษฐกิจ ย่าน Ginza (กินซ่า) Shinjuku (ชินจูกุ) และ Shibuya (ชิบูย่า)

นอกจากนี้ยังมีชุดไทยพระราชนิยม (CHUD THAI) แสดงบนบิลบอร์ดดังกล่าวด้วย โดยกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมจัดงาน “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ อาคารเฮียวเคกัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยในวันที่ 18 กันยายน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมงานดังกล่าวเพื่อเผยแพร่เกี่ยวกับ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก

ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ใน เดือนธันวาคม2569 นี้ ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


ไขข้อสงสัย! เปิดเบื้องหลังชีวิต “พระญี่ปุ่น” เหตุใดมีเงินเดือน- แต่งหญิงได้ - เป็นนักดนตรี- แต่งงานมีครอบครัว และสืบทอดวัดได้ตามกฎหมาย

สำหรับผู้ที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและอาจเคยพบเห็นภาพของนักบวชพุทธในชุดคลุมสีเข้ม ใช้ชีวิตครอบครัว มีภรรยา มีบุตร ขับรถยนต์ หรือรับเงินเดือนผ่านระบบบริหารจัดการวัด จนสร้างความสงสัยว่าเหตุใดจึงแตกต่างจากภาพจำของพระสงฆ์ไทยอย่างสิ้นเชิง วันนี้พาไปเจาะลึกเบื้องหลังและที่มาของวัฒนธรรมทางศาสนาอันเป็นเอกลักษณ์นี้จากทั่วโลก

1. ทำไมพระญี่ปุ่นจึง “แต่งงานและมีครอบครัว” ได้? จุดเริ่มต้นของการอนุญาตให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นมีครอบครัวได้นั้น มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์และโครงสร้างของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญใน ยุคเมจิ (ปี ค.7. 1872 / พ.ศ. 2415) เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การปฏิรูปประเทศได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า "นิกุจิกิ ไซไต" (Nikujiki Saitai) อนุญาตให้พระภิกษทุกนิกายสามารถฉันเนื้อสัตว์ ไว้ผม และมีภรรยาได้อย่างเปิดเผยถูกต้องตามกฎหมาย

ก่อนหน้านั้น ในบางนิกาย เช่น นิกายโจโดชินชู (Jodo Shinshu) มีแนวคิดเรื่องการเข้าถึงธรรมะโดยไม่ต้องเคร่งครัดเรื่องการถือพรหมจรรย์อยู่แล้ว (เริ่มจากท่านชินรัน ผู้ก่อตั้งนิกาย) ประกอบกับบริบททางสังคมการเมืองของญี่ปุ่นในอดีตที่ศาสนาพุทธถูกลดบทบาทลงเนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้วัดและพระสงฆ์ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ จนกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

2. พระญี่ปุ่นมีรายได้และเงินเดือนเท่าไหร่? ชีวิตของพระสงฆ์ญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากคนทำงานทั่วไปในแง่ของการมีรายได้ โดยพระส่วนใหญ่จะมี "เงินเดือนประจำ" ที่ได้รับจากทางวัดหรือองค์กรทางศาสนา ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของวัดและจำนวนศาสនិกชนในความดูแล

นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว รายได้หลักของพระญี่ปุ่นยังมาจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะ "พิธีศพ" และการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความผูกพันกับวัดผ่านพิธีศพค่อนข้างสูง ค่าธรรมเนียมในการทำพิธีต่อครั้งมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยหลายหมื่นบาท) ทำให้พระสงฆ์ในวัดขนาดใหญ่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง สามารถผ่อนบ้าน ส่งเสียบุตรเรียน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ขณะที่พระในวัดขนาดเล็กหรือวัดชนบทบางรูป อาจต้องประกอบอาชีพเสริมหรือทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่ไปด้วยเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว

3. การสืบทอดวัดเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาท อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของพุทธศาสนาในญี่ปุ่นคือ "ระบบการสืบทอดวัด" เนื่องจากวัดส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีสถานะเป็นทรัพย์สินหรือกิจการที่บริหารจัดการในลักษณะครอบครัว (Temple Families) เมื่อเจ้าอาวาสรูปเดิมมรณภาพหรือเกษียณอายุ ตำแหน่งเจ้าอาวาสและสิทธิ์ในการดูแลวัดจะถูกส่งต่อให้แก่บุตรชายคนโตหรือทายาทที่ได้รับการฝึกฝนและบวชเรียนเพื่อมารับช่วงต่อ

ระบบนี้ช่วยให้วัดทุกแห่งมีผู้ดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้รกร้าง และช่วยให้ศาสนสถานยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมทางศาสนาและพิธีศพให้แก่ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างราบรื่น

ภาพลักษณ์ของพระญี่ปุ่นที่สามารถร้องเพลง เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมรื่นเริงได้อย่างเปิดเผยนั้น ราบรื่นไปกับบริบททางสังคมและหลักคำสอนเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้

มุมมองทางศาสนา (ไม่มีข้อห้ามเรื่องการบันเทิง): ตามพระวินัยดั้งเดิมอาจมีข้อห้ามเรื่องการฟ้อนรำขับร้อง แต่ในทางปฏิบัติของพุทธศาสนามหายานในญี่ปุ่น มองว่ากิจกรรมทางศิลปะ ดนตรี และการสร้างความสุขให้แก่ผู้คน สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแผ่ธรรมะ (Dharma) ได้ พระญี่ปุ่นหลายรูปจึงใช้ดนตรี ร็อก หรือแม้แต่การบีทบ็อกซ์ผสมผสานกับการสวดมนต์ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และทำให้ธรรมะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

บทบาททางสังคมในฐานะ "ผู้นำชุมชนและผู้ให้บริการ": เนื่องจากพระญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีครอบครัวและใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับสังคมทั่วไป (คล้ายกับการทำอาชีพนักบวชหรือผู้ดูแลศาสนสถาน) ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตมีความยืดหยุ่นสูง พวกเขาไม่ได้ถูกมองว่าต้องตัดขาดจากทางโลกอย่างเคร่งครัดในทุกๆ ด้าน ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดี

การปรับตัวเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาในยุคใหม่: ในยุคปัจจุบันที่วัดหลายแห่งเผชิญกับปัญหาคนรุ่นใหม่ห่างเหินจากวัด พระสงฆ์หลายรูปจึงต้องปรับตัว คิดค้นกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น คอนเสิร์ตในวัด งานศิลปะ หรือการทำคอนเทนต์ เพื่อดึงดูดผู้คนให้กลับมารู้จักวัดและคำสอนทางศาสนาในรูปแบบที่ทันสมัย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพระภิกษุนิกายเซนบางรูปที่ผันตัวมาเป็นศิลปินและนักร้องชื่อดัง เช่น พระยาคุชิจิ คันโฮ (Kanho Yakushiji) เจ้าอาวาสวัดไคเซ็นจิ ที่โด่งดังจากการนำบทสวดมนต์มาร้องผสมผสานกับดนตรีป็อปและจัดคอนเสิร์ตไปทั่วโลก เพื่อสื่อสารถึงความสงบสุขและความทรงจำถึงบรรพบุรุษในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย

แม้รูปแบบการใช้ชีวิตและการปฏิบัติศาสนกิจของพระญี่ปุ่นจะมีความยืดหยุ่นและแตกต่างจากพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการปรับตัวให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่นั่นเอง