ข่าว
ยังไม่เข็ด โจรสหรัฐ บุกปล้นธนาคาร สวมหน้ากากคนแก่ หวนก่อเหตุซ้ำ ในรอบ 10 ปี

ยังไม่เข็ด โจรสหรัฐ สุดอุกอาจ บุกปล้นธนาคาร สวมหน้ากากปลอมเป็นคนแก่ หวนก่อเหตุซ้ำในรอบ 10 ปี สุดท้ายโดนเอฟบีไอรวบ

วันที่ 23 ต.ค. 69 สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง จับกุมชายสหรัฐฯ รายหนึ่ง หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุปล้นธนาคาร 2 แห่งในปีนี้ โดยสวมหน้ากากปลอมเป็นชายชราพร้อมหนวดเคราสีเทา เพื่ออำพรางตัวตน

ทางด้านสำนักอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตมิดเดิลฟลอริดา เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยคือ เดวิด ซาร์ติน จูเนียร์ วัย 40 ปี ชาวเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าปล้นธนาคารในเมืองลาร์โก เมื่อวันที่ 24 ส.ค. และปล้นอีกแห่งในเมืองบ้านเกิดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา

ตามคำร้องทุกข์ทางอาญา ระบุว่า ระหว่างก่อเหตุทั้งสองครั้ง ซาร์ตินสวมหน้ากากชายชราเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์พนักงานธนาคารและเรียกร้องเงินสด โดยกำชับไม่ให้ใส่ถุงย้อมสีสำหรับติดตามเงิน

ครั้งแรกเขาได้เงินไป 2,900 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 9.8 หมื่นบาท ก่อนขี่จักรยานหลบหนี จากนั้นกลับไปใช้รถยนต์ โดย นายซาร์ติน ผู้ก่อเหตุทิ้งท้ายกับพนักงานว่า “แล้วเราจะได้พบกันอีก”

ส่วนการปล้นครั้งที่สอง เขาได้เงินไป 2,554 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 8.6 หมื่นบาท เจ้าหน้าที่ระบุว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานอื่น ๆ เชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับเหตุปล้นทั้งสองครั้ง

ระหว่างตรวจค้นบ้านและห้องเก็บของของนายซาร์ติน เจ้าหน้าที่พบจักรยาน ชุดสูทสีน้ำเงิน อุปกรณ์ปลอมตัวที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงหน้ากากชายชราพร้อมหนวดเคราสีเทา ตลอดจนปืนปลอมและเสื้อผ้าที่สอดคล้องกับชุดที่ใช้ก่อเหตุ

ก่อนหน้านี้ ตามข้อมูลของอัยการ เผยว่า นายซาร์ตินเคยถูกตัดสินจำคุกในคดีปล้นธนาคาร 5 แห่งในรัฐเท็กซัสเมื่อปี 2016 โดยใช้หน้ากากชายสูงวัยคล้ายกับครั้งล่าสุด และใช้รถยนต์หลบหนีคันเดียวกัน

เขาถูกตัดสินจำคุกในเรือนจำรัฐบาลกลางนานกว่า 10 ปี และขณะเกิดเหตุในฟลอริดา เขาอยู่ระหว่างการปล่อยตัวภายใต้การควบคุมดูแลจากคดีดังกล่าว ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาจากเหตุปล้นครั้งล่าสุดยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

ขอบคุณที่มา newyork post...

ในหลวง-พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 17.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2569 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี

และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่น พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ จากนั้น พระสงฆ์ 57 รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สำหรับพระบรมอัฐิและพระอัฐิทรงธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศีล พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ทรงทอดผ้าไตรเที่ยวแรก 18 ไตร พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์และถวายพระธรรมเทศนา สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดผ้าไตร อีกเที่ยวละ 20 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงปฏิบัติเช่นนี้ จนครบ 2 เที่ยว จากนั้น ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา

เสร็จแล้ว ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ


รัฐบาลกลางเอาจริง!ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Protect the Vote”

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (Department of Justice หรือ DOJ) ประกาศยื่นฟ้องรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวอ้างว่ามีบุคคลมากกว่า 20,000 รายที่อาจไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ข้อมูลที่รัฐบาลกลางนำมาใช้ตรวจสอบเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ทะเบียนเลือกตั้งโดยหน่วยงาน Homeland Security Investigations“HSI”


สัญญาณอันตรายรีพับลิกัน! โพล ชี้คะแนนนิยม "ทรัมป์" ดิ่งเหว 32% ต่ำสุดประวัติการณ์ “เดโมแครต” ทิ้งห่าง 10 จุดก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

สัญญาณอันตรายรีพับลิกัน! โพล ชี้คะแนนนิยม "ทรัมป์" ดิ่งเหว 32% ต่ำสุดประวัติการณ์ “เดโมแครต” ทิ้งห่าง 10 จุดก่อนเลือกตั้งกลางเทอม

คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดิ่งลงเหลือเพียง 32% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันถึง 10 จุด ในช่วงโค้งสุดท้ายเพียง 12 วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว CNN เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติของชาวอเมริกัน ซึ่งจัดทำโดยสถาบัน SSRS ระบุว่า พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันในกลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่ลงทะเบียนทั่วประเทศถึง 10 จุด ขณะที่อัตราการยอมรับการทำงาน (Approval Rating) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงมาอยู่ที่ 32% ซึ่งนับเป็นสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำรวจมา

ผลการสำรวจระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 49% แสดงจุดยืนสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ขณะที่มีเพียง 39% ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 3 ใน 4 มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ โดยราวกว่า 60% ระบุชัดเจนว่าการลงคะแนนของตนจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง

สาเหตุหลักที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของผู้นำสหรัฐฯ ตกต่ำอย่างหนัก มาจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยผลสำรวจพบว่า การบริหารเศรษฐกิจภาพรวม: มีประชาชนเพียง 27% ที่พึงพอใจกับการทำงานของทรัมป์ การจัดการภาวะเงินเฟ้อ มีผู้พึงพอใจเพียง 23% เท่านั้น และผลกระทบจากนโยบาย ชาวอเมริกันราว 2 ใน 3 เห็นว่า นโยบายบริหารงานของทรัมป์กลับยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ลงกว่าเดิม

ผลสำรวจชิ้นนี้นับเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตสำหรับพรรครีพับลิกันที่กำลังลุ้นรักษาเสียงข้างมากในสภา ขณะที่พรรคเดโมแครตกำลังฉวยโอกาสจากกระแสความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพเพื่อกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้

เรือบรรทุกดีเซลจากรัสเซีย มุ่งหน้าสู่สหรัฐ หลัง ‘ปูติน-ทรัมป์’ บรรลุข้อตกลง

23.10.26:เรือบรรทุกดีเซลจากรัสเซีย มุ่งหน้าสู่สหรัฐ หลัง ‘ปูติน-ทรัมป์’ บรรลุข้อตกลง

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ข้อมูลจาก LSEG เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม แสดงให้เห็นว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติมอลตา ซึ่งบรรทุกน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ปริมาณ 40,000 เมตริกตัน กำลังมุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา หลังจากมีการบรรลุข้อตกลงระหว่างวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่าง โดยหวังว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศลงมาได้ ก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน รวมถึงการยกเว้นเนื้อหาบางส่วนของกฎหมายคว่ำบาตรฉบับใหม่ที่บังคับใช้กับรัสเซีย และการขู่ว่า จะห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลจากสหรัฐ ไปยังยุโรป หากประเทศเหล่านั้นไม่ยอมนำน้ำมันออกจากคลังสำรองฉุกเฉินมาใช้เพิ่มเติม

โดยข้อมูลการเดินเรือ ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันขนาดกลาง ชื่อ “Agioi Fanendes” ได้รับการบรรทุกน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำพิเศษ (ULSD) ปริมาณ 40,000 เมตริกตัน ที่ท่าเรือพรีมอร์สก์ ของรัสเซีย ในทะเลบอลติก เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม โดยคาดว่าจะเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 7 พฤศจิกายน

ทั้งนี้ รัสเซียตกลงที่จะยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกดีเซลที่กำหนดขึ้นเอง และจะจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเข้าสู่ตลาดโลก รวมถึงสหรัฐ หลังจาก ปูติน ข และทรัมป์ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

โดยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ทรัมป์ ประกาศว่ารัสเซียจะส่งออกน้ำมันดีเซลทันที จำนวน 300,000 เมตริกตัน หรือคิดเป็น 2.25 ล้านบาร์เรล ตามมาด้วยปริมาณ 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน และอีก 1 ล้านตัน หลังจากนั้น ทันที

อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัสเซียจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกดีเซลเป็นเดือนละ 3 ล้านถึง 3.5 ล้านตันภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นระดับการส่งออกปกติของประเทศ

โดยข้อมูลการเดินเรือจาก LSEG ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการบรรทุกดีเซลออกจากท่าเรือพรีมอร์สก์ของรัสเซีย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือที่ใด โดยเรือส่วนใหญ่ส่งสัญญาณมุ่งหน้าไปยังยิบรอลตาร์ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หรือพอร์ตซาอิด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 อันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน รัสเซียได้ส่งออกดีเซลไปยังบราซิลและตุรกีเป็นหลัก รวมถึงส่งไปยังประเทศต่างๆ ในแอฟริกาด้วย...