วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 17.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2569 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี
และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่น พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ จากนั้น พระสงฆ์ 57 รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์
เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สำหรับพระบรมอัฐิและพระอัฐิทรงธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศีล พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ทรงทอดผ้าไตรเที่ยวแรก 18 ไตร พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์และถวายพระธรรมเทศนา สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา
เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดผ้าไตร อีกเที่ยวละ 20 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงปฏิบัติเช่นนี้ จนครบ 2 เที่ยว จากนั้น ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา
เสร็จแล้ว ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ
พรรคคอมมิวนิสต์จีนแถลงความสำเร็จในการกวาดล้าง "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรคและกองทัพ หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกลางพรรค ครั้งที่ 5 พร้อมยืนยันการขับไล่สมาชิกพรรคระดับสูงถึง 33 ราย รวมถึงอดีตพลเอกระดับสูงและอดีตสมาชิกโปลิตบูโร นักวิเคราะห์ชี้เป็นการล้างบางครั้งใหญ่เพื่อกระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ และแผ้วทางให้ "สี จิ้นผิง" ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนต่อเป็นสมัยที่ 4 ในการประชุมใหญ่ปี 2027
ทางการจีนระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพได้ขจัดภัยคุกคามแฝงร้ายแรงภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังยืนยันการขับบุคคลสำคัญออกจากพรรคอีก 33 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การปราบปรามทุจริตที่เข้มข้นขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรวบอำนาจ ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคในปี 2027
นายจาง ฝูไห่ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) กล่าวว่า คณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งมีนายสี จิ้นผิงเป็นแกนนำ ได้ขจัด "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรค รัฐ และกองทัพ พร้อมยืนยันว่า พรรคยึดมั่นในภารกิจที่จะ "ยอมสร้างความไม่พอใจให้คนหลายพันคน ดีกว่าทำให้ประชาชน 1,400 ล้านคนผิดหวัง"
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวันหลังสื่อของทางการจีนยืนยันว่า สมาชิกพรรคและบุคคลสำคัญอีก 33 คนถูกขับออกจากพรรค หลังการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ต.ค.) โดยในจำนวนนี้มีบุคคลจากกองทัพ 16 คน รวมถึงนายจาง โย่วเสีย อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และอดีตนายพลระดับสูงที่สุดของจีน ตลอดจนนายหลิว เจิ้นลี่ อดีตนายทหารระดับสูง และนายหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคประจำเขตปกครองตนเองซินเจียง
สู่อำนาจ และทำให้ยอดสมาชิกที่ถูกขับออกจากพรรคในสมัยการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 3 ของเขาเพิ่มเป็น 51 คน เทียบกับ 35 คนในสมัยแรก และ 5 คนในสมัยที่สอง
การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยภายในพรรคเป็นหลัก โดยที่ประชุมมีมติว่าด้วยการ "ส่งเสริมการกำกับดูแลพรรคอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวด" ซึ่งรวมถึงมาตรการลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ
นายจาง ฝูไห่ เปิดเผยด้วยว่า นับตั้งแต่ปี 2012 หน่วยงานตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลทั่วประเทศได้ลงโทษบุคคลไปแล้ว 7.9 ล้านคน ขณะที่มีผู้ถูกลงโทษมากกว่า 2 ล้านคนจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีการและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย และการแสวงหาความสุขส่วนตัวเกินควร
เขาระบุว่า พรรคจะเดินหน้าปราบปรามการทุจริตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการกระจุกตัวของอำนาจ มีเงินทุนจำนวนมาก และมีทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง พร้อมให้ความสำคัญกับการสอบสวนกรณีที่ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจเกี่ยวพันกัน การสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคธุรกิจ ตลอดจนการแทรกซึมของเงินทุนเข้าสู่แวดวงการเมือง รวมถึงการทุจริตรูปแบบใหม่และการทุจริตที่ซ่อนเร้น
นอกจากนี้ พรรคจะจัดการกับพฤติกรรมมิชอบและการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้า ไม่สามารถ และไม่ต้องการทุจริต”
การกวาดล้างบุคลากรในกองทัพถือเป็นประเด็นสำคัญของการปราบปรามทุจริตในระยะหลัง โดยนายจาง โย่วเสีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ถูกปลดจากตำแหน่งหลังการสอบสวนคดีทุจริตที่ดำเนินมาหลายเดือน ก่อนที่พรรคจะยืนยันการขับเขาออกจากพรรคเมื่อวันพฤหัสบดี
ส่วนนายหม่า ซิงรุ่ย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในเขตซินเจียง ถูกปลดจากทุกตำแหน่งก่อนหน้านี้ หลังเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต รวมถึงการเล่นพรรคเล่นพวก การรับสินบน และการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางเพศ
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของทางการไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลที่ถูกขับออกจากพรรค นอกเหนือจากการระบุว่าเป็นการ “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มักใช้ในการประกาศผลการสอบสวนภายใต้การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของนายสี
การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 มีสมาชิกคณะกรรมการกลางเข้าร่วมเพียง 279 คน จากเดิม 315 คนในการประชุมครั้งที่ 4 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และ 364 คนในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 นับเป็นครั้งแรกในช่วง 14 ปีที่นายสีดำรงตำแหน่งผู้นำจีนที่จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเต็มคณะลดลงต่ำกว่า 300 คน ทั้งที่คณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันเริ่มวาระในปี 2022 โดยมีสมาชิกมากกว่า 370 คน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกองทัพจีน ก็เหลือสมาชิกเพียง 2 คน จากเดิม 7 คน ได้แก่ นายสีในฐานะประธาน และนายจาง เซิ่งหมิน ในฐานะรองประธาน
การประชุมครั้งนี้ยังมีมติเลื่อนตำแหน่งนายจาง เซิ่งหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพ และเป็นบุคคลหมายเลขสองของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ให้เข้าสู่คณะกรรมการกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดนโยบายระดับสูงสุดของพรรค ส่งผลให้จำนวนสมาชิกโปลิตบูโรเพิ่มเป็น 22 คน
นอกจากนี้ นายหลิว เจี้ยนเชา อดีตนักการทูตคนสำคัญ ซึ่งหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็มีชื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลที่ถูกกวาดล้างด้วย
นายสี จิ้นผิงผลักดันการต่อต้านการทุจริตให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการบริหารประเทศนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำในปี 2555 โดยเคยระบุว่าการทุจริตเป็น "ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด" ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ฝ่ายสนับสนุนมองว่า การกวาดล้างการทุจริตช่วยส่งเสริมการบริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีวินัย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การรณรงค์ดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมือในการรวบรวมและรักษาอำนาจ มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหาการทุจริตเพียงอย่างเดียว
พรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า พรรคได้เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าวิตกที่ว่า ภาวะผู้นำของพรรคเคยอ่อนแอลงหรือถูกบั่นทอนในบางช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้การกำกับดูแลตนเองอย่างเข้มงวด รวมถึงการตรวจสอบและจัดการปัญหาภายในพรรคอย่างจริงจัง
นักวิเคราะห์มองว่า การเน้นย้ำเรื่องวินัยของพรรค ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการแสดงความจงรักภักดีทางการเมืองมากขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนผู้นำพรรค
นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่า นายสีจะดำรงตำแหน่งผู้นำต่อเป็นสมัยที่ 4 และอาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้นำจีนที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
นายโอนีล โธมัส จากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากในคณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้นายสีมีเหตุผลที่จะตรวจสอบบุคลากรที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นต่อไปอย่างละเอียดมากขึ้น โดยกลุ่มดาวรุ่งในปัจจุบันมักมีอายุน้อย มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของนายสี ขณะที่ผู้บริหารระดับมณฑลถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง
นักวิเคราะห์มองว่า นายสีมีแนวโน้มจะมีบทบาทชี้ขาดในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำอิทธิพลของเขาต่อพรรคและประเทศจีน.
ที่มา AFP / BBC
กระแสการเตือนภัยให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วโลก หลังรัฐบาลของหลายประเทศทยอยออกคำแนะนำและเปิดตัวแคมเปญให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เงินสด และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้หากเกิดวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร หรือห่วงโซ่อุปทาน
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีอย่างน้อย 20 ประเทศที่มีมาตรการหรือคู่มือเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชน โดยหลายประเทศเพิ่งเปิดตัวแคมเปญใหม่ในเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่อีกหลายประเทศมีแนวทางปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง
สหภาพยุโรป (EU): คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศยุทธศาสตร์ “Preparedness Union Strategy” (เมื่อ 26 มี.ค. 2568) ส่งเสริมให้ประชาชนในชาติต่าง ๆ เตรียมเสบียงและสิ่งของจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือภัยธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทหาร
อังกฤษ: เปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” (เมื่อ 22 ต.ค. 2569) แนะประชาชนสำรองสิ่งของจำเป็นสำหรับ 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ ไฟฟ้าดับ และการโจมตีทางไซเบอร์
เยอรมนี: หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินสูงสุดถึง 10 วัน
สวีเดน & นอร์เวย์: เผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อม “In Case of Crisis or War” และแนะนำให้ทุกครัวเรือนพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 7 วัน
เนเธอร์แลนด์: ดำเนินแคมเปญ “Denk vooruit” (คิดล่วงหน้า) โดยหน่วยงาน NCTV รณรงค์ให้ประชาชนจัดเตรียมชุดฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง
เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก ฟินแลนด์ โปแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐเช็ก: ต่างออกคู่มือหรือรณรงค์โครงการรับมือวิกฤต (เช่น โครงการ 72 hodin ของเช็ก) ให้ประชาชนดูแลตนเองได้อย่างน้อย 3–7 วัน ก่อนที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเข้าถึง
ออสเตรีย: เป็นประเทศที่แนะนำระยะเวลาสำรองเสบียงยาวนานที่สุดในยุโรป โดยแนะให้เตรียมพร้อมสำหรับ 14 วัน (2 สัปดาห์)
ญี่ปุ่น: ย้ำคำแนะนำให้ประชาชนสำรองเสบียง 3–7 วัน เพื่อรับมือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณร่องลึกนันไก (Nankai Trough) รวมถึงแผ่นดินไหวในกรุงโตเกียว และภัยจากการประทุของภูเขาไฟฟูจิ
สหรัฐอเมริกา & แคนาดา & ออสเตรเลีย: ส่งเสริมการจัดชุดฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงผ่านแนวทางของหน่วยงานจัดการฉุกเฉิน (เช่น FEMA ของสหรัฐฯ ผ่านเว็บไซต์ Ready.gov) ส่วนรายงานแผน FORTRESS ของสหรัฐฯ นั้น เป็นมาตรการทางทหารที่มุ่งให้ฐานทัพปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง 90 วัน ไม่ใช่คำสั่งให้ประชาชนทั่วไปตุนเสบียง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศยกระดับการเตือนภัย ไม่ได้มีเพียงความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการ "โจมตีทางไซเบอร์" ที่อาจชะงักระบบธนาคาร การชำระเงิน และการจ่ายไฟฟ้า รวมถึง "ภัยธรรมชาติ" ที่รุนแรงขึ้น การเตือนให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะแรก จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดก่อน
ทั้งนี้ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า คำแนะนำเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากหลายประเทศมีแนวปฏิบัติและคู่มือเช่นนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2569 และไม่ได้เป็นการประกาศเตือนพร้อมกันด้วยเหตุผลเดียวกันทั้งหมด
ญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้กฎหมายจัดตั้ง "เมืองหลวงแห่งที่สอง" เพื่อเป็นศูนย์กลางสำรองรองรับการทำงานของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของประเทศ หากกรุงโตเกียวเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ พร้อมกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง
โดยกำหนดเงื่อนไขให้จังหวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอรับการรับรองได้ เบื้องต้นมี 4 จังหวัด ได้แก่ ฮอกไกโด ไอจิ โอซากา และฟุกุโอกะ ที่ผ่านคุณสมบัติขั้นต้นและเตรียมยื่นขอการรับรอง
กฎหมายจัดตั้ง "เมืองหลวงแห่งที่สอง" ของญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางสำรองรองรับภารกิจสำคัญของกรุงโตเกียว และกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ (30 ต.ค.) เปิดทางให้จังหวัดที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถยื่นขอรับการกำหนดสถานะดังกล่าวได้
กฎหมายฉบับนี้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ลงนามเมื่อหนึ่งปีก่อน ระหว่างพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรค LDP ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กับพรรคร่วมรัฐบาลรายย่อยอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญอยู่ในเมืองโอซากา
พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นมีเป้าหมายปรับโครงสร้างการปกครองของโอซากาให้เป็นมหานครในรูปแบบคล้ายกรุงโตเกียว ด้วยการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ หรือ Special Wards
รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่าจะประกาศแนวทางพื้นฐานเกี่ยวกับการกำหนดสถานะเมืองหลวงแห่งที่สอง รวมถึงกรอบเวลาการพิจารณารับรองจังหวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในเดือนพฤศจิกายนนี้
ตามกฎหมาย เมืองหลวงแห่งที่สองมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของสังคมสามารถดำเนินต่อไปได้ หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงโตเกียว อีกทั้งยังมุ่งกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นออกจากพื้นที่เขตเมืองหลวง เพื่อลดการกระจุกตัวของอำนาจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
จังหวัดที่ได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองหลวงสำรองจะมีสิทธิได้รับมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม
กฎหมายเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดจังหวัดที่มีสถานะเป็นเมืองหลวงสำรอง โดยพิจารณาจากคำร้องขอของแต่ละจังหวัด และไม่ได้จำกัดจำนวนเมืองหลวงสำรองไว้เพียงแห่งเดียว หมายความว่าอาจมีจังหวัดได้รับการรับรองมากกว่าหนึ่งแห่งได้
ขณะนี้มี 4 จังหวัดที่ประกาศความประสงค์จะยื่นขอรับสถานะดังกล่าว ได้แก่ จังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น จังหวัดไอจิ ทางตอนกลาง จังหวัดโอซากา ทางตะวันตก และจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติกฎหมายลำดับรองเมื่อวันที่ 27 ต.ค. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับจังหวัดที่ต้องการได้รับสถานะเมืองหลวงแห่งที่สอง
เงื่อนไขสำคัญด้านเศรษฐกิจและประชากร ได้แก่ จังหวัดที่ยื่นขอต้องมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.1 ของจีดีพีทั้งประเทศ และต้องมีเมืองที่มีประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.2 ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด
ในด้านการปกครอง จังหวัดผู้สมัครจะต้องดำเนินการปรับโครงสร้างเมืองที่ได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองสำคัญโดยรัฐบาลกลาง ให้เป็นเขตปกครองพิเศษ หรือจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองกับจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานและการประสานภารกิจต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กฎหมายลำดับรองยังกำหนดว่า เมืองหลวงสำรองจะต้องตั้งอยู่นอกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายรุนแรงจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบริเวณกรุงโตเกียว หรือจากการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น และตั้งอยู่คร่อมพื้นที่จังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซูโอกะ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว
มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารว่า หากทั้ง 4 จังหวัดยื่นคำขอและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ก็จะได้รับการกำหนดสถานะเมืองหลวงแห่งที่สองทั้งหมด
การจัดตั้งระบบเมืองหลวงสำรองถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายศูนย์กลางการบริหารและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ลดการพึ่งพากรุงโตเกียวเพียงแห่งเดียว และเตรียมความพร้อมให้ประเทศสามารถดำเนินภารกิจสำคัญต่อไปได้ หากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวง.
ที่มา KYODO NEWS / Japan Today