ข่าว
'แพรรี่' ฟาดดรามา ไลฟ์โค้ชชาย ปมเหยียดผู้หญิง ลั่น ก็ประดิษฐ์คนแบบมึXนี่แหล่ะ ขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 1 คน

จากกรณีกระแสดรมาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ 2 ไลพ์โค้ชชายที่ได้ออกมาพูดเรื่องของผู้หญิงไปก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปทั้งสังคม ทำเอาเหล่าคนดังหลากหลายวงการออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าวอย่าง นางเอกสาวผิวออร่า เกรซ กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมของเธอวานนี้

ล่าสุดวันนี้ 17 กันยายน 2569 ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ แพรรี่ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กถึงไลพ์โค้ชชายคนหนึ่งฟาดด้วยข้อความทั้งหมดว่า "มีไลฟ์โค้ดคนนึงถามว่า บนโลกใบนี้ผู้หญิงประดิษฐ์อะไรขึ้นมาบ้าง ดิฉันก็อยากจะตอบให้ว่า ก็ประดิษฐ์คนแบบมึงนี่แหล่ะ ขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 1 คน"

หลังจากที่โพสต์ของ แพรรี่ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

"’’แม่ไม่น่าประดิษฐ์มึงขึ้นมา ‘‘คำนี่ใช้ได้จิงค่ะคุณพี่"

"คุณแพรรี่ไม่เคยทำให้เอฟซีผิดหวัง...คำตอบฟาดมาก"

"เอ้า!!! ลืมตัวว่ามีแม่"

"อันนี้ประดิษฐ์แล้วเหรอ เหมือนไม่ได้ตั้งใจ"

"อันนี้จริง ปังมาก ให้มันรู้ซะบ้าง"

"คำตอบตรงจุดมากค่ะ แบบเริด100%"

"คุณเเม่ ผู้ที่ไม่เคยตายไมค์ค่ะ..ตรบมือค่ะ"

"เอาง่ายๆว่า เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ทุกวันนี้ก็ผู้หญิงคิดค้นขึ้นมาคับ"

ร้านมิชลินในโซลถูกปรับรวม 25 ล้านวอน ฐานใช้มดแต่งอาหาร

17 กันยายน 2569 ร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินแห่งหนึ่งในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ถูกลงโทษปรับ หลังนำมดมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งขนมหวาน แม้แมลงชนิดดังกล่าวไม่ได้อยู่ในรายชื่อแมลงที่ทางการเกาหลีใต้อนุญาตให้มนุษย์บริโภคได้

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าของร้านเอเว็ตต์ ถูกปรับเป็นเงิน 15 ล้านวอน หรือประมาณ 345,000 บาท ขณะที่บริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านถูกปรับอีก 10 ล้านวอน ประมาณ 230,000 บาท จากความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายสุขอนามัยอาหารของเกาหลีใต้

ตามกฎหมายของเกาหลีใต้ มีแมลงที่ได้รับอนุญาตให้บริโภคได้ 10 ชนิด โดยมีทั้งตั๊กแตน ตั๊กแตนปาทังกา และหนอนไหมบางชนิด แต่มดไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว ขณะที่อัยการเคยขอให้ศาลลงโทษเจ้าของร้านจำคุก 1 ปี พร้อมปรับเงิน 20 ล้านวอน แต่ผู้พิพากษาพิจารณาว่าเจ้าของร้านยอมรับข้อกล่าวหาและไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน จึงนำปัจจัยดังกล่าวมาประกอบการกำหนดโทษ

อย่างไรก็ตาม ศาลระบุว่าความผิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เนื่องจากนอกจากการฝ่าฝืนมาตรฐานด้านอาหารแล้ว ผลการตรวจสอบมดยังพบโลหะหนักในปริมาณที่เกินมาตรฐานอีกด้วย

กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของเกาหลีใต้ตรวจพบการใช้มดดังกล่าว หลังพบรีวิวร้านอาหารบนโลกออนไลน์ที่มีภาพถ่ายประกอบ โดยระบุว่า เจ้าของร้านนำมดประมาณ 3-5 ตัวมาโรยบนอาหารบางเมนู เพื่อเพิ่มรสชาติเปรี้ยว และดำเนินการดังกล่าวต่อเนื่องเกือบ 4 ปี คิดเป็นมดที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องตกแต่งอาหารประมาณ 49,000 ตัว

มดส่วนใหญ่ถูกนำเข้าจากสหรัฐฯ ขณะที่บางส่วนมาจากประเทศไทย ด้านเจ้าของร้านอ้างว่าไม่ทราบว่าการนำมดมาใช้เป็นส่วนประกอบอาหารเป็นสิ่งต้องห้ามในเกาหลีใต้ เนื่องจากในหลายประเทศมีการบริโภคมดเป็นอาหาร

เจ้าของร้านยังชี้แจงว่า มดถูกใช้เป็นส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยในเมนูอาหาร 15 คอร์ส และลูกค้าจะได้รับแจ้งว่าสามารถเลือกเครื่องตกแต่งอาหารชนิดอื่นที่ไม่มีมดแทนได้

ทั้งนี้ การบริโภคมดไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติในหลายวัฒนธรรม โดยมดและไข่มดถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารในหลายพื้นที่ของเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา รวมถึงประเทศไทยและกัมพูชา ขณะที่ในโคลอมเบีย มดราชินีถือเป็นอาหารที่มีมูลค่าสูงและได้รับการยกย่องในระดับเดียวกับไข่ปลาคาเวียร์

สำหรับร้านอาหารที่ได้รับ 2 ดาวจากคู่มือมิชลิน หมายถึงร้านที่มีการปรุงอาหารยอดเยี่ยมและคุ้มค่ากับการเดินทางแวะไปชิม


ยอดสูญหายเนปาลพุ่ง 6,150 คน เสียชีวิตกว่า 1,446 ราย

16 กันยายน 2569 สำนักจัดการภัยพิบัติของเนปาลปรับเพิ่มตัวเลขผู้สูญหายจากเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็น 6,150 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 คนจากตัวเลขที่รายงานก่อนหน้านี้ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนเนปาล-จีน รวมทั้งสองประเทศอยู่ที่ 1,446 ราย และมีผู้สูญหายอย่างน้อย 6,669 คน

ชานติ มาฮัต โฆษกหญิงของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติเนปาล เผยว่า ทางการได้รวบรวมข้อมูลจากสำนักงานในระดับเขตต่าง ๆ และนำมาตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนปรับปรุงตัวเลขผู้สูญหาย โดยเมื่อวันก่อนหน้านี้มีการรายงานผู้สูญหายอยู่ที่ 5,179 คน

สำหรับยอดผู้เสียชีวิตในฝั่งเนปาล เจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้แล้ว 1,403 ราย โดยสามารถระบุตัวบุคคลได้ 105 ราย ขณะที่ฝั่งจีน สื่อของทางการจีนรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 43 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 519 คน ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตของทั้งสองประเทศอยู่ที่ 1,446 ราย และผู้สูญหายอย่างน้อย 6,669 คน

ในจำนวนผู้สูญหายดังกล่าว คาดว่ามีชาวต่างชาติรวมอยู่หลายร้อยคน ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักจากกระแสน้ำและมวลน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากพื้นที่ภูเขา จนผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายระบุว่าไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ที่มีขนาดรุนแรงเช่นนี้มาก่อน

รัฐบาลเนปาลระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้สะท้อนถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นต่อพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้เนปาลซึ่งมีประชากรราว 30 ล้านคน จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรม

ด้านนายบาลเลนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาล มีกำหนดเดินทางเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยจะเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะใช้เวทีดังกล่าวผลักดันประเด็นผลกระทบเร่งด่วนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเนปาลประเมินว่าต้องใช้งบประมาณราว 4.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งนี้


ฉีกหน้าทรัมป์ แฉงบสู้อิหร่าน 1.26ล้านล้าน อาวุธหมดคลัง

9 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลแห่แชร์ภาพฝนถล่มหนักและมีน้ำท่วมสูง ที่เมืองนาโกย่า ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนจมน้ำ และน้ำไหลทะลักเข้าสู่อาคาร ขณะที่บางพื้นที่ถูกยกระดับคำเตือนภัยเป็นระดับ 5 ในวันนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยวัดปริมาณฝนได้สูงถึง 104.5 มิลลิเมตรภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นปริมาณฝนรายชั่วโมงสูงสุดเป็นสถิติอันดับ 1 ของจุดสังเกตการณ์ ซึ่งถือว่าฝนถล่มหนักสุดในรอบ 136 ปี

สถานการณ์ฝนถล่มลงมาอย่างหนัก หรือที่เรียกกันว่า เรนบอมบ์ ส่งผลให้หลายจุดในเมืองนาโกย่าเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนหลายสายมีน้ำท่วมขัง และมีน้ำไหลทะลักเข้าสู่อาคาร ขณะที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นแม่น้ำอุเอดะกาวะมีระดับน้ำเพิ่มสูงและกระแสน้ำไหลเชี่ยวจนส่งผลกระทบต่อรถยนต์ในบางพื้นที่ ทางการญี่ปุ่นได้ยกระดับคำเตือนในบางพื้นที่ของนาโกย่าเป็น ระดับ 4 พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม ระดับน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงดินถล่ม

น้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ส่งผลกระทบกับ มหกรรมการแข่งขันกีฬาของประเทศในทวีปเอเชีย อย่าง เอเชียนเกมส์ 2026 หรือ ไอจิ-นาโกย่า 2026 จะจัดขึ้นที่จังหวัดไอจิ และ เมืองนาโกย่า ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 นี้ โดยนับถอยหลังอีกเพียง 11 วัน ก่อนพิธีเปิดการแข่งขันเอเชียนเกมส์จะเริ่มต้นขึ้น


ทรัมป์เดือดหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ลั่นควรลดเหลือ 1% ย้ำสหรัฐฯ เครดิตดีที่สุดในโลก

รายงานจากสำนักผู้ตรวจฯเพนตากอนเผย สหรัฐฯทุ่มงบทำสงครามอิหร่านไปแล้ว 1.26 ล้านล้านบาท และอาจเพิ่มขึ้นอีก 3 พันล้านดอลลาร์หรือ1แสนล้านบาทต่อเดือน ใช้อาวุธจนเกลี้ยงคลัง สวนคำโวประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุอาวุธเหลืออื้อ ส่วนรมว.กลาโหมขันน๊อตผลิตอาวุธเติมกลับสู่คลังด่วน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 15 กันยายนตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐฯกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนยุทโธปกรณ์จากการทำสงครามกับอิหร่าน โดยระบุว่า OPERATION EPIC FURY ชื่อปฎิบัติการที่สหรัฐฯใช้ร่วมกับอิสราเอล เพื่อทำลายขีดความสามารถในการใช้กำลังทหารของอิหร่านมีค่าใช้จ่ายประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกราว 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 100,000 ล้านบาท

ซึ่งรายงานฉบับนี้ จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดของสภาคองเกรสและถือเป็นรายงานลักษณะนี้ฉบับแรก โดยระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้ยุทโธปกรณ์ประมาณ 22,300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 7.42 แสนล้านบาท อีกทั้ง ยังเตือนการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทำให้คลังยุทโธปกรณ์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ลดลง และเผยให้เห็นข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งทำให้การเติมยุทโธปกรณ์กลับเข้าสู่คลังล่าช้า

ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเร่งปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อ ลดระยะเวลาผลิต และสะสมวัตถุดิบ ชิ้นส่วน รวมถึงยุทโธปกรณ์สำคัญบางประเภท แต่การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลานาน

สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างความกังวลให้ประเทศที่พึ่งอาวุธจากสหรัฐฯ อาทิ ยูเครน ไต้หวัน โดยยูเครนต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นการโจมตีทางอากาศที่ใช้รับมือรัสเซีย ขณะที่ไต้หวันพึ่งพาข้อตกลงซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากจีน

รายงานฉบับดังกล่าวนี้ สวนทางกับคำพูดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เคยปฏิเสธข้อกังวลเรื่องคลังอาวุธลดลง ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกว่าสหรัฐฯมียุทโธปกรณ์แทบไม่จำกัด และเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทรัมป์ยังโพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯกำลังผลิตอาวุธชั้นยอดในจำนวนมากกว่าช่วงที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ รายงานระบุด้วยว่า ช่วง 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม สหรัฐฯโจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 แห่ง แต่ไม่ได้กลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีระดับดังกล่าวอีกช่วงหลายเดือนต่อมา

ความสูญเสียของกองทัพสหรัฐฯที่มีระบุในรายงาน ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 ลำ เครื่องบินขับไล่ F-35 เสียหาย 1 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 เสียหาย 7 ลำ และโดรน MQ-9 Reaper ถูกทำลายมากถึง 30 ลำ นอกจากนี้ ฐานส่งกำลังบำรุงหลักของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในบาห์เรน ยังถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธนำวิถี

การโจมตีของอิหร่านยังสร้างความเสียหายหรือทำลายอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลายร้อยแห่งในฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก โอมาน และจอร์แดน ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมยังไม่รวมอยู่ในการประเมิน 33,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่าฐานทัพทั้งหมดจะได้รับการบูรณะหรือไม่และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สงครามครั้งนี้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตจากการปฏิบัติการรบ 7 นาย และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบอีก 7 นาย ขณะที่มีทหารบาดเจ็บจากการรบ 417 นาย

นายพีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯเรียกร้องให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เร่งผลิตอาวุธ โดยผู้บริหารบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ระบุว่า การเร่งผลิตขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเร่งด่วนและความวุ่นวายที่ต้องควบคุม

ทรัมป์เดือดหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ลั่นควรลดเหลือ 1% ย้ำสหรัฐฯ เครดิตดีที่สุดในโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี สวนทางกับจุดยืนของทรัมป์ที่เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ควรลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social หลังเฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 3.75-4.00% โดยระบุว่า อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตดีที่สุดในโลก

ทรัมป์ระบุว่า “อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาควรจะอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เพราะเราคือประเทศที่มีความน่าเชื่อถือดีที่สุดในโลก ดีแบบทิ้งห่าง” พร้อมกล่าวถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากการลงทุนใหม่ ๆ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงปัญหาการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ โดยระบุว่า หากสหรัฐฯ หยุดทำการค้ากับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วย ซึ่งเป็นประเทศส่วนใหญ่ที่สหรัฐฯ ทำการค้าด้วย ประเทศจะสามารถทำกำไรได้อย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

ทรัมป์ยังระบุว่า คำว่า “ขาดดุล” เป็นเพียงคำที่ใช้แทนคำว่า “ขาดทุน” และกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังแบกรับภาระของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมเรียกร้องให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน หรือ FOMC ซึ่งมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ระดับ 3.75-4.00% โดยให้เหตุผลสำคัญว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไปและเป็นเช่นนี้มานานเกินไปแล้ว”

วอร์ชระบุว่า ข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เฟดจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา

ประธานเฟดยังยอมรับถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานที่ทรงตัวอยู่ราว 4.1% ทำให้เฟดยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ โดยไม่คาดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดแรงงาน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงปฏิกิริยาของทรัมป์ต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ วอร์ชปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยตรง แต่ยืนยันถึงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟดพิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจและภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสนับสนุนการจ้างงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองหรือตลาดการเงิน