

การค้นพบ "รอยเท้าไดโนเสาร์" บริเวณลำธารน้ำตกตาดน้อย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังมีนักท่องเที่ยวพบร่องรอยประหลาดบนพื้นหิน ซึ่งมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 130 ล้านปี ซึ่งต้องรอการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันอีกครั้ง
การค้นพบครั้งนี้ชวนให้สงสัยว่า เหตุใด "รอยเท้าไดโนเสาร์" จึงคงอยู่ได้นานนับร้อยล้านปี ทั้งที่รอยเท้ามนุษย์อาจเลือนหายภายในไม่กี่นาที? คำตอบอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของไดโนเสาร์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรณีวิทยา ไทยรัฐออนไลน์สรุปคำตอบมาฝากกัน
รู้จัก "รอยเท้าไดโนเสาร์" เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่พื้นเป็นหินแข็ง
รอยเท้าไดโนเสาร์เกิดจากอะไร? ความจริงแล้วไดโนเสาร์ไม่ได้เหยียบลงบนหินแข็งจนเกิดรอยเท้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณดังกล่าวยังเป็นพื้นดินโคลนหรือทรายที่มีความชื้นเหมาะสม เช่น ริมแม่น้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึง หรือบริเวณใกล้แหล่งน้ำในอดีต
เมื่อไดโนเสาร์เดินผ่าน น้ำหนักตัวจะกดลงบนตะกอนที่ยังอ่อนนุ่ม ทำให้เกิดรอยบุ๋มเป็นรูปร่างของฝ่าเท้าและนิ้วเท้า หากตะกอนมีความชื้นพอเหมาะ รอยประทับก็อาจคงรูปอยู่ได้โดยไม่ยุบตัวหรือถูกน้ำชะล้างทันที
หมายเหตุ : ในทางธรณีวิทยาจะเรียกรอยเหยียบประทับของสัตว์ที่กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ว่า "รอยตีน" (ไม่ใช่คำหยาบ) เช่น รอยตีนไดโนเสาร์ ส่วนคำว่า "รอยเท้า" ใช้กับมนุษย์
หลังจากนั้น หากมีตะกอนชุดใหม่เข้ามาปกคลุมรอยเท้าโดยไม่ทำลายรูปร่างเดิม ร่องรอยดังกล่าวก็มีโอกาสถูกเก็บรักษาไว้ใต้ชั้นดิน และค่อยๆ กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ในเวลาต่อมา
ในทางธรณีวิทยา รอยเท้าเหล่านี้จัดเป็น "ซากดึกดำบรรพ์ร่องรอย" (Trace Fossil) ซึ่งแตกต่างจากซากดึกดำบรรพ์ประเภทกระดูกหรือฟัน เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงถึงกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในอดีต ไม่ใช่ชิ้นส่วนร่างกายโดยตรง
เปิด 4 ขั้นตอน รอยเท้าไดโนเสาร์กลายเป็นหินได้อย่างไร
1. ไดโนเสาร์เหยียบลงบนตะกอนอ่อน
ไดโนเสาร์เดินผ่านพื้นโคลนหรือทรายเปียกชื้น ทำให้น้ำหนักตัวกดทับจนเกิดรอยเท้า หากพื้นดินไม่เหลวหรือแห้งเกินไป รอยประทับจะมีโอกาสคงรูปร่างได้ชัดเจน
2. รอยเท้าคงรูปและเริ่มแข็งตัว
เมื่อน้ำในตะกอนลดลง พื้นดินอาจเริ่มแน่นและแข็งตัว ช่วยรักษารูปร่างของรอยเท้าไว้ อย่างไรก็ตาม รอยเท้าไม่จำเป็นต้องแห้งสนิทเสมอไป สิ่งสำคัญคือต้องไม่ถูกทำลายก่อนมีตะกอนใหม่มาปิดทับ
3. ตะกอนทับถมจนกลายเป็นหิน
ตะกอนจากน้ำหรือกระบวนการธรรมชาติค่อยๆ สะสมปิดทับรอยเท้า เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนถูกกดอัดและมีแร่ธาตุช่วยเชื่อมประสานเม็ดตะกอน จนกลายเป็นหินตะกอน เช่น หินทรายหรือหินโคลน และเก็บรักษาร่องรอยเอาไว้ภายใน
4. การกัดเซาะเผยรอยเท้าขึ้นมาอีกครั้ง
หลังผ่านไปหลายล้านปี การยกตัวของชั้นหินและการกัดเซาะจากฝน ลม หรือกระแสน้ำ อาจทำให้ชั้นหินที่ปิดทับค่อยๆ สึกกร่อน จนรอยเท้าโบราณปรากฏบนพื้นผิวและถูกค้นพบในปัจจุบัน
ไขปริศนา! ทำไมรอยเท้าไดโนเสาร์จึงอยู่ได้นานกว่า 100 ล้านปี
เหตุผลสำคัญคือ รอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงรอยบุ๋มบนดินธรรมดา แต่เป็นร่องรอยที่ถูกเก็บรักษาไว้ในชั้นหินตะกอน ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทานกว่าดินโคลนทั่วไป อีกทั้งการถูกฝังอยู่ใต้ชั้นตะกอนเป็นเวลายาวนาน ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะจากลม ฝน และกระแสน้ำ ทำให้รอยเท้ามีโอกาสคงสภาพอยู่ได้นับร้อยล้านปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่รอยเท้าไดโนเสาร์ทุกแห่งจะกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้ เพราะรอยส่วนใหญ่อาจถูกน้ำชะล้างหรือสัตว์อื่นเหยียบซ้ำก่อนมีตะกอนปิดทับ แม้รอยเท้าจะกลายเป็นหินแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะคงอยู่ตลอดไป เนื่องจากเมื่อชั้นหินถูกเปิดเผยสู่พื้นผิวอีกครั้ง การผุพังและการกัดเซาะตามธรรมชาติยังสามารถทำให้ร่องรอยเหล่านี้ค่อยๆ เสื่อมสภาพหรือสูญหายได้เช่นกัน
คุณค่าของ "รอยเท้าไดโนเสาร์" บอกอะไรเกี่ยวกับโลกในอดีตได้บ้าง
รอยเท้าไดโนเสาร์ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการยืนยันว่าเคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น แต่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมในอดีตได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การวัดระยะห่างระหว่างรอยเท้าสามารถช่วยประมาณลักษณะการเดินและความเร็วในการเคลื่อนที่ ส่วนการพบรอยเท้าหลายแนวในพื้นที่เดียวกัน อาจนำไปสู่การศึกษาว่าสัตว์เหล่านั้นเดินผ่านบริเวณเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหรือไม่
นอกจากนี้ รูปแบบของรอยเท้ายังอาจให้เบาะแสเกี่ยวกับการลงน้ำหนัก การเคลื่อนไหว และลักษณะของพื้นดินในอดีต อย่างไรก็ตาม การสรุปพฤติกรรมที่ซับซ้อน เช่น การล่าเหยื่อหรือการอยู่รวมกันเป็นฝูง จำเป็นต้องมีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม ไม่สามารถยืนยันจากรอยเท้าเพียงรอยเดียวได้
ทั้งนี้ รอยเท้าไดโนเสาร์ถือเป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่มีคุณค่าและไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำ ขูดขีด หรือสัมผัสในลักษณะที่อาจทำให้พื้นผิวเสียหาย เพื่อรักษาร่องรอยจากอดีตให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้ต่อไป
ที่มาของข้อมูล : กรมทรัพยากรธรณี
กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2026 แซงปารีส จากผลโหวตผู้อ่าน Condé Nast Traveller
กรุงเทพมหานครขึ้นแท่น เมืองที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จากรางวัล Readers’ Choice Awards ของ Condé Nast Traveller ฉบับสหราชอาณาจักร ด้วยคะแนน 97.68 นำหน้าปารีส อิสตันบูล และโรม ผลจัดอันดับเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยยกเสน่ห์ของเมืองหลวงไทยที่รวมทั้งวัฒนธรรม อาหาร และประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลายไว้ด้วยกัน
ความสำเร็จครั้งนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ใน 20 อันดับแรกของการจัดอันดับเดียวกันเมื่อปี 2025 ก่อนก้าวขึ้นมาครองอันดับหนึ่งในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ระบุว่า รางวัล Readers’ Choice Awards 2026 ฉบับสหราชอาณาจักรมีผู้อ่านร่วมลงคะแนนรวม 296,356 คน ครอบคลุมหลายหมวดรางวัล ทั้งจุดหมายปลายทาง ที่พัก สายการบิน และประสบการณ์เดินทาง
เสน่ห์กรุงเทพฯ จากย่านประวัติศาสตร์ถึงอาหารริมทาง
Condé Nast Traveller กล่าวถึงกรุงเทพฯ ว่าเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและมอบประสบการณ์ได้หลายรูปแบบ ทั้งตลาด พระราชวัง และศาสนสถาน โดยมีอาหารริมทางเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศเมือง สำหรับย่านประวัติศาสตร์ สื่อท่องเที่ยวดังกล่าวยกพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วเป็นตัวอย่างความงดงามทางสถาปัตยกรรม พร้อมกล่าวถึงวัดโพธิ์และพระพุทธไสยาสน์ที่เป็นที่รู้จักของนักเดินทาง
อีกจุดเด่นคือทางเลือกด้านอาหารและการพักผ่อน ตั้งแต่ร้านริมทางไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ รวมถึงบาร์บนชั้นดาดฟ้าและสถานบันเทิง ความหลากหลายเหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกสัมผัสกรุงเทพฯ ได้ตามความสนใจ และมีประสบการณ์ใหม่ให้ค้นหาเมื่อกลับมาเยือนอีกครั้ง
เปิดรายชื่อ 20 เมืองที่ดีที่สุดในโลก ปี 2026
ผลจัดอันดับหมวดเมืองของ Readers’ Choice Awards ปีนี้ มีจุดหมายปลายทางจากหลายภูมิภาคติดโผ ทั้งยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา และอเมริกา โดยกรุงเทพฯ ครองอันดับหนึ่ง ตามด้วยปารีสและอิสตันบูล ส่วนรายชื่อครบทั้ง 20 อันดับ มีดังนี้
อันดับ เมือง ประเทศหรือเขตปกครอง
1 กรุงเทพมหานคร ไทย
2 ปารีส ฝรั่งเศส
3 อิสตันบูล ตุรกี หรือทูร์เคีย
4 โรม อิตาลี
5 วัลเลตตา มอลตา
6 เซี่ยงไฮ้ จีน
7 โตเกียว ญี่ปุ่น
8 โซล เกาหลีใต้
9 ซิดนีย์ ออสเตรเลีย
10 อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์
11 สตอกโฮล์ม สวีเดน
12 เวียนนา ออสเตรีย
13 ลิสบอน โปรตุเกส
14 ฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน
15 เคปทาวน์ แอฟริกาใต้
16 ปอร์โต โปรตุเกส
17 มาดริด สเปน
18 นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
19 ชัยปุระ หรือไจปูร์ อินเดีย
20 สิงคโปร์ สิงคโปร์
ผลโหวตสะท้อนความประทับใจของนักเดินทาง
รางวัลนี้เป็นผลจากความคิดเห็นของผู้อ่าน Condé Nast Traveller ฉบับสหราชอาณาจักร ซึ่งเลือกเมืองที่ประทับใจจากประสบการณ์เดินทาง ททท. มองว่าการได้รับการยอมรับครั้งนี้สะท้อนความโดดเด่นของกรุงเทพฯ ทั้งวัฒนธรรมเมืองและอาหาร พร้อมสนับสนุนทิศทางการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์และประโยชน์ต่อชุมชน
การคว้าอันดับหนึ่ง เมืองที่ดีที่สุดในโลก 2026 จึงเป็นอีกความสำเร็จของกรุงเทพฯ บนเวทีท่องเที่ยวนานาชาติ โดยมีทั้งสถานที่สำคัญ วิถีชีวิต และอาหารเป็นเสน่ห์ที่ผู้อ่านกล่าวถึง สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเมืองหลวงอยู่แล้ว ผลโหวตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้กลับไปสำรวจกรุงเทพฯ ในมุมใหม่ และค้นพบรายละเอียดที่เคยมองผ่านในชีวิตประจำวัน
การรักษาโรคก้อนเลือดในสมอง มีการรักษา 2 แบบ ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด นับวันคนไข้ค่อยเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการที่พร้อมเพรียง ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นตามด้วย.
ก้อนเลือดสมอง (aneurysm) เป็นก้อนเลือดอยู่ในสมอง เราไม่ค่อยได้ยินเรื่องนี้ ได้พบแต่คำว่าเส้นเลือดสมองตีบ แตก ตัน แต่เป็นก้อนยังไม่ชินหู ก้อนเลือดนี้เกิดจากหลอดเลือดขยายตัวเป็นก้อนขึ้นมา ตอนเป็นก้อนก็ยังไม่มีอาการอะไร แต่วันดีคืนดีอาจเกิดแตกขึ้นมา เลือดไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ทำให้ไม่รู้สึกตัว ศูนย์ของสมองถูกกด ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาได้
พบมากน้อยเพียงใด มีรายงานราว 1-3% ของทั่วโลก บ้านเราคาดว่าคงราว 1% ประชากรราว 60-70 ล้าน คงจะพบราว 5 แสนคน แต่ไม่ได้แตกทุกราย รายที่เป็นก้อนไม่แตกก็ดำเนินชีวิตเป็นปกติ ที่ผมมาคุยเรื่องนี้เพราะศัลยแพทย์ทางสมองและประสาท รพ.ราชวิถี มาคุยว่าเริ่มพบบ่อย และมีมาเรื่อย ๆ จึงได้หยิบขึ้นมาคุย เพื่อจะได้รู้และระวังตัวไว้ก่อน จะพบในคนสูงอายุ ญาติเป็นมาก่อน สูบบุหรี่จัด เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน ญาติพี่น้องเคยป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมอง ตีบ ตัน แตก มาก่อน ต้องพึงระวังเพิ่มโรคนี้เข้าไปด้วย เวลาเส้นเลือดค่อยเปลี่ยนรูปร่างโป่งพองเป็นก้อนขึ้นมา ก็ไม่มีอาการอะไร ร่างกายเป็นปกติดี แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งก้อนเลือดนั้นเกิดแตกขึ้นมา ไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ นั่นแหละจะมีอาการให้เห็นแล้ว ไม่รู้สึกตัว แขนขาไม่มีแรง เป็นเรื่องอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมา
นพ.สุจินต์ รุจิเมธาภาส เป็นแพทย์ทางศัลยประสาทสมอง เวลามีคนไข้ทางสมองมา รพ.ราชวิถี แพทย์แผนกนี้ทุกท่านจะทำการรักษาได้หมด โดยผ่าตัดสมองเข้าไปแก้ไขจนหายเรียบร้อย แต่คุณหมอสุจินต์จะให้การรักษาอีกแบบหนึ่ง โดยการใช้สายสวนใส่เข้าทางเส้นเลือดทางขาหนีบหรือบริเวณข้อมือตามด้วยเอาสายดูจนถึงสมอง ไม่ต้องผ่าตัดสมอง แล้วลากเอาก้อนเลือดที่เป็นสาเหตุอุดตันทางเดินเลือดออกมา ซึ่งโรงพยาบาลราชวิถีมีห้องการรักษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทำให้การรักษาเรื่องโรคทางสมองคล่องตัวขึ้นมาก มีการรักษาทั้ง 2 แบบ แบบเปิดสมองและไม่เปิดสมอง เหมือนสถาบันต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงเช่นกัน
ตัวอย่างคนไข้ มีคนไข้หญิงอายุราว 60 ปี มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ยังไม่มีอาการเรื่องอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้มา รพ.ราชวิถี นายแพทย์สุจินต์เจ้าของไข้ได้เอกซเรย์ดู พบเป็นก้อนเลือดในสมองโป่งพองเห็นชัดเจน หากปล่อยทิ้งไว้จะต้องแตกแน่ และไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ทำให้เกิดเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ จึงได้ใส่สายสวนทางขาหนีบเข้าไปจนถึงเส้นเลือดในสมองที่โป่งอยู่ ใส่จนเต็มก้อนเลือด ก้อนเลือดนี้จะไม่แตกแน่ เป็นการรักษาอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องผ่าตัด คนไข้อยู่โรงพยาบาล 2 วัน อาการต่าง ๆ หายไปเป็นปกติดี จึงได้กลับบ้าน จะหาคนโชคดีแบบนี้ยาก ส่วนใหญ่จะรอจนแตก คนไข้ไม่รู้สึกตัว มีเรื่องอัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาด้วย
ข้อสรุปของเรื่องวันนี้ เพื่อจะบอกถึงการรักษาเรื่องก้อนเลือดในสมองว่ามี 2 แบบ แบบเปิดสมองเข้าไปแก้ไขให้เรียบร้อย กับการใส่สายสวนทางขาหรือแขนเข้าไปจนถึงสมอง ส่วนของเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุ ตีบ แตก ตัน และเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งคือเป็น ก้อนเลือดสมอง ซึ่งมักจะแตกตามมา เลือดไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
การรักษาก้อนเลือดสมอง โดยสายสวน ในบ้านเราก็ทำกันมานานแล้ว มีข้อดีคือไม่ต้องเปิดผ่าตัดสมอง คนไข้ประเภทนี้นับวันจะเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปคนไข้จะถูกฉีดยารักษาดูก่อน หากไม่เป็นผลสำเร็จก็จะส่งต่อมาทางแผนกศัลยกรรม ทางแผนกศัลยกรรมประสาทสมองก็จะพิจารณาดูอีกทีว่าจะให้การรักษาทางใด จุดประสงค์ให้โรคทุเลาลงและหายกลับบ้านได้
การรักษาโรคก้อนเลือดในสมอง มีการรักษา 2 แบบ ผ่าตัดและไม่ผ่าตัดสำหรับ รพ.ราชวิถี ได้สร้างห้องการรักษาโดยสายสวนใหม่เรียบร้อย คนไข้มาพร้อมให้การรักษาได้ทันที นับวันคนไข้ค่อยเพิ่มมากขึ้น ด้วยบริการที่พร้อมเพรียง ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นตามด้วย....
ตำนานเรือโนอาห์ที่พาสรรพสัตว์ชนิดละคู่หนีน้ำท่วมครั้งใหญ่เพื่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยตำนานนี้ระบุไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีกลุ่มผู้ศึกษาอย่างจริงจังว่าเรือยักษ์ไม้นี้มีจริงไหมในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ตุรกีอ้างว่ามีถ้ำที่เคยเป็นที่ประพันธ์มหากาพย์โอดิสซีย์ ตุรกีเหมือนจะยังมีอีกที่หนึ่งที่ขึ้นชื่อเช่นกันว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่เชื่อว่าเป็นเศษซากของเรือโนอาห์ในตำนานที่ว่านี้ โดยมีชื่อว่าดูรุปินาร์ฟอร์เมชัน หรือแหล่งโบราณคดีกลุ่มหินดูรุปินาร์ (Durupinar Formation)
ดูรุปินาร์นั้นถูกตั้งชื่อตามผู้กองชาวตุรกี อิลฮาน ดูรุปินาร์ ที่เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นกลุ่มหินประหลาดระหว่างถ่ายภาพสำรวจทางอากาศยานเมื่อปี 1959 และเนื่องจากกลุ่มหินนี้ตั้งอยู่ในเขตที่ชาวตะวันตกยุคกลางเชื่อว่าเป็นเทือกเขาอะรารัต ซึ่งเป็นเทือกเขาที่โนอาห์พาสัตว์ต่างๆ มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ อีกทั้งรูปทรงของกลุ่มหินมีลักษณะคล้ายเรือยักษ์ ทำให้คนเชื่อมาตลอด 70 ปีว่ากลุ่มหินประหลาดนี้คือเศษซากของเรือโนอาห์ในตำนานที่ถูกทิ้งไว้จนกลายเป็นหิน
แน่นอนว่าสำหรับโลกตะวันตกนี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในปีต่อมาจึงมีทีมสำรวจที่ได้รับทุนวิจัยโบราณคดีจากองค์กรในสหรัฐอเมริกาในการตรวจสอบพื้นที่นี้ทันที นำโดย จอร์จ แวนเดอแมน ผู้สอนศาสนาผ่านโทรทัศน์ และอาร์เธอร์ แบรนเดนเบอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ภาพถ่ายทางอากาศในการวัดขนาดทิวทัศน์ การเดินทางครั้งนี้ถูกพูดถึงในบทความเล็กๆ บนนิตยสาร LIFE เมื่อวันที่ 5 กันยายน ปี 1960 โดยระบุว่ามีสมาชิกของทีมตั้งข้อสงสัยว่าดูรุปินาร์อาจเป็นเพียงกลุ่มหินจากธรรมชาติ ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น พร้อมกับข้อสรุปของการสำรวจว่าไม่มีร่องรอยอะไรใดๆ ว่าวัตถุนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยมนุษย์
แม้ว่าจะถูกเคาะไปว่าดูรุปินาร์ไม่ใช่เรือโนอาห์แน่นอน แต่ก็ไม่หยุดคนที่มีศรัทธาเชื่อมั่น ต่อในปลายทศวรรษที่ 1970s รอน ไวแอตต์ วิสัญญีพยาบาล และนักโบราณคดีสมัครเล่น ได้พบกับบทความบนนิตยสาร LIFE ที่ว่านี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจถึงขั้นบินไปที่ดูรุปินาร์เพื่อสำรวจด้วยตัวเอง
ไวแอตต์ทำการสำรวจและทดลองจนได้ข้อสรุปของตัวเองว่ากลุ่มหินเหล่านี้คือเรือโนอาห์แน่นอน เขาถกเถียงว่าเรดาร์และภาพสแกนเผยให้เห็นหลักฐานของกำแพง ดาดฟ้าเรือ และไม้ที่กลายเป็นหิน ข้อสรุปนี้ยังโน้มน้าวใจ เดวิด ฟาโซลด์ นักโบราณคดีสมัครเล่นชาวอเมริกันอีกคนที่ภายหลังตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ในปี 1988 ทำให้ผู้คนเชื่อไปอีกหลายคนว่าดูรุปินาร์คือเรือโนอาห์ ถึงเขาจะเชื่อมั่นแค่ไหนก็ตาม หากมีหลักฐานที่เอามาแย้งก็สามารถไขว้เขวได้ เพราะหลังจากโซลด์ตีพิมพ์หนังสือไป 10 ปี เขากลับได้ข้อสรุปว่ากลุ่มหินที่ว่านี้ไม่ใช่เรือโนอาห์อย่างที่เขาคิด เนื่องจากมีนักธรณีวิทยามาแย้งทฤษฎีของเขาว่าไม้ที่กลายเป็นหินของโซลด์คือหินธรรมดา และส่วนที่เสนอว่าเป็นเหล็กนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบของหินภูเขาไฟ และสาเหตุที่กลุ่มหินมีรูปร่างคล้ายเรือนั้นเป็นการก่อตัวโดยธรรมชาติ
หลังจากผ่านไปร่วม 70 ปี ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Sivas Cumhuriyet ในตุรกีจึงออกสำรวจกลุ่มหินนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง แม้ว่าทั้งหมดจะฟังดูเป็นเรื่องเหนือจริงสำหรับเรือในตำนานที่จะมาโผล่อยู่ท่ามกลางกลุ่มหิน ถึงขั้นถูกโปรโมตจนกลายเป็นที่เชื่อกันในองค์กรคริสเตียนในสหรัฐอเมริกาว่าเป็นที่อยู่ของเรือโนอาห์จริงๆ แต่ทีมสำรวจพบว่าดูรุปินาร์ไม่ใช่แค่กลุ่มหินธรรมดาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมีรูปทรงคล้ายเรือโดยบังเอิญ พวกเขาพบว่ากลุ่มหินเหล่านี้เป็นฝีมือของมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่จึงทำให้ข้อสันนิษฐานดูน่าสนใจขึ้นมาก
ดูรุปินาร์มีลักษณะทางธรณีวิทยาคือเป็นกลุ่มของหินที่มีส่วนประกอบที่เต็มไปด้วยเหล็กอ็อกไซด์ โดยตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโดกุบายาซิด ห่างจากชายแดนของประเทศอิหร่านเพียงไม่กี่กิโลเมตร เบื้องต้นคือทีมวิจัยกล่าวว่าข้อมูลวิเคราะห์จากห้องทดลองกำลังอยู่ในขั้นตอน แต่มีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วว่าบริเวณกลุ่มที่มีรูปร่างคล้ายเรือนั้นเป็นฝีมือของมนุษย์ ไม่ใช่จากธรรมชาติ และจะได้ข้อสรุปโดยละเอียดอีกทีในปี 2027
เรื่องราวการพิสูจน์ความจริงของดูรุปินาร์ ไม่ใช่แค่การพิสูจน์ความจริงทางโบราณคดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวที่สะท้อนอีกด้านของกลุ่มศาสนิกชนที่ต้องการพิสูจน์ความจริงแท้ของเรื่องราวที่ปรากฏในพระคัมภีร์ แม้ว่าปัจจุบันจะมีสถานที่ที่ตรงกับพระคัมภีร์อยู่บางแห่ง เช่น เทือกเขาอารารัต หรือเทือกเขาซินาย แต่ทางฝั่งโบราณคดียังมีข้อกังขามากมาย เพราะสภาพสัณฐานวิทยานั้นขัดกับคำอธิบายในพระคัมภีร์ เราจึงมีสถานที่ที่มั่นใจเพียงไม่กี่แห่ง เช่น เมืองเยรูซาเล็ม เป็นต้น ถึงกระนั้นเหล่าศาสนิกชนยังคงต้องการหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กับพระคัมภีร์ตลอดมา เพื่อสอดคล้องกับวิถีแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ผู้คนในปัจจุบันยึดถือมากกว่า
ไม่ว่าดูรุปินาร์จะเป็นเศษซากของเรือโนอาห์จริงหรือไม่ ในมุมมองของโบราณคดีก็ถือว่าเป็นการสืบหาความจริงครั้งใหม่ หลังจากผ่านมาหลายสิบปี และเมื่อคำตอบออกมาไม่ใช่เรือในตำนานก็จริง หากพบว่าเป็นฝีมือมนุษย์จริง ก็จะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่าเดิมว่าทำไมในอดีตอารยธรรมมนุษย์ถึงสร้างกลุ่มหินขนาดมหึมานี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก
อ้างอิง:
Eric Vanden Eykel. Why people keep looking for Noah’s Ark in a natural rock formation in Turkey: A scholar of early Christianity explains. https://theconversation.com/why-people-keep-looking-for-noahs-ark-in-a-natural-rock-formation-in-turkey-a-scholar-of-early-christianity-explains-293310