ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



ดอยอินทนนท์ผงาดเวทีโลก คว้า Green Destinations Top 100 ยกระดับเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน

จุดสูงสุดของประเทศไทยไม่ได้มีดีแค่ความหนาวเย็นและทะเลหมอก เพราะ "อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์" จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลที่รายล้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าดิบเขา เสน่ห์ของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และความงดงามของพระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดลและนภพลภูมิสิริ

จากทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานั้น "อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์" ได้พิสูจน์ศักยภาพบนเวทีระดับสากล ด้วยการผงาดติดอันดับ 1 ใน 16 แหล่งท่องเที่ยวไทยที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ Green Destinations Top 100 Stories ประจำปี 2026 ซึ่งประกาศผลไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ เมืองครานจ์ สาธารณรัฐสโลวีเนีย

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของหลังคาแห่งสยามในครั้งนี้ เป็นผลผลิตก้าวสำคัญจากโครงการ Chiang Mai Prototype ภายใต้การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวยั่งยืนของ ททท. ประจำปี 2569 ที่จับมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อผลักดันดอยอินทนนท์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่สมบูรณ์แบบ

ทั้งการอนุรักษ์ผืนป่าต้นน้ำและการบริหารจัดการพื้นที่ให้กลมกลืนกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างชาวปกาเกอะญอและชาวม้ง ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ผู้มาเยือนสามารถกอดธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไปพร้อมๆ กับการอุดหนุนกาแฟดริปและพืชผักเมืองหนาวจากฝีมือชาวบ้านได้อย่างเต็มภาคภูมิ

การเดินทางมาเยือนดอยอินทนนท์ในวันนี้จึงมีความหมายและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาสภาพแวดล้อมให้คงเดิม แต่คือการสร้างคุณค่าให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน ธรรมชาติ และขับเคลื่อนอนาคตของการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน

หนาวนี้ใครมีแพลนขึ้นเหนือ อย่าลืมแวะไปสัมผัสความงามระดับโลกที่ดอยอินทนนท์กัน


‘ไขปริศนาอสนีบาต?’ รู้จักแล้ว..ยิ่งต้องรู้วิธีเลี่ยง

เกิดความสูญเสียอีกครั้งจาก “ภัยฟ้าผ่า” เมื่อนักกอล์ฟเยาวชนหญิงอายุ 15 ปี เสียชีวิตขณะกำลังแข่งขันในสนามกอล์ฟ ซ้ำรอยกับก่อนหน้านี้ที่มีนักกีฬาฟุตบอลทีมในไทยลีก 3 ถูกฟ้าผ่าขณะแข่งขันภายในสนามฟุตบอลเช่นกัน โดยเหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำ “อันตรายของอสนีบาต” ที่ยังคงเป็นภัยใกล้ตัวที่คร่าชีวิตผู้คนทำให้การทำความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ และศึกษาวิธีหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด...

‘กลไกเกิดฟ้าผ่า’ มีที่มาจากเมฆ

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ชวนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า” และ “วิธีลดความเสี่ยง” เป็นความรู้ที่ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ เจ้าของรางวัลสื่อสารวิทยาศาสตร์แห่งปี ประจำปี 2569 เคยอธิบายผ่านคลิปวิดีโอที่จัดทำเผยแพร่ไว้โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในสังกัดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อให้ความรู้ถึง “ที่มาการเกิดฟ้าผ่า” ว่า การเกิดฟ้าผ่ามักสัมพันธ์กับ“เมฆฝนฟ้าคะนอง” ที่หรือ เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเมฆดังกล่าวมีการแยกประจุคล้ายกับแบตเตอรี่

โดยส่วนบนของเมฆมักเป็นขั้วบวก ขณะที่ส่วนล่างมักเป็นขั้วลบ โดยเมื่อฐานเมฆที่มีประจุลบ หรือขั้วลบบางส่วนอยู่ใกล้พื้นดินมาก ๆ มักจหนี่ยวนำทำให้พื้นดินบริเวณนั้นเปลี่ยนสภาพจากศูนย์กลายเป็นประจุบวกหรือขั้วบวก เมื่อเกิดการปลดปล่อยประจุระหว่างเมฆกับพื้นดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการทำให้เกิดฟ้าผ่า ขึ้นนั่นเอง โดยในคลิปวิดีโอให้ความรู้นี้

ดร.บัญชา ยังได้ให้ข้อมูลสำคัญว่า อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นเสมอไปว่า ฟ้าต้องผ่าลงเฉพาะจุดสูงที่สุด เพราะอาจพุ่งออกจากเมฆไปได้ในระยะที่ไกลมาก ๆ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงยังมีความเสี่ยงถูกฟ้าผ่าได้ถึงแม้บริเวณท้องฟ้าที่อยู่เหนือหัวเราจะดูแจ่มใสก็ตาม ทั้งนี้ เป็นเพราะช่องทางที่ฟ้าผ่าจากเมฆอาจเคลื่อนลงมาเป็นช่วง ๆ และแตกแขนงคล้ายรากไม้หรือกิ่งไม้ เมื่อมีช่องทางจากเมฆกับประจุจากพื้นดินเชื่อมต่อกัน โดยจุดที่เชื่อมถึงกันก่อนจะเป็นตำแหน่งที่เกิดฟ้าผ่า จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมต้นไม้หรือเสาสูง ๆ จึงมีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้มากกว่า

ไม่เสมอไปที่จะผ่าจุดสูงสุด

ดร.บัญชา ยังให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ “จุดที่ฟ้าผ่า” ไว้ในคลิปนี้ว่า แม้จุดสูงอย่างต้นไม้หรือเสาจะมีโอกาสถูกฟ้าผ่ามากกว่า เพราะช่องทางที่ฟ้าผ่าออกจากเมฆอาจเคลื่อนลงมาเป็นช่วง ๆ และแตกแขนงจนดูคล้ายกับรากไม้หรือกิ่งไม้ และเมื่อมีช่องทางจากเมฆกับประจุจากพื้นดินเชื่อมต่อกัน จุดที่เชื่อมถึงกันก่อนก็จะเป็นตำแหน่งที่เกิดฟ้าผ่า อย่างไรก็ตาม แต่ความเชื่อที่ว่าฟ้าผ่าจะลงจุดสูงที่สุดเสมอนั้นไม่ถูกต้อง เพราะไม่จำเป็นเสมอไปว่า ฟ้าจะต้องผ่าลงจุดสูงที่สุดเสมอ

เนื่องจากในบางครั้งฟ้าอาจสามารถผ่าลงบ้านหรือบริเวณอื่นได้เช่นกัน เนื่องจากเส้นทางของฟ้าผ่าไม่จำเป็นต้องลงตรง ๆ หรือเลือกลงเฉพาะตรงจุดสูงที่สุดเสมอไป เพราะการปลดปล่อยประจุไฟฟ้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้แค่เฉพาะระหว่างเมฆกับพื้นดิน แต่ยังเกิดขึ้นภายในเมฆ หรือระหว่างเมฆได้ด้วย ดังนั้นหากเกิดแสงวาบภายในเมฆ ผู้สังเกตบนพื้นอาจจะมองไม่เห็นแนวสายฟ้าโดยตรง แต่จะเห็นเมฆสว่างวาบ และอาจได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมา โดยเคยมีการบันทึกสถิติฟ้าผ่าระยะที่ไกลที่สุดที่มีการศึกษาวิจัยไว้อยู่ที่ประมาณ 40 กิโลเมตร หรือเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ก็เหมือนฟ้าที่สามารถผ่าข้ามอำเภอหนึ่งไปอีกอำเภอหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่ลักษณะนี้มักไม่เกิดขึ้นบ่อย

จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมฟ้าที่ผ่าอยู่ห่างออกจากเราไกลถึง 5-10 กิโลเมตรยังไม่ใช่ระยะที่ปลอดภัย ดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่าตัวเองปลอดภัยแม้เมฆฝนฟ้าคะนองจะอยู่ไกล หรือท้องฟ้าเหนือศีรษะของเราจะดูแจ่มใส โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่กลางทุ่ง กลางสวน หรือกลางสถานที่โล่งแจ้ง

‘เอาตัวรอดยังไง’ ถึงชัวร์จากฟ้าผ่า

เมื่อการหลีกเลี่ยงอยู่ใต้ หรืออยู่ใกล้กับวัตถุสูง ๆ และถึงแม้บริเวณที่ยืนอยู่จะเป็นท้องฟ้าที่แจ่มใสแล้วก็ยังไม่ชัวร์จะรอดจากการถูกฟ้าผ่า กรณีนี้จะมีวิธีใดช่วยให้ตัวเราไกลจากความเสี่ยงถูกฟ้าผ่าได้ โดย ดร.บัญชา ให้ข้อมูลและคำแนะนำน่าสนใจไว้ในคลิปว่า เมื่อการหลีกเลี่ยงความสูงเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมาใช้ตัดสินได้ว่า จุดที่หลบนั้นปลอดภัยจากฟ้าผ่าชัวร์ อยากแนะนำให้คนที่อยู่กลางทุ่งนา ในสวน หรือกลางที่โล่งแจ้งใช้ “กฎ 30/30” นั่นก็คือ หากเห็นแสงฟ้าแลบแล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องภายใน 30 วินาที แสดงว่าเมฆอยู่ใกล้พอที่จะเป็นอันตรายและควรหลบเข้าที่ปลอดภัยทันที ส่วนที่สองคือ หลังพายุผ่านหรือเมฆดูเหมือนสลายตัวแล้วให้รออย่างน้อย 30 นาทีก่อนออกไปข้างนอก เพราะยังอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ที่เป็นเสมือนการปล่อยประจุพลังงานครั้งสุดท้ายของเมฆฝนฟ้าคะนองก่อนที่จะสลายตัว

‘รอยดอกไม้สายฟ้า’ ตราประทับผู้รอดชีวิต

นอกจากความรู้เกี่ยวกับกลไกการเกิดฟ้าผ่าแล้ว องค์กรช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากฟ้าผ่าและไฟฟ้าช็อตระดับโลก อย่าง “LS&ESSI” (Lightning Strike and Electrical Shock Survivors International) เคยมีรายงานในฐานข้อมูลขององค์กรเกี่ยวกับ “ผู้รอดชีวิตจากฟ้าผ่า” ว่า มีการพบลวดลายสีแดงหรือชมพูที่มีลักษณะคล้ายกิ่งไม้ ใบเฟิร์น หรือขนนก ปรากฏบนผิวหนังของผู้ที่โชคดีรอดชีวิตหลังจากถูกฟ้าผ่า โดยรอยนี้ถูกเรียกว่า “รอยดอกไม้จากฟ้าผ่า” (Lightning Flowers) ขณะที่ทางการแพทย์เรียกรอยนี้ว่า “ลิกเทนเบิร์ก ฟิกเกอร์” (Lichtenberg Figures) ที่เป็นเสมือนตราประทับบนร่างกายของผู้รอดชีวิต อย่างไรก็ตาม แม้ลวดลายนี้จะดูสวยงาม แต่ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ระบุว่า ลวดลายดังกล่าวไม่ใช่รอยไหม้จากความร้อนโดยตรง แต่เกิดจากปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าสถิต

เมื่อกระแสไฟฟ้ามหาศาลเคลื่อนที่ผ่านร่างกาย แรงดันไฟฟ้าจะกระแทกและส่งผ่านผิวหนัง ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยชั้นใต้ผิวหนังแตกออกไปตามทิศทางการไหลของกระแสไฟ จนก่อให้เกิดรูปแบบทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า “Fractal Pattern” ซึ่งโดยทั่วไปรอยแดงเหล่านี้จะปรากฏขึ้นทันทีหลังผู้ประสบเหตุถูกฟ้าผ่า และจะค่อย ๆ จางหายไปเองภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากผู้ประสบเหตุได้รับความร้อนจากสายฟ้าที่รุนแรงเกินไป กรณีนี้ก็อาจเกิดรอยไหม้ระดับที่ 2 หรือ 3 ร่วมด้วย ซึ่งจะทิ้งรอยแผลเป็นถาวรไว้แทนรอยดอกไม้แห่งสายฟ้า ซึ่งรอยนี้แม้จะสวยงาม แต่ก็สะท้อนชัดเจนถึง “อันตรายของฟ้าผ่า”

‘จะเกิดอะไร-ช่วยยังไง’ คนถูกฟ้าผ่า

เมื่อถูกฟ้าผ่าร่างกายจะส่งผลเช่นไร เนื่องจากเมื่อเกิดฟ้าผ่า สายฟ้าที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมีความร้อนสูงได้มากกว่า 20,000 องศาเซลเซียสในช่วงพริบตา และไฟฟ้าที่วาบลงมาจะมีแรงดันไฟฟ้ามหาศาล ทำให้เมื่อเราถูกฟ้าผ่าแล้ว นอกจากร่องรอยบนผิวหนังแล้ว ยังตามมาด้วยอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตจากภาวะต่าง ๆ เช่น เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จากการที่กระแสไฟที่เข้าไปรบกวนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, ระบบประสาทถูกทําลาย จนส่งผลให้เกิดอาการสูญเสียความทรงจํา หรืออัมพาตชั่วคราว, แก้วหูทะลุ จากคลื่นกระแทก หรือ Shockwave

ส่วน “วิธีช่วยเหลือคนถูกฟ้าผ่า” นั้น คำแนะนำจาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้แนวทางปฏิบัติเบื้องต้นไว้ ดังนี้ 1.รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 2.สังเกตที่เกิดเหตุ เพื่อดูว่ายังมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าอีกหรือไม่ ถ้ายังมีจะต้องเคลื่อนย้ายผู้ถูกฟ้าผ่าไปยังตําแหน่งที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการเกิดฟ้าผ่าซ้ำ 3.แตะต้องตัวคนที่ถูกฟ้าผ่าได้ เนื่องจากผู้ที่ถูกฟ้าผ่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าหลงเหลืออยู่ในตัว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกไฟฟ้าดูด 4.กรณีหมดสติ การช่วยเหลือเบื้องต้นให้เริ่มจากสังเกตอาการ โดยถ้าริมฝีปากเขียว สีหน้าซีดเขียวคล้ำ ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว คลําชีพจรไม่พบ ต้องรีบให้การช่วยเหลือด้วยการทํา CPR ทันที ระหว่างรอรถฉุกเฉิน

ไม่ชัวร์ที่สุด แต่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น

นอกจากการใช้ “กฎ 30/30” แล้ว ทาง สพฉ. ยังได้แนะ “แนวทางป้องกันตัวจากฟ้าผ่า” ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเพื่อใช้เป็นหลักเบื้องต้นตามคำแนะนำของ สพฉ. ไว้ ดังนี้

“กรณีอยู่ในที่โล่งแจ้ง” ให้หาที่หลบที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง หรือไม่ได้ยึดติดกับพื้นแน่นหนา เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เสาไฟฟ้า

“กรณีหลบอยู่ในรถยนต์” ให้ดับเครื่อง ปิดกระจก และไม่สัมผัสกับส่วนใดส่วนหนึ่งของรถที่เป็นโครงโลหะ ไม่ควรจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่

“กรณีหาที่หลบที่ปลอดภัยไม่ได้” ให้นั่งยอง ๆ ก้มศีรษะ ชิดเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เพื่อให้ร่างกายสัมผัสพื้นดินน้อยที่สุดและอยู่ต่ำที่สุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งนำไฟฟ้าได้ทุกชนิด และพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้สายไฟ หรือสัมผัสน้ำ

“กรณีหลบภายในอาคาร” ควรหลีกเลี่ยงจากจุดที่ไฟฟ้าสามารถวิ่งเข้าถึง เช่น สายไฟ สายอากาศ สายโทรศัพท์ ท่อน้ำ เช่น อ่างล้างหน้า ฝักบัว และควรถอดสายไฟ สายอากาศ สายโมเด็ม สายโทรศัพท์ เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ ความรู้เรื่องฟ้าผ่าไม่ได้มีไว้เพียงอธิบายแสงวาบบนท้องฟ้า แต่ช่วยให้ตัดสินใจได้ก่อนอันตรายมาถึง เมื่อรู้ว่ากระแสเดินทางได้หลายทาง ที่บังฝนอาจไม่ใช่ที่หลบภัย และฝนหยุดไม่ได้แปลว่าพายุหมดความเสี่ยง ดังนั้นการหยุดกิจกรรมจึงไม่ใช่เรื่องรอจนเห็นเหตุ แต่เป็นการตอบสนองต่อสัญญาณเตือนที่มีอยู่ เพื่อให้ชัวร์ที่สุดว่าเราจะรอดพ้นจากภัยอสนีบาตนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์...


"สวนนงนุชพัทยา" จัดพิธีรับขวัญ "ลูกช้างเกิดใหม่" ตั้งชื่อ "พลายนงนุชเวิลด์"

"สวนนงนุชพัทยา" จัดพิธีรับขวัญ "ลูกช้างเกิดใหม่" ตั้งชื่อ "พลายนงนุชเวิลด์" เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนนงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดพิธีรับขวัญลูกช้างเกิดใหม่ พร้อมตั้งชื่อว่า "พลายนงนุชเวิลด์" เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก "สวนนงนุชพัทยา" สู่ "นงนุชเวิลด์ พัทยา" (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) มุ่งยกระดับสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว

โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุชเวิลด์พัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เจ้าอาวาส วัดสามัคคีบรรพต ประกอบพิธีรับขวัญตามประเพณีไทย โดยมีการคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้าง เพื่อความเป็นสิริมงคล ท่ามกลางขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ที่ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างอบอุ่น

สำหรับลูกช้าง "พลายนงนุชเวิลด์" เป็นลูกช้างเพศผู้ เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 02.55 น. จากแม่ช้างพังหยก อายุ 17 ปี และพ่อพันธุ์พลายหนิงหน่อง อายุ 30 ปี นับเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ของแม่พังหยก และเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ที่เกิดภายในสวนนงนุชพัทยาในปี 2569

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การกำเนิดของลูกช้างในช่วงเวลานี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี จึงตั้งชื่อว่า "พลายนงนุชเวิลด์" เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กร สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด "More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family."

ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของช้าง ตลอดจนการดูแลอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน.


อุทยานฯแก่งกระจาน เปิดเส้นทางส่องสัตว์ 'ทุ่งหญ้าห้วยคมกฤต' ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์...

อุทยานฯแก่งกระจาน เปิดเส้นทางส่องสัตว์ “ทุ่งหญ้าห้วยคมกฤต” มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อย่างยั่งยืน

5 พ.ย. 69 – นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า อุทยานฯแก่งกระจาน ได้เปิดโครงการศึกษาแนวทางการท่องเที่ยวชมสัตว์ป่า ในพื้นที่ทุ่งหญ้าเส้นทางห้วยคมกฤต ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 เป็นต้นไป...

เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้สัมผัสวิถีชีวิตตามธรรมชาติของสัตว์ป่าหลากชนิดอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย โดยกำหนดยอดผู้เข้าชมร่วมโครงการในจำนวนจำกัดต่อวัน และต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านกร่างแคมป์ เท่านั้น

นายมงคล กล่าวว่า สำหรับเส้นทางจากหน่วยบ้านกร่างแคมป์ เข้าสู่ทุ่งหญ้าห้วยคมกฤต ระยะทางรวมประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นถิ่นอาศัยสำคัญของสัตว์ป่านานาชนิด... การจัดตั้งโครงการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพการรองรับของพื้นที่ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ป่าและระบบนิเวศโดยรอบ ทางอุทยานฯ ได้จัดมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

โดยจำกัดปริมาณยานพาหนะและนักท่องเที่ยวในแต่ละรอบ ให้บริการเพียงวันละ 2 รอบ คือ รอบเช้า เวลา 05.00 – 08.00 น. และรอบบ่าย เวลา 15.00 – 17.00 น. ซึ่งในแต่ละรอบจะอนุญาตให้รถยนต์ของเจ้าหน้าที่นำเข้าชมได้ครั้งละ 2 คัน รองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 16 คนต่อรอบ เพื่อลดการรบกวนธรรมชาติและให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึงตลอดเส้นทาง

“สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรม นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ด้วยตนเอง ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านกร่างแคมป์ โดยการเดินทางในเส้นทางดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำยานพาหนะส่วนตัวเข้าไปในพื้นที่โครงการโดยเด็ดขาด”

หน.อุทยานฯแก่งกระจาน ระบุว่า การดำเนินโครงการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญสำหรับนำมาพัฒนาแนวทางการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอนาคต พร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชน

โดยอุทยานฯ จะนำผลการศึกษามาปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม เพื่อให้การท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สัตว์ป่าดำเนินควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน