ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



เจ้าของนกแก้วสุดปลื้ม ได้สัตว์เลี้ยงแสนรักคืน หลังโดนขโมยไปนานถึง 9 ปี

ชายชาวอังกฤษได้นกแก้วแสนรักกลับคืนมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลังมันหายไปนานถึง 9 ปีระหว่างเกิดเหตุขโมยขึ้นบ้าน เจ้าตัวเผย ตัดใจไปนานแล้ว แต่ยังเก็บกรงนกไว้

วานนี้ (23 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศเผยเรื่องราวเหลือเชื่อของชายชาวอังกฤษชื่อว่า โรเบิร์ต มอร์ติเมอร์ วัย 56 ปี คุณพ่อลูกห้าที่เคยตกเป็นเหยื่อขโมยขึ้นบ้านในเมืองแบรดฟอร์ด ในท้องที่ยอร์กเชียร์ตะวันตก ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2560

นกแก้วแอฟริกันสีเทาชื่อว่า “บาร์นีย์” สัตว์เลี้ยงแสนรักของเขาหายไปพร้อมกับทรัพย์สินที่โดนขโมยใยนครั้งนั้น จนกระทั่งอีก 9 ปีให้หลัง มอร์ติเมอร์ซึ่งทำใจไปนานแล้วว่า บาร์นีย์ น่าจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ก็ได้รับโทรศัพท์ที่ไม่คาดฝันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งแจ้งว่า พวกเขาเพิ่งพบตัวเจ้าบาร์นีย์

รายงานข่าวระบุว่า มีผู้พบนกแก้ววัย 19 ปีตัวนี้กำลังเดินไปมาอย่างพะวักพะวนอยู่ในบริเวณลานจอดรถของห้างอิเกียในเมืองแอชตัน-อันเดอร์-ไลน์ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่มันถูกขโมยไปราว 32 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังจากส่งตัวมันให้สัตวแพทย์ ก็มีการสแกนไมโครชิปบนตัวของมัน ทำให้รู้ชื่อและที่อยู่ของผู้เป็นเจ้าของว่ามาจากเมืองแบรดฟอร์ด แต่เบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้แต่เดิม กลับใช้งานไม่ได้แล้ว เนื่องจากมอร์ติเมอร์เปลี่ยนเบอร์ไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

บาร์นีย์จึงถูกส่งต่อไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า “ฮิลลารี แฮร์รี แอนด์ เฟรนด์ส” ซึ่ง เจมมา ดัมบิลล์ เจ้าของศูนย์ฯ ได้ช่วยตามหาเจ้าของที่แท้จริงของมัน

ดัมบิลล์ เล่าว่ามีคนติดต่อเข้ามาและอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของบาร์นีย์หลายคน แต่ไม่มีใครมีหลักฐาน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเธอ ลองเรียกชื่อ “บาร์นีย์” เจ้านกแก้วยังทำท่าทางตกใจ ราวกับประหลาดใจว่าเธอรู้ชื่อมันได้อย่างไร เธอจึงนำชื่อบาร์นีย์และเมืองแบรดฟอร์ดไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตจนเจอข่าวเหตุการณ์บุกรุกขโมยของในบ้านที่เมืองแบรดฟอร์ดเมื่อปี 2560

บาร์นีย์หายตัวไปนานถึง 9 ปี

จากนั้น เธอก็อาศัยความช่วยเหลือจากตำรวจที่รู้จักกัน ช่วยสืบหาตัวมอร์ติเมอร์ที่ย้ายบ้านไปแล้วจนพบในที่สุด

ก่อนจะเดินทางไปรับตัวบาร์นีย์ มอร์ติเมอร์ได้แวะไปรับกรงนกเก่าของมันที่ฝากไว้กับญาติ ซึ่งเป็นกรงที่เขาสัญญาว่าจะเก็บไว้ตลอด 9 ปีโดยไม่ยอมซื้อนกตัวใหม่มาแทน

เขาเล่าว่า เหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้านในปี 2560 นั้น คนร้ายไม่เพียงขโมยบาร์นีย์ที่มีมูลค่าราว 1,360 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 44,470 บาท) ไปพร้อมกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ทำสวน แต่ยังทำให้สุนัขพันธุ์ชิวาวาของครอบครัวได้รับบาดเจ็บสาหัสจนตายไปในที่สุดอีกด้วย

เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างบาดแผลทางใจให้มอร์ติเมอร์มากเสียจนเขาตัดสินใจย้ายบ้านหนีในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน บาร์นีย์กำลังปรับตัวให้ชินกับบ้านหลังใหม่ของมอร์ติเมอร์ และเริ่มแสดงบุคลิกเดิมๆ ออกมาให้เห็นแล้ว โดยมันเริ่มส่งเสียงทักทาย “สวัสดี” และ “อรุณสวัสดิ์” อีกครั้ง

มอร์ติเมอร์เล่าด้วยรอยยิ้มว่าบาร์นีย์เป็นนกที่เลียนเสียงเก่งมาก โดยเฉพาะเสียงของเขา และหนึ่งในมุกตลกโปรดของมันคือการทำเสียงโทรศัพท์ศัพท์บ้าน โดยจะร้องดังๆ เพื่อหลอกให้ภรรยาของเขาเดินมารับสายแล้วมันก็จะแผดเสียงหัวเราะใส่

มอร์ติเมอร์กล่าวว่า การได้ตัวบาร์นีย์กลับมาในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกตื้นตันและขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยให้ปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นจริง

ที่มา : people.com

เครดิตภาพ : congerdesign from Pixabay, gbnews.com...


ตามรอย 2 แหล่งมรดกโลก – ถิ่นพญานาค

อุดรธานีอาจเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองใหญ่แห่งภาคอีสาน แต่เมื่อได้ออกเดินทางจริงจะพบว่า จังหวัดแห่งนี้มีเรื่องราวให้ค้นหามากกว่าที่คิด เพราะเป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทยที่มีแหล่งมรดกโลกถึง 2 แห่ง ทั้งแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท สะท้อนร่องรอยอารยธรรมที่สืบทอดมายาวนาน การเดินทางครั้งนี้ยังเป็นการทำความรู้จักตัวตนของอุดรธานีผ่านพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี และได้สัมผัสแรงศรัทธาที่คำชะโนด ดินแดนแห่งความเชื่ออันเลื่องชื่อ ทุกจุดหมายล้วนเชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ และวิถีชีวิตของผู้คน จนทำให้เห็นเสน่ห์ของอุดรธานีในมุมอื่นมากกว่าที่เคยรู้จัก

จุดหมายแรกมาทำความรู้จักอุดรธานีให้ลึกกว่าการเป็นเมืองใหญ่แห่งอีสาน พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีคือจุดเริ่มต้นที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ริมหนองประจักษ์ บรรยากาศร่มรื่น โดดเด่นด้วยอาคารศูนย์บริการดีไซน์ร่วมสมัยที่นำลวดลายผ้าหมี่ขิดมาเป็นแรงบันดาลใจ ส่วนอาคารจัดแสดงเป็นอาคารราชินูทิศอายุกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมโคโลเนียลสีเหลืองนวลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เพียงเดินชมรอบอาคารก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเมืองเก่าที่ยังคงมีชีวิต

ภาชนะดินเผาลวดลายสีแดง เอกลักษ์ของบ้านเชียง

ก้าวเข้าไปด้านในเหมือนได้ออกเดินทางย้อนเวลา ผ่านนิทรรศการกว่า 26 ห้องที่ถ่ายทอดเรื่องราวของอุดรธานีตั้งแต่กำเนิดผืนแผ่นดิน เมื่อครั้งอีสานยังจมอยู่ใต้ทะเล การค้นพบฟอสซิล ไดโนเสาร์ แหล่งเกลือและแร่โพแทช ไปจนถึงพัฒนาการของเมืองที่เติบโตจากชุมชนเล็ก ๆ สู่ศูนย์กลางสำคัญของภาคอีสาน ทุกห้องใช้สื่อสมัยใหม่ช่วยให้เรื่องประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายและชวนติดตามตลอดเส้นทาง

เดินขึ้นสู่ชั้นบน เรื่องราวค่อย ๆ เชื่อมโยงสู่อุดรธานีในยุคใหม่ ทั้งการกำเนิดเมืองหมากแข้ง การมาถึงของรถไฟ สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามเย็น และอิทธิพลของทหารอเมริกันที่เปลี่ยนโฉมเมือง ก่อนปิดท้ายด้วยห้องจัดแสดงบุคคลสำคัญผู้สร้างอุดรธานี และเมื่อเดินออกมายืนรับลมที่ระเบียง ภาพไหบ้านเชียงขนาดใหญ่ริมหนองประจักษ์ที่ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้า ก็เปรียบเสมือนการเชื่อมโยงเรื่องราวของเมืองตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน

หลุมขุดค้นจำลอง

ไปต่อที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ต.บ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี จุดหมายแรกของทริปนี้ ที่จะพาย้อนรอยเรื่องราวของชุมชนโบราณแห่งนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์รวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบจากพื้นที่จริง ทั้งภาชนะดินเผาลวดลายสีแดง เครื่องมือ เครื่องประดับสำริดและเหล็ก รวมถึงหลักฐานที่บอกเล่าการดำรงชีวิต การตั้งถิ่นฐาน และพัฒนาการของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงไว้อย่างเป็นลำดับ ทำให้เดินชมได้อย่างต่อเนื่องและเข้าใจเรื่องราวของบ้านเชียงได้ง่ายขึ้น

ถ้ำพระ มีประติมากรรมพระพุทธรูปแกะสลัก

พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยอาคารจัดแสดง 3 หลัง โดยอาคารกัลยาณิวัฒนาเป็นอาคารหลักที่จัดแสดงนิทรรศการถาวร แบ่งออกเป็น 9 ส่วน เริ่มตั้งแต่การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษาทางโบราณคดี ก่อนพาไปรู้จักขั้นตอนการทำงานของนักโบราณคดี หลุมขุดค้นจำลอง และโบราณวัตถุจากวัดโพธิ์ศรีที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และพัฒนาการของวัฒนธรรมบ้านเชียงทั้ง 3 สมัย รวมถึงนิทรรศการการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2535

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี อาคารราชินูทิศอายุกว่า 100 ปี

เดินชมพิพิธภัณฑ์จนเข้าใจเรื่องราวของบ้านเชียงแล้ว ก็เดินทางต่อไปยัง หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ พื้นที่แห่งนี้เริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 และพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพื่อให้ผู้มาเยือนได้เห็นหลุมขุดค้นจริง ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 มีการปรับปรุงพื้นที่และเชื่อมหลุมจัดแสดงเดิมเข้าด้วยกัน จากการสำรวจพบหลุมฝังศพทั้งหมด 52 หลุม โดยยังคงอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ 47 หลุม ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นหลักฐานทางโบราณคดีในสภาพเดิม และเชื่อมโยงเรื่องราวจากในพิพิธภัณฑ์สู่สถานที่ค้นพบจริง

รูปปั้นกรมหลวงประจักษ์ ผู้ริเริ่มก่อตั้งจังหวัดอุดรธานีหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน

อีกหนึ่งมรดกโลกที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะเมื่อได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพเขียนสีโบราณที่มีอายุนับพันปี บนหน้าผาเดียวกันปรากฏร่องรอยศิลปะจากสองยุค ทั้งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์และภาพช้างสีแดงขนาดใหญ่จากสมัยล้านช้างที่โดดเด่นสะดุดตา ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวข้ามกาลเวลา จากนั้นเดินต่อไปยังกู่นางอุสา เพิงหินรูปทรงคล้ายดอกเห็ด ที่ใต้เพิงหินยังคงปรากฏภาพเขียนสีอายุราว 2,500-3,000 ปี พร้อมร่องรอยการสกัดหลุมและใบเสมาขนาดใหญ่ล้อมรอบทั้ง 8 ทิศ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของความเชื่อและพิธีกรรมในอดีต

เดินชมวิวต้นชะโนด

ลัดเลาะตามทางเดินอีกไม่นานก็ถึง บ่อน้ำนางอุสา บ่อน้ำสี่เหลี่ยมที่ถูกสกัดลงบนโขดหินขนาดใหญ่ เมื่อมองลงไปในบ่อที่ลึกกว่า 4 เมตร ก็อดจินตนาการไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งที่นี่คงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำสำคัญของพระสงฆ์หรือผู้ประกอบพิธีกรรมในสมัยทวารวดี ร่องน้ำที่สกัดเชื่อมต่อไปยังลำห้วยใกล้เคียงยังแสดงให้เห็นภูมิปัญญาการจัดการน้ำของผู้คนในอดีต และยิ่งน่าทึ่งเมื่อทราบว่านี่คือบ่อน้ำเพียงแห่งเดียวในภูพระบาทที่มนุษย์ดัดแปลงจากหินธรรมชาติจนกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้งานได้จริง

อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือ ถ้ำวัว และถ้ำคน สองเพิงหินที่เก็บรักษาภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ถ้ำวัวเผยภาพสัตว์นานาชนิด ทั้งวัวมีโหนก ลูกวัว และสัตว์ป่า สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน ขณะที่ถ้ำคนโดดเด่นด้วยภาพมนุษย์ 7 คนที่วาดได้อย่างสมจริง ทั้งท่าทางการเคลื่อนไหวและรายละเอียดของร่างกาย จนเหมือนผู้คนในอดีตกำลังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าสายตา ภายในอุทยานฯ ยังมีแหล่งโบราณคดีสำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ฉางข้าวนายพราน โบสถ์วัดพ่อตา คอกม้าท้าวบารส วัดลูกเขย และหินมณฑลพิธี ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความเชื่ออันยาวนานของดินแดนแห่งนี้

มาเยือนอุดรธานีทั้งที จุดหมายที่หลายคนตั้งใจต้องมาสักครั้งคือ คำชะโนด อ.บ้านดุง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าเป็นประตูเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองพญานาคของปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาเทวี แม้จะเคยมาเมื่อ 5-6 ปีก่อน แต่ครั้งนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปมาก มีการจัดพื้นที่อย่างเป็นระเบียบ ทั้งจุดบวงสรวง ทางเดิน และลานสักการะ ทำให้การเดินเที่ยวสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงสัมผัสได้ถึงพลังแห่งศรัทธาที่อบอวลไปทั่วเกาะคำชะโนด

เดินเข้าสู่ด้านใน สะพานไม้และทางเดินที่ทอดผ่านป่าต้นชะโนดสูงใหญ่ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง ท่ามกลางความร่มรื่นและเงียบสงบ ผู้คนต่างแวะกราบสักการะองค์ปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาเทวี พร้อมตั้งจิตอธิษฐานตามความเชื่อ ก่อนใช้เวลาเดินชมธรรมชาติของเกาะคำชะโนดที่ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย

พญานาคด้านหลังอุโบสถ ภาพเขียนสีรูปคน 7 คน ที่ถ่ายทอดรูปร่างมนุษย์ในลักษณะสมจริง

ตามรอยสายพญานาคต่อไปยัง วัดสระมณี อ.หนองหาน เพียงก้าวลงจากรถก็ต้องหยุดมองด้วยความตื่นตา เมื่อได้เห็นพญานาค 4 ตระกูล ได้แก่ พญาวิรูปักษ์นาคราช พญากัณหาโคตรมะนาคราช พญาฉัพพยาปุตตะนาคราช และพญาเอราปถนาคราช โอบล้อมพระอุโบสถไว้อย่างวิจิตรงดงาม ภายในประดิษฐานพระพุทธพิบูลธนาภิรมย์ ส่วนด้านข้างเป็นศาลหลวงปู่โคตรที่ผู้คนแวะมากราบไหว้ขอพรและขอโชคลาภ ทำให้วัดแห่งนี้เป็นอีกจุดหมายที่เปี่ยมทั้งศิลปะ ความศรัทธา และความสงบใจของผู้มาเยือน

ทางเดินไปยังภูพระบาทฯ

อุดรธานี…ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าค้นหา ทั้งมรดกโลก ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความศรัทธาที่หล่อหลอมเป็นเสน่ห์ของเมือง หากกำลังมองหาจุดหมายสักแห่งที่ครบรส ลองเปิดใจมาเยือนอุดรธานีสักครั้ง


“หมื่นลี้” เท่ากับกี่กิโลเมตร? เฉลยหน่วยวัดระยะทาง ได้ยินบ่อยในซีรีส์จีนย้อนยุค

ใครที่ชอบดูซีรีส์จีนย้อนยุคหรืออ่านนิยายกำลังภายใน น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “หมื่นลี้” ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลหมื่นลี้ กำแพงเมืองจีนยาวหมื่นลี้ หรือการอยู่ห่างกันนับหมื่นลี้ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า “ลี้” คือหน่วยวัดอะไร และหนึ่งหมื่นลี้เท่ากับกี่กิโลเมตรกันแน่ ไทยรัฐออนไลน์สรุปคำตอบมาฝากกัน

เปิดความหมาย “ลี้” คืออะไร

“ลี้” เขียนเป็นภาษาจีนว่า 里 อ่านว่า หลี่ เป็นหน่วยวัดระยะทางแบบดั้งเดิมของจีน ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ วรรณกรรม สุภาษิต และชื่อสถานที่ต่างๆ มายาวนาน เช่น "กำแพงเมืองจีนหมื่นลี้" (万里长城)

ไขข้อสงสัย ระยะทาง “หมื่นลี้” (10,000 ลี้) เท่ากับกี่กิโลเมตร

หน่วยวัด “ลี้” หากเทียบตามมาตรฐานระยะทางในปัจจุบัน สรุปได้ดังนี้

1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร

2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร

1,000 ลี้ เท่ากับ 500 กิโลเมตร

10,000 ลี้ เท่ากับ 5,000 กิโลเมตร

ดังนั้น คำถามที่ว่า “หมื่นลี้เท่ากับกี่กิโลเมตร” คำตอบก็คือเท่ากับ 5,000 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางนี้ถือว่าไกลมาก หากนำมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เป็นระยะทางที่สามารถเดินทางข้ามประเทศหรือข้ามภูมิภาคขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว

ไขข้อสงสัย “หมื่นลี้” เท่ากับกี่กิโลเมตร รู้จักหน่วยวัดระยะทางของจีน พร้อมความหมายที่ได้ยินบ่อยในซีรีส์จีนย้อนยุค

ข้อควรรู้ “ลี้” ในสมัยจีนโบราณ อาจไม่ได้เท่ากับ 500 เมตรเสมอไป

แม้ปัจจุบันจะกำหนดให้ 1 ลี้เท่ากับ 500 เมตร แต่หากคำนี้ปรากฏในซีรีส์จีนย้อนยุคหรือเอกสารประวัติศาสตร์ ไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปคำนวณแบบตายตัวเสมอไป เพราะค่าของหน่วย “ลี้” เคยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยและระบบการวัดที่ใช้ในแต่ละราชวงศ์

เหตุนี้ คำว่า “หมื่นลี้” (10,000 ลี้) ในเรื่องราวสมัยโบราณจึงอาจไม่ได้หมายถึงระยะทาง 5,000 กิโลเมตรก็ได้ แต่เป็นคำที่ผู้แต่งมักใช้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เพื่อสื่อถึงระยะทางที่ไกลแสนไกล การเดินทางอันยาวนาน หรือดินแดนที่อยู่ห่างออกไปสุดสายตานั่นเอง

ดังนั้น เวลาได้ยินตัวละครกล่าวว่า “ข้าจะตามเจ้าไปไกลหมื่นลี้” อาจไม่ได้หมายความว่าจะเดินทางเป็นระยะทาง 5,000 กิโลเมตรจริงๆ แต่เป็นสำนวนที่แสดงถึงความตั้งใจว่าจะติดตามไปไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด


5 วรรณกรรมสู่เวที บางกอกเฟสติวัล

เอาใจนักอ่านและคนรักเรื่องราวคลาสสิคในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ปีนี้ปักหมุดชวนนักอ่านเปลี่ยนฟีลจากการสัมผัสความมหัศจรรย์ผ่านตัวอักษรมาสัมผัสตัวละครที่มีชีวิตและลมหายใจบนเวทีการแสดงระดับโลกผ่านโชว์ไฮไลต์ที่สร้างจากหนังสือและวรรณกรรมชื่อดังมากมาย พร้อมรังสรรค์เรื่องราวผ่านเสียงดนตรีและโปรดักชั่นสุดยิ่งใหญ่ เปลี่ยนจินตนาการในหน้าหนังสือให้ออกมาโลดแล่นมีชีวิต

เริ่มที่ “Romeo & Juliet” จากบทละครโศกนาฏกรรมชื่อดังของวิลเลียม เช็กสเปียร์ ที่ครองใจคนทั่วโลกมากว่า 400 ปี สู่การตีความใหม่ในรูปแบบบัลเลต์ โดยคณะ Bolshoi Theatre of Belarus เปลี่ยนภาษาเขียนให้กลายเป็นภาษากาย เพื่อถ่ายทอดความรักของหนุ่มสาวผู้ต้องดิ้นรนใต้เงาความแค้นของสองตระกูล ผสานบทประพันธ์ดนตรีของ Sergei Prokofiev กับท่าเต้นของ Valentin Elizariev ศิลปินแห่งชาติแห่งสหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐเบลารุส ให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเจ็บปวด ความหวัง และความโศกเศร้าของตัวละครผ่านท่วงท่าอันทรงพลัง

“Cinderella” เรื่องราวจากเทพนิยายคลาสสิคที่ทุกคนทุกวัยคุ้นเคยผ่านหนังสือ การ์ตูน หรือภาพยนตร์ นำมาชุบชีวิตใหม่ตามสไตล์คณะ Bolshoi Theatre of Belarus การันตีความยิ่งใหญ่ตระการตาของฉาก แสง สี เสียง ด้วยรางวัล National Theatre Prize 2025 สาขา Best Ballet Production พร้อมพาผู้ชมไปเอาใจช่วยซินเดอเรลล่าจากแม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้ายให้ก้าวข้ามอุปสรรคและเดินต่อไปด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง

“The Pygmalion Effect” นักอ่านที่ชื่นชอบเทพปกรณัมกรีกคงคุ้นเคยกับตำนาน Pygmalion ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ละครเวทีบรอดเวย์ My Fair Lady โดยครั้งนี้ Boris Eifman ศิลปินแห่งชาติรัสเซียจากคณะ Eifman Ballet นำวรรณกรรมชิ้นนี้มาเล่าใหม่ในรูปแบบบัลเลต์คอมเมดี้ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างแชมป์เต้นบอลรูมในฐานะ “ผู้สร้าง” และเด็กสาวข้างถนนที่ถูกสร้างให้กลายเป็นราชินีบนเวทีการแข่งขันบอลรูม พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงความหมายของตัวตน ความสำเร็จ และความสุขที่แท้จริง

“Russian Hamlet” อีกหนึ่งผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจาก Hamlet ของเช็กสเปียร์ โดย Eifman Ballet หยิบยกเรื่องราวของ “เจ้าชายพอล” รัชทายาทแห่งรัสเซียผู้เติบโตมาพร้อมกับบาดแผลจากการเห็นพระบิดาถูกลอบสังหารเพื่อเปิดทางให้พระมารดาขึ้นครองบัลลังก์ ทำให้ชีวิตในราชสำนักเต็มไปด้วยความหวาดระแวง การทรยศ และเกมการเมือง พร้อมเปลี่ยนบทสนทนาอันโด่งดังในหนังสือให้กลายเป็นท่วงท่าการเต้นอันดุดันและเข้มข้น สะเทือนอารมณ์

ปิดท้ายด้วยผลงานจากวรรณกรรมระดับตำนานของ F. Scott Fitzgerald สู่การแสดงสุดอลังการบนเวที “The Great Gatsby” พาผู้ชมย้อนกลับไปยังยุคทองของอเมริกาที่เต็มไปด้วยความหรูหรา เงินทอง และปาร์ตี้ ผ่านเรื่องราวของ “เจย์ แกตสบี” มหาเศรษฐีผู้ลึกลับที่จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกคืนเพื่อเฝ้ารอหญิงสาวคนรัก พร้อมถ่ายทอดโลกของ American Dream ที่ทั้งสวยงามและเปราะบาง ผ่านการเต้นร่วมสมัย ดนตรีแจ๊ซ และโปรดักชั่นสุดตระการตาจำลองบรรยากาศมหานครนิวยอร์กยุคเฟื่องฟู

เปิดจองบัตรวันนี้ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Bangkok Festivals...


หุ่นยนต์จีน “เทียนกง อัลตรา” ทุบสถิติวิ่ง 100 เมตร 8.86 วินาที เร็วกว่า “ยูเซน โบลต์”

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนทำสถิติวิ่ง 100 เมตรในเวลา 8.86 วินาที ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ทำเวลาแซงหน้าสถิติโลกของมนุษย์ที่ยูเซน โบลต์ทำไว้ 9.58 วินาที สะท้อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เทียนกง อัลตรา ทำเวลา 8.86 วินาที ในการวิ่งระยะ 100 เมตร ของการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ในมหกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง

สถิติดังกล่าวเร็วกว่าสถิติ 9.39 วินาที ซึ่งหุ่นยนต์เทียนกง อัลตรา ทำไว้ในการแข่งขันรอบคัดเลือก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เทียนกง อัลตรา วิ่งได้เร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทิ้งห่างสถิติโลกของมนุษย์ในการวิ่ง 100 เมตร ซึ่งอยู่ที่ 9.58 วินาที ทำไว้โดยยูเซน โบลต์ นักวิ่งระดับตำนานชาวจาเมกา เมื่อปี 2552

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกายภาพเดียวกัน และสถิติของหุ่นยนต์ไม่ได้ถูกนำไปรวมกับสถิติกรีฑาของมนุษย์โดยตรง โดยการแข่งขันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพ และพัฒนาขีดความสามารถของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

การแข่งขันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค. ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีหุ่นยนต์มากกว่า 2,000 ตัว จาก 666 ทีม ใน 16 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน 51 รายการ ทั้งกรีฑา ฟุตบอล ปิงปอง มวย และกิจกรรมที่จำลองการทำงานในโรงงาน ร้านอาหาร สำนักงาน และสถานการณ์ฉุกเฉิน

อนึ่ง เทียนกง อัลตรา พัฒนาโดยศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปักกิ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลกรุงปักกิ่ง และถือเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ซึ่งมีความโดดเด่นที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้.

เครดิตภาพ : REUTERS...