ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



ฟอสซิลไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ประมูลขายแล้ว ราคา 1.6 พันล้านบาท

ฟอสซิลโครงกระดูกไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ถูกประมูลขายออกไปแล้ว ในราคากว่า 1.6 พันล้านบาท ท่ามกลางข้อถกเถียงว่าการประมูลจะทำให้ฟอสซิลหายากเช่นนี้ หายไปจากสายตาสาธารณชนหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 ต.ค. 2569 ว่า โครงกระดูกไดโนเสาร์ “นาโนไทแรนนัส” ซึ่งเพิ่งถูกแยกออกมาเป็นสายพันธุ์ใหม่อย่างเป็นทางการ ถูกประมูลไปในราคา 47.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 พันล้านบาท) หลังจากผู้ประมูล 6 คน เสนอราคาสู้กันนาน 12 นาที โดยตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าผู้ชนะประมูลเป็นใคร

สถาบันประมูล Sotheby's ในนิวยอร์กอธิบายว่า โจดีเป็นโครงกระดูกที่ “ทรงคุณค่าและพร้อมสำหรับการจัดแสดงอย่างยิ่ง” และถือเป็นตัวอย่างแรกที่เข้าสู่ตลาดนับตั้งแต่ได้รับการยืนยันสายพันธุ์

โครงกระดูกนี้มีชื่อเล่นว่า “โจดี” (Jodi) สูงประมาณ 3 เมตร มีชิ้นส่วนกระดูกสภาพสมบูรณ์ประมาณ 191 ชิ้น พร้อมกะโหลกศีรษะที่สมบูรณ์มาก ถือเป็น 1 ใน 3 โครงกระดูกของ “นาโนไทแรนนัส” ที่ถูกพบในโลก และเป็นตัวอย่างแรกที่ถูกนำเข้าสู่ตลาดประมูล

โครงกระดูกนี้ถูกพบครั้งแรกโดยเจ้าของไร่รายหนึ่งชื่อ โจดี เพียร์สัน ที่ ชั้นหินเฮลล์ครีก (Hell Creek Formation) ในรัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา และถูกขุดค้นโดยนาย เครย์ตัน ฟิปส์ นักบรรพชีวินวิทยาเอกชน

ในตอนแรกกระดูกที่ถูกพบถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ไทแรนโนเซารัส เร็กซ์” วัยเยาว์ จนกระทั่งงานวิจัยเมื่อปี 2568 ยืนยันว่าเป็นไดโนเสาร์คนละสายพันธุ์กัน ยุติการถกเถียงที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ

เมแกน เจนคินส์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ กล่าวว่า “เป็นเวลานานมากที่เชื่อกันว่า นาโนไทแรนนัส เป็น ทีเร็กซ์ วัยเยาว์ แต่จริงๆ แล้วมันตัวเล็กกว่าและเพรียวลมกว่ามาก มีฟันลักษณะคล้ายใบมีดไว้สำหรับเฉือนเนื้อ”

ทั้งนี้ การประมูลฟอสซิลไดโนเสาร์ให้มหาเศรษฐีซื้อไปเก็บส่วนตัว กำลังสร้างความกังวลว่าฟอสซิลทรงคุณค่าอาจหายไปในเซฟเก็บของส่วนบุคคล แทนที่จะได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้สาธารณชนและนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษา

ศาสตราจารย์ สตีฟ บรูเซตต์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ และที่ปรึกษาภาพยนตร์ Jurassic Park กล่าวว่า รู้สึก “สะเทือนใจอย่างมาก” ที่ โจดี อาจหายไปจากสายตาของสาธารณชน

“เราเพิ่งจะรู้ว่า นาโนไทแรนนัส มีอยู่จริง แต่ตอนนี้หนึ่งในโครงกระดูกที่ดีที่สุดกำลังจะถูกขายให้ผู้ชนะประมูลสูงสุด มันน่าเศร้าหากคิดว่ามันอาจหายไปในเซฟของนักสะสม แทนที่จะได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ครอบครัว และสาธารณชน” ศ.บรูเซตต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การขุดค้นฟอสซิลต้องใช้เวลา พลังงาน และเงินทุนมหาศาล จึงไม่แปลกที่ผู้ขุดพบต้องการขายในราคาสูง และฟอสซิลจำนวนมากที่ถูกประมูลไป สุดท้ายก็มักจะถูกนำมาบริจาคหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อยู่ดี

“แม้จะเป็นเรื่องที่น่ากลัว [ที่ฟอสซิลถูกประมูลไป] แต่จริงๆ แล้วหลายชิ้นก็จบลงด้วยการปรากฏสู่สายตาประชาชน... สิ่งเหล่านี้จะไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน” นางเจนคินส์กล่าว และระบุว่าเธอเข้าใจที่ผู้ขุดค้นต้องการขายฟอสซิลในราคาสูงเพราะลงทุนไปมาก

ที่มา : bbc


ฮือฮาแห่งแรกของโลก! แข่ง ‘จี่หนังควาย’ ชิงแชมป์ งานหล่องเฮือไฟโบราณ 150 ปี บ้านนากระเซ็ง จ.เลย

ชุมชนบ้านนากระเซ็ง อ.ท่าลี่ จ.เลย จัดงานใหญ่ ‘ย้อนยุค 150 ปี หล่องเฮือไฟโบราณ’ ฮือฮาแข่ง ‘จี่หนังควาย’ แห่งแรกของโลก ยกระดับสแน็กพื้นบ้านสู่ซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ที่ชุมชนบ้านนากระเซ็ง ตำบลอาฮี อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ได้มีการจัดงานประเพณี ‘ย้อนยุค 150 ปี หล่องเฮือไฟโบราณ บ้านนากระเซ็ง’ ขึ้นเป็นปีแรก ณ บริเวณริมแม่น้ำเหือง หลังวัดศรีสะอาด ชายแดนไทย-สปป.ลาว เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม พร้อมเปิดตัว ‘หาดนางมุก’ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดเลยอย่างเป็นทางการ

ไฮไลต์สำคัญที่สร้างสีสันและความฮือฮาไปทั่วทั้งงาน คือการจัดกิจกรรม ‘ศึกชิงแชมป์จี่หนังควาย’ แห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวอีสาน เนื่องจากอำเภอท่าลี่ถือเป็นแหล่งแปรรูปหนังควายส่งขายในภาคอีสานปีละหลายพันกิโลกรัม นำเอาวิถีชีวิตการนั่งล้อมวงผิงไฟจี่หนังควายกินในยามฤดูหนาวขึ้นสู่เวทีการแข่งขัน เพื่ออนุรักษ์และต่อยอดเชิงวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

นายทวีวงศ์ วรินทรา ผู้ใหญ่บ้านบ้านนากระเซ็ง เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้ถือเป็นปีแรกและมีความพิเศษอย่างยิ่ง โดยใช้พื้นที่ ‘หาดนางมุก’ ริมลำน้ำเหืองเป็นสถานที่จัดงาน สำหรับการแข่งขันจี่หนังควายจัดขึ้นเพื่อสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในการถนอมอาหาร แปรรูปหนังควายให้กลายเป็นของกินเล่นหรือสแน็กพื้นบ้านที่มีรสชาติเค็ม มัน นัว และหอมกลิ่นควันไฟเอกลักษณ์เฉพาะตัว

การแข่งขันจี่หนังชิงแชมป์จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานรสมือ เชิดชูภูมิปัญญา สร้างคุณค่าให้บ้านเฮา’ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาการจี่หนังควายแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ขั้นตอนการหมักตากแห้ง การคุมไฟเตาถ่าน ตลอดจนการทุบเขม่าดำออกเพื่อให้ได้เนื้อหนังสีเหลืองทองกรอบน่ารับประทาน พร้อมยกระดับวิถีชีวิตชาวบ้านสู่การแข่งขันที่มีเกณฑ์ตัดสินมาตรฐาน ทั้งเรื่องทักษะการคุมความร้อน รสชาติ เนื้อสัมผัส และการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน ปลูกฝังเยาวชนรุ่นใหม่ และใช้อาหารพื้นบ้านเป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ดันบ้านนากระเซ็งสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมต่อไป

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุกสนาน คึกคัก และเป็นกันเอง โดยมีผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 3 คน ลงสนามประชันรสมือในค่ำคืนดังกล่าว ซึ่งผลการแข่งขันสร้างความหนักใจให้แก่คณะกรรมการเป็นอย่างมากเนื่องจากแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผลการแข่งขัน ปรากฏว่า นายอำพล ผู้แข่งขันหมายเลข 1 คว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครอง ขณะที่ นายจำปา คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 และ นายพีรพัฒน์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2


ไหลเรือไฟนครพนมสุดอลังการ สมคำ “หนึ่งเดียวในโลก” คนแน่นริมโขง ท่าอุเทน-ปลาปากป้องกันแชมป์สมัยที่ 2

งานประเพณีไหลเรือไฟและงานกาชาดจังหวัดนครพนม ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-27 ตุลาคม 2569 บริเวณศาลากลางจังหวัดนครพนมและริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าที่ชาวนครพนมร่วมกันอนุรักษ์และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ประเพณีไหลเรือไฟมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและความศรัทธาของผู้คนริมฝั่งโขง โดยมีคติความเชื่อหลายประการ ทั้งการบูชารอยพระพุทธบาท การสักการะท้าวพกาพรหม การบูชาพระธาตุจุฬามณี การระลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา ตลอดจนการขอฝนและการเผาความทุกข์ให้มอดไหม้ไปกับเปลวไฟ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ในวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันไหลเรือไฟใหญ่ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานมหกรรมไหลเรือไฟ มีเรือไฟจากทั้ง 12 อำเภอเข้าร่วมประกวด ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยง ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดทยอยเดินทางเข้ามาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ส่งผลให้การจราจรหนาแน่น ก่อนที่ช่วงค่ำผู้คนจะเนืองแน่นตลอดแนวริมฝั่ง เพื่อเฝ้ารอชมความงดงามของเรือไฟที่แต่ละอำเภอร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต

เมื่อเรือไฟแต่ละลำเคลื่อนผ่านกลางลำน้ำโขง แสงจากตะเกียงที่เรียงร้อยเป็นลวดลายวิจิตรส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชม สะท้อนทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน พลังศรัทธา และความสามัคคีของชาวนครพนม สมคำกล่าวขาน “หนึ่งเดียวในโลก”

สำหรับการประกวดเรือไฟ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทสวยงาม และประเภทความคิดสร้างสรรค์ ผลปรากฏว่า เรือไฟอำเภอท่าอุเทนคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทสวยงาม ส่วนเรือไฟอำเภอปลาปากคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทความคิดสร้างสรรค์ โดยทั้งสองอำเภอสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน


รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus)

รู้จัก “ไวรัสฮันตา” (Hantavirus) ภัยเงียบจากสัตว์ฟันแทะที่ต้องจับตามอง!

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร? ไวรัสฮันตา ไวรัสฮันตาเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญและกำลังเกิดขึ้นใหม่ เป็นไวรัสในสกุล Hantaviridae พบในหนูและสัตว์ฟันแทะ และมีบางสายพันธุ์สามารถติดต่อสู่คนได้

การแพร่เชื้อของไวรัสฮันตา ติดต่ออย่างไร?

ปกติเชื้อจะแพร่จากสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู สู่คนผ่านการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ เป็นการแพร่เชื้อที่พบได้บ่อยที่สุด การรับประอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายจากหนูการสัมผัสเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือเยื่อบุตา การถูกหนูที่มีเชื้อกัดหรือข่วน

เมื่อติดเชื้อไวรัสฮันตา จะมีอาการอย่างไร?

ซึ่งอาการของโรคแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์ไวรัส ดังนี้ กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ (Hantavirus Pulmonary Syndrome) พบบ่อยในทวีปอเมริกา อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 38-40%

ระยะแรก: มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยเฉพาะหลังและต้นขา ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว

ระยะวิกฤต: หลังผ่านไป 4-10 วัน จะมีอาการไอและหายใจลำบากรุนแรง แน่นหน้าอก เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไปจนถึงภาวะช็อก

กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับกลุ่มอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome) พบบ่อยในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป อัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-15%

ระยะแรก: มีอาการไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง คลื่นไส้อาเจียน มีจุดเลือดออกตามตัว หน้าแดงตาแดง

ระยะวิกฤต: มีเลือดออกผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะไม่ออก บวมน้ำ อาจมีภาวะช็อกจากการเสียเลือด

อาการจะเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ) แต่หากรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30-40% ในกลุ่มอาการทางปอด และเสียชีวิตได้ใน 1 สัปดาห์

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสจำเพาะ การรักษาจึงมุ่งเน้นตามอาการและควบคุมภาวะแทรกซ้อนเป็นหลัก ดังนั้น การสังเกตอาการและพบแพทย์อย่างทันท่วงที จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการลดอัตราความรุนแรงของโรค

ไวรัสฮันตา ป้องกันได้อย่างไร?

รักษาความสะอาดในที่พักอาศัยและที่ทำงาน อย่าให้เป็นที่อยู่ของหนู

ปิดช่องทางไม่ให้หนูเข้าอาคาร เก็บอาหารในภาชนะที่ปิดมิดชิด

หากต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนูอาศัยอยู่ (เช่น ห้องเก็บของ) ควรเปิดให้อากาศถ่ายเท สวม

หน้ากากและถุงมือ และใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดแทนการกวาดเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก “แพทย์หญิงวรฉัตร เรสลี” อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ ศูนย์อายุรกรรมเฉพาะทาง โรงพยาบาลศิครินทร์กรุงเทพ...