ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



แคลิฟอร์เนียประกาศภาวะฉุกเฉิน เตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญรุนแรง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ว่านายกาวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ทางการจำเป็นต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า แทนที่จะรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นก่อน...

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า เอลนีโญจะทวีกำลังแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจนำมาซึ่งพายุฤดูหนาวที่รุนแรงและสร้างความเสียหาย ให้แก่พื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ...

นอกจากนี้ ระดับน้ำทะเลที่สูงกว่าปกติยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง พื้นที่ตอนใต้ของแคลิฟอร์เนียอาจเผชิญอันตรายมากเป็นพิเศษในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ในเดือนพ.ย.จนถึงธ.ค. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐแคลิฟอร์เนียจึงเตรียมรับมือการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำท่วม ดินถล่ม และความเสียหายจากพายุ...

ด้านองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ ( โนอา ) คาดการณ์ว่า เอลนีโญปีนี้มีโอกาส 75% จะรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์....

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES...


แพทย์ชี้ 7 สัญญาณเตือน “มะเร็ง” ที่คนมักมองข้าม...

ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี เหล่าอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาได้ออกมาเตือนให้ประชาชนหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติของร่างกายที่ผู้คนมักมองข้าม เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงพันธุกรรม แต่ยังรวมถึงมลพิษ สารเคมี และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด...

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งมากขึ้น แต่ นพ. คริสโตเฟอร์ แคนน์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการมะเร็งในวัยคนรุ่นใหม่ประจำศูนย์มะเร็งฟ็อกซ์เชส เมืองฟิลาเดลเฟีย และ พญ. โมนิชา ซิงห์ สองแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา ระบบทางเดินอาหาร และสูตินรีเวชวิทยา จากโรงพยาบาลฮิวสตัน เมโธดิสต์ ได้ให้ความเห็นตรงกันว่า ปัจจัยหลักน่าจะมาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กลุ่มสารเคมีตลอดกาล (PFAS) มลพิษทางอากาศ รวมถึงพลาสติก ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโภชนาการและการรับประทานอาหารของผู้คนในปัจจุบันในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา...

สำหรับสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งที่มักถูกมองข้ามนั้น เริ่มต้นจากการที่น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก ถ้าหากน้ำหนักตัวลดมากกว่า 4.5 กิโลกรัมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน นั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังเผชิญกับความผิดปกติร้ายแรง...

ถัดมาคือเรื่องของอาการเหนื่อยล้า (Fatigue) เรื้อรังที่รุนแรงจนกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่ายก็เป็นจุดสังเกตสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ชายที่ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะบ่อย หรือไหลเบาลง ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แต่ก็อาจเป็นเนื้องอกได้เช่นกัน ขณะเดียวกันการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ หรือมีอาการท้องผูก ท้องเสีย ท้องอืด และปวดท้องเรื้อรัง ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ร้ายแรงกว่าโรคริดสีดวงทวาร...

นอกจากระบบขับถ่ายแล้ว อาการกลืนอาหารลำบากหรือรู้สึกติดขัดในลำคอก็อาจสะท้อนถึงความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร ส่วนบริเวณผิวหนังทั่วร่างกาย หากพบจุด ไฝ หรือตุ่มขึ้นมาใหม่ รวมถึงไฝเดิมที่มีขนาด รูปร่าง หรือสีเปลี่ยนไป ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจเช็กทันที เพราะมะเร็งผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยและทุกสีผิว

สัญญาณสุดท้ายคืออาการเหงื่อออกมากผิดปกติในตอนกลางคืนจนเสื้อผ้าเปียกโชก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การลดความเสี่ยงโรคมะเร็งสามารถทำได้โดยการปรับพฤติกรรม เช่น งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการพูดคุยกับคนในครอบครัวเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองเมื่อพบว่ามีความเสี่ยง เช่น การตรวจเต้านม หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือการรับฟังร่างกายของตนเอง หากพบความผิดปกติใดๆ ไม่ควรรอช้าหรือปล่อยผ่าน แต่ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที

ที่มา : huffpost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES...


ลืมง่าย ลืมบ่อย เช็ก 8 อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ลืมง่าย ลืมบ่อย เช็ก 8 อาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ระวังกลายเป็นสมองเสื่อม หรือการป่วยอัลไซเมอร์ รู้เท่าทันก่อนกระทบชีวิต

21 กันยายน ของทุกปี คือวันอัลไซเมอร์โลก เรื่องโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม เป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ หากเริ่มลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หลงทาง หรือทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ไม่ได้ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เพียงการหลงลืมตามวัย และควรได้รับการประเมินจากแพทย์

สมองเสื่อม กับ อัลไซเมอร์ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “ภาวะสมองเสื่อม” เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการที่ความสามารถด้านความจำ การคิด การใช้ภาษา การตัดสินใจ หรือการทำกิจวัตรประจำวันลดลงจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต ส่วน โรคอัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด.

นอกจากนี้ ภาวะสมองเสื่อมยังอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงสาเหตุบางอย่างที่สามารถรักษาได้ เช่น ความผิดปกติของไทรอยด์ การขาดวิตามิน ความผิดปกติของเกลือแร่ โรคตับ โรคไต การติดเชื้อ ยาบางชนิด หรือภาวะซึมเศร้า เมื่อพบความผิดปกติด้านความจำหรือการคิด ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นอัลไซเมอร์ เพราะบางสาเหตุสามารถรักษาได้

8 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต หากตัวเราเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

1.ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หรือจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้

2.ทำของหายบ่อย หรือนำของไปวางไว้ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม

3.หลงทางเมื่อออกนอกบ้าน หรือสับสนเมื่ออยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย

4.เรียกชื่อคนหรือสิ่งของไม่ถูกต้อง

5.สับสนเรื่องวัน เวลา หรือสถานที่

6.ความสามารถในการตัดสินใจลดลง

7.ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน งาน หรือกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ

8.มีการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรม เช่น สับสน หวาดระแวง หรือซึมเศร้า

โรคอัลไซเมอร์มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น อายุและพันธุกรรม และปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง การสูญเสียการได้ยิน การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวจากสังคม การไม่มีกิจกรรมทางกาย และโรคเบาหวาน การดูแลสุขภาพตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่มสาวจึงมีความสำคัญ ไม่จำเป็นต้องรอให้เข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจึงเริ่มดูแลสมอง

เมื่อดูแลหัวใจ ก็ช่วยดูแลสมอง แนวทางง่าย ๆ ที่สามารถเริ่มได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ขยับร่างกายให้สม่ำเสมอ

ทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ รักษาความสัมพันธ์และทำกิจกรรมกับผู้อื่น การมีกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมอง

หากเป็นภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุที่สามารถรักษาได้ แพทย์จะมุ่งรักษาที่สาเหตุนั้นโดยตรง สำหรับโรคอัลไซเมอร์ การรักษาอาจประกอบด้วย การใช้ยา การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของความสามารถในการใช้ชีวิต และช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

( ขอขอบคุณข้อมูลจาก :รศ.ดร.นพ.ชุติเทพ ทีฆพุฒิ อาจารย์หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)...


อย่าเพิ่งวางใจ! สมาคมระบาดวิทยา จับตาไข้หวัดนก H9N2 ในไทย หลังจีนพบผู้ติดเชื้อแล้ว 3 ราย

20 ก.ย.2569-เพจสมาคมระบาดวิทยา ประเทศไทย – Epiat โพสต์ข้อความเรื่อง “ไข้หวัดนก H9N2 พบผู้ติดเชื้อในจีน 3 ราย เราควรกังวลแค่ไหน?” เนื้อหาระบุว่า ช่วงนี้มีการแชร์ข่าวไข้หวัดนก H9N2 พร้อมเชื่อมโยงกับคำเตือนเรื่องการระบาดใหญ่และการเสียชีวิตจำนวนมาก จนอาจทำให้หลายคนกังวล ผมจึงอยากชวนทุกท่านมาดู ข้อเท็จจริงจากรายงานต้นฉบับขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร และเราควรเฝ้าระวังเรื่องใดบ้างครับ

WHO รายงานอะไร? องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงโรคไข้หวัดใหญ่จากสัตว์สู่คน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นรายงานติดตามสถานการณ์ตามปกติ ไม่ใช่ประกาศเตือนการระบาดใหญ่หรือการยกระดับความเสี่ยง

รายงานระบุว่า จีนรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก A(H9N2) จำนวน 3 ราย ระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ผู้ป่วยทั้งหมดเป็นเด็กจากมณฑลอานฮุย กรุงปักกิ่ง และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ตรวจพบผ่านระบบเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจ และหายป่วยแล้วทุกราย โดยมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกหรือตลาดค้าสัตว์ปีก ไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเติมในกลุ่มผู้สัมผัส และยังไม่พบการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนอย่างต่อเนื่อง

WHO ยืนยันว่าการประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขโดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลง และประเมินความเสี่ยงทั่วโลกจาก H9N2 อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เชื้อยังคงหมุนเวียนในสัตว์ปีกหลายประเทศ จึงอาจพบผู้ติดเชื้อในมนุษย์เป็นครั้งคราว และยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเชื้ออย่างต่อเนื่อง กล่าวโดยสรุป นี่คือรายงานการเฝ้าระวังตามปกติที่ย้ำให้ติดตามความเสี่ยง ไม่ใช่สัญญาณยืนยันว่ากำลังเกิดการระบาดใหญ่

แล้วเราวางใจได้เลยหรือไม่? คำตอบคือ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องครับ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และตราบใดที่เชื้อยังหมุนเวียนอยู่ในสัตว์ปีก ก็ยังมีโอกาสพบการติดเชื้อในมนุษย์เป็นครั้งคราว

ในมุมของนักระบาดวิทยา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ป่วยที่พบ แต่ต้องติดตามว่า เชื้อมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เริ่มแพร่จากคนสู่คนได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และความรุนแรงของโรคเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะหัวใจของการเฝ้าระวัง คือการตรวจพบสัญญาณความเสี่ยงให้เร็ว เพื่อให้เราตอบโต้ได้ทัน ก่อนที่เหตุการณ์เล็ก ๆ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ

แล้วข่าวที่ว่าไข้หวัดนกอาจทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตถึง 50% ล่ะ? ข้อความที่ถูกนำมาแชร์เป็นคำให้สัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการระบาดใหญ่ในอนาคต ไม่ใช่ผลการประเมินสถานการณ์ H9N2 ครั้งนี้ของ WHO

ที่สำคัญ ต้องแยกให้ออกระหว่าง อัตราการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ติดเชื้อ กับ สัดส่วนประชากรโลกที่จะเสียชีวิต ซึ่งเป็นคนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง

การนำข่าวเก่า ตัวเลขจากเชื้อต่างชนิด และข้อมูลต่างบริบทมาเชื่อมโยงกัน อาจเปลี่ยนข่าวเฝ้าระวังตามปกติให้กลายเป็นข่าวชวนตื่นตระหนกได้ ก่อนแชร์ข่าวสุขภาพ อย่าดูเพียงว่าข่าวน่ากลัวแค่ไหน แต่ควรดูด้วยว่า ข้อมูลมาจากไหน กล่าวถึงเชื้ออะไร และเป็นสถานการณ์เมื่อใด ครับ เราไม่ควรประมาทโรคระบาด แต่ก็ไม่ควรให้ความกลัวนำหน้าข้อเท็จจริง

หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายผิดปกติ หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หากมีไข้ ไอ หรืออาการทางเดินหายใจ หลังสัมผัสสัตว์ปีกป่วยหรือตาย หรือตลาดค้าสัตว์ปีกที่มีความเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากพบผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดนก ขอให้ซักประวัติการสัมผัสสัตว์อย่างละเอียด ดำเนินการตามแนวทางเฝ้าระวังและสอบสวนโรค พร้อมประสานรายงานกรมควบคุมโรคโดยเร็ว

ประชาชนสามารถแจ้งเหตุหรือขอคำแนะนำได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 การเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดคือการรู้เท่าทันความเสี่ยง ตรวจจับให้เร็ว และตอบโต้ให้ทัน ก่อนที่เหตุการณ์เล็ก ๆ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ