8 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมยูเครน รายงานว่า กองทัพรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธและส่ง โดรนโจมตียูเครนหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย รวมถึงเด็ก และสร้างความเสียหายต่อโรงงานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ต่อมาทาง ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเอ็กซ์ส่วนตัว “@ZelenskyyUa” ว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ ‘ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน’ ผู้นำรัสเซีย โดยมีการยิงขีปนาวุธประมาณ 70 ลูก รวมถึงขีปนาวุธวิถีโค้งจำนวนมาก โดยระบุข้อความร่ายยาวว่า ...
“วันนี้กองทัพรัสเซียได้ทำลายอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในเมืองพรีลูคี แคว้นเชอร์นิฮิฟ ซึ่งถือเป็น “ของขวัญ” วันเกิดแด่ ปูติน อาคารดังกล่าวเป็นเพียงอพาร์ตเมนต์ สูง 5 ชั้นธรรมดาๆ น่าเศร้าที่ขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บ 26 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 5 คน และอาจยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ โดยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อค้นหาและช่วยเหลือทุกคน
นอกจากนี้การโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียยังสร้างความเสียหายแก่อพาร์ตเมนต์ 5 แห่งในเมืองดนิโปร และอาคารสูงอีก 4 แห่งในเมืองเครเมนชุก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 8 ราย ส่วนที่เมืองซาโปริซเซีย อาคารสูงแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน ทางด้านกรุงเคียฟ รัสเซียได้สังหารผู้คนไป 2 ราย และมีผู้เสียชีวิตอีก 2 รายที่เมืองโอเล็กซานเดรีย ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักของผู้เสียชีวิตทุกท่าน โดยภาพรวมแล้ว เมื่อคืนที่ผ่านมามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทั้งในกรุงเคียฟและอีก 12 แคว้นทั่วประเทศ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเรา รัสเซียต้องการโจมตีอย่างรุนแรงและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน นี่เป็นการโจมตีที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีขีปนาวุธทั้งหมด 70 ลูก หลายลูกเป็นขีปนาวุธแบบขีปนาวิถี รวมถึงขีปนาวุธแบบ “ชาเฮด” ด้วย น่าเสียดายที่ยิงสกัดได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ขีปนาวุธแบบขีปนาวิถีของรัสเซียยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และระบบป้องกันภัยทางอากาศสำหรับเราในขณะนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นเหตุผลที่เราค้นหาขีปนาวุธสำหรับระบบแพทริออตทุกวัน ซึ่งสามารถและต้องปกป้องชีวิตของผู้คนในน่านฟ้าของยูเครน ขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือเรา”
ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย แถลงการณ์ทันทีว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ มุ่งเป้าโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารในกรุงเคียฟและภูมิภาคอื่น โดยใช้อาวุธความแม่นยำสูงทั้งจากภาคพื้นดิน ทะเล และอากาศ รวมถึงโดรนพิฆาต
ถึงแม้ว่ากองทัพอากาศยูเครน จะออกมาระบุว่า ยูเครนสามารถสกัดโดรนแบบเครื่องยนต์ไอพ่นที่รัสเซียส่งเข้ามาได้มากกว่า 80% จากทั้งหมด 46 ลำ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงหลายสัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีย้ำว่า ขีปนาวุธวิถีโค้งของรัสเซียยังเป็นภัยคุกคามสำคัญ พร้อมเรียกร้องให้พันธมิตรเพิ่มความสนับสนุนด้านระบบป้องกันแพทริออต
แม่เล่านาทีถูกส่ง ‘ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ’ กาญจนบุรี สะอื้นถูกขังในกรงเหล็ก-ใช้อุปกรณ์ขับถ่ายแทนห้องน้ำ
ในรายการ โหนกระแส 6 ต.ค.69 ติดตามความคืบหน้ากรณีแม่ร้องเรียนว่าถูกลูกชายยึดกิจการ ก่อนจับตัวส่งไปไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง ในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีการอ้างว่าภายในศูนย์มีการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และบังคับให้กินยานอนหลับ
จากการขยายผล เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (กองปราบ) ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เกิดเหตุใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยจากการตรวจค้นพบโครงเหล็กลักษณะคล้ายกรงครอบไว้บนเตียงผู้ป่วย
ด้านเจ้าของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้ออกมาชี้แจงว่า กรงเหล็กดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยตกเตียง ลื่นล้ม หรือทำร้ายตัวเอง โดยอ้างว่าหากใช้เชือกมัดแขนขาเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการบวมหรือเป็นแผลได้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายผู้ป่วย การดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน และศูนย์มีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ด้าน ‘คุณภัทร’ ผู้เสียหาย ได้ตัดสินใจเปิดเผยใบหน้าผ่านสื่อ โดยไม่ใส่หน้ากากหรือแว่นตาปิดบัง เพื่อแสดงตัวตนและยืนยันต่อสังคมว่าตนเองเป็นผู้ถูกกระทำจริง พร้อมระบุว่า เชื่อว่าลูกชายรับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่อันเลวร้ายภายในศูนย์แห่งนี้มาโดยตลอด
ขณะที่ ‘เบนซ์’ ลูกชาย พร้อมด้วยภรรยาและน้องชายภรรยา ได้ออกมายืนยันปัดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเรื่องราวทั้งหมดมีน้องสาวเป็นตัวตั้งตัวตี และพวกตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้มีสภาพความเป็นอยู่เป็นอย่างไร
แม่ภัทร ได้เปิดเผยรายละเอียดสุดสะเทือนใจถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ว่า ตนต้องอยู่อย่างกะทัดรัดในห้องแยกเดี่ยวที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก พร้อมยืนยันภาพถ่ายที่ผู้สื่อข่าวบันทึกไว้ว่าเป็นห้องที่ตนเคยถูกกักขังจริง โดยตนจำได้แม่นยำว่าเคยอยู่อาศัยในห้องที่ 2 และได้ทำตำหนิลับไว้ภายในห้อง ซึ่งพร้อมเดินทางไปชี้จุดยืนยันกับตำรวจ
แม่ภัทรเล่าพร้อมสะอื้นไห้ว่า ห้องลูกกรงดังกล่าวตนเรียกว่า “กรงหมา” เพราะจะได้รับการเปิดให้ออกมาภายนอกเฉพาะเวลาที่เจ้าหน้าที่พาไปอาบน้ำเท่านั้น ภายในห้องไม่มีห้องน้ำในตัว มีเพียงถังผงซักฟอกทรงกลมวางไว้สำหรับใช้ขับถ่าย ไม่มีน้ำสำหรับทำความสะอาด มีเพียงกระดาษทิชชู 3 ม้วนให้ใช้เท่านั้น ซึ่งทำเอาผู้รับชมรายการและผู้ร่วมรายการต่างสะเทือนใจไปตามๆ กัน
วิกฤตหนัก! น้ำท่วมบางคล้าฉะเชิงเทราท่วมมิดชั้นหนึ่ง กู้ภัยล่องเรือโรยตัวช่วยยาย 78 ปี ไหล่หลุด ออกทางหน้าต่างชั้นสอง อีกชุดพาผู้ป่วยลอยแผ่นโฟมส่ง รพ.สนาม
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตและน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลปากน้ำ ตำบลหัวไทร และตำบลบางกระเจ็ด ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ส่งผลให้ชาวบ้านในหลายชุมชนต้องทยอยขนย้ายสิ่งของและอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อเดินทางไปอาศัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวตามตำบลต่างๆ
โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉะเชิงเทราได้รับการประสานขอความช่วยเหลือด่วนจากบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลหัวไทร เนื่องจากมีหญิงสูงอายุวัย 78 ปี ประสบอุบัติเหตุกระดูกไหล่หลุด ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และต้องการอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากมวลน้ำได้ทะลักเข้าท่วมตัวบ้านชั้นล่างจนจมมิดหมดแล้ว
เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องนำเรือล่องฝ่ากระแสน้ำเข้าไปเทียบใกล้กับหน้าต่างบริเวณชั้นสองของตัวบ้าน ก่อนช่วยกันประคองนำตัวคุณยายปีนผ่านหน้าต่างลงมาโดยอาศัยเก้าอี้วางต่อเป็นทางลง แล้วสวมเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัยก่อนลำเลียงขึ้นเรือนำส่งพื้นที่ปลอดภัยได้อย่างเรียบร้อย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยอีกชุดได้เข้าปฏิบัติการช่วยเหลือหญิงสูงอายุผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ในพื้นที่ตำบลบางกระดาน อำเภอบางคล้า ซึ่งต้องเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่ได้เดินลุยระดับน้ำที่สูงท่วมเข้าไปถึงบ้านพัก และนำแผ่นโฟมขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในบ้านมาใช้นำร่างผู้ป่วยนอนประคองลอยน้ำออกมาด้านนอกอย่างระมัดระวัง ก่อนนำตัวขึ้นรถกู้ภัยส่งถึงมือแพทย์ได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ระดับน้ำที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอบางคล้า โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน และเด็กเล็ก ต่างต้องตัดสินใจอพยพออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 7-Eleven เชนร้านสะดวกซื้อระดับโลก ประกาศปิดร้านทั้งหมดในอินเดีย หลังเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่น โดยบริษัทแม่ของญี่ปุ่นยืนยันว่า ร้าน 7-Eleven ทั้ง 31 สาขาที่ดำเนินการอยู่ในเมืองมุมไบและปูเน ปิดให้บริการทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ เจ้าของเครือร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ระบุว่า รีไลแอนซ์ ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์หลักในอินเดียและเป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้าน 7-Eleven ได้ปิดร้านทั้งหมด 31 แห่งเมื่อสิ้นเดือนกันยายน ขณะที่บริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปิดกิจการ
7-Eleven เข้าสู่ตลาดอินเดียครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2021 หลังเซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้แบรนด์กับ รีไลแอนซ์ รีเทล บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของอินเดีย โดยเปิดสาขาแรกที่นครมุมไบ ก่อนขยายธุรกิจจนมีจำนวนร้านสูงสุดประมาณ 60 แห่ง อย่างไรก็ตาม จำนวนร้านลดลงเหลือ 31 แห่งก่อนปิดกิจการทั้งหมดในเดือนกันยายน
สื่อญี่ปุ่นอย่างนิกเคอิและโยมิอุริรายงานว่า 7-Eleven ต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นของอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการร้านค้าขนาดเล็กและร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก ขณะที่บริษัทแม่อย่างเซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงเกี่ยวกับเหตุผลของการปิดร้าน
อย่างไรก็ตาม การปิดร้านทั้ง 31 สาขาไม่ได้หมายความว่า 7-Eleven ยุติความสนใจในตลาดอินเดียอย่างถาวร โดยบริษัทระบุว่า ความต้องการที่จะให้บริการลูกค้าในอินเดียยังคงอยู่ และกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ เพื่อกลับมาขยายการดำเนินงานในตลาดแห่งนี้ในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดร้านสะดวกซื้อของอินเดียมีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกัน ลอว์สัน คู่แข่งจากญี่ปุ่น มีรายงานว่าเตรียมเปิดร้านแห่งแรกในอินเดียในปี 2027 และตั้งเป้าขยายธุรกิจให้มีประมาณ 100 สาขาภายในปี 2030 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดค้าปลีกอินเดียยังคงเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการต่างชาติให้ความสนใจ แม้การแข่งขันจะรุนแรงก็ตาม
8 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า มีผู้เสียชีวิต 3 รายจากการโจมตีสนามบินต่างๆ ในเยเมน ขณะที่การสู้รบระหว่าง ‘กลุ่มฮูตี’ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและกองกำลังรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียทวีความรุนแรงขึ้น
แถลงการณ์ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย จากการโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport - KKIA) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย และมีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ 28 ราย จากการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สนามบินอับฮา (Abha International Airport)
หน่วยงานการบินพลเรือน ระบุว่า การโจมตีครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในวันพุธ (7 ต.ค.) และอีกครั้งหนึ่งในวันอังคาร (6 ต.ค.) โดยไม่ได้ระบุว่าการโจมตีครั้งใดเกิดขึ้นในวันใด
พันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียซึ่งกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮูตีได้ประกาศว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าการโจมตีเหล่านี้ “จะไม่ได้รับการปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้รับการลงโทษ” ในแถลงการณ์ที่ออกเมื่อช่วงดึกของวันพุธ (7 ต.ค.) ระบุว่า ได้โจมตีฐานที่มั่นทางทหารของกลุ่มฮูตีมากกว่า 80 แห่งในจังหวัดซาอะดา โฮเดดาห์ จอฟ และมาริบ
การโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในเหตุการณ์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินหลายครั้งที่เกิดขึ้น
กระทรวงคมนาคมของประเทศซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า ‘กลุ่มฮูตี’ ได้โจมตีสนามบินนานาชาติเอเดน (Aden International Airport) ด้วยขีปนาวุธและโดรนติดระเบิด ซึ่งขีปนาวุธลูกหนึ่งตกใกล้รันเวย์เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่เที่ยวบินจากกรุงไคโรจะลงจอด สนามบินแห่งนี้เป็นประตูหลักสู่การเดินทางระหว่างประเทศในบางส่วนของเยเมนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกลุ่มฮูตี
โดยช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การสู้รบในเยเมนได้มุ่งเน้นไปที่พื้นที่รอบช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญยิ่งขึ้นสำหรับการส่งออกพลังงาน นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจำกัดการค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนหน้านี้กองกำลังรัฐบาลเยเมน พร้อมด้วยการสนับสนุนทางอากาศจากพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียได้เปิดฉากการโจมตีตอบโต้เพื่อยึดคืนดินแดนยุทธศาสตร์ใกล้ช่องแคบและรอบเมืองโมคา ซึ่งกลุ่มฮูตีได้ยึดครองไปเมื่อเดือนกันยายน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการรุกคืบของพวกเขาจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012