ข่าว
จับตาสุขภาพ คิม จองอึน หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินน้ำหนักทะลุ 140 กก. เสี่ยงโรคหัวใจ

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยผลประเมินสุขภาพล่าสุดของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าเขามีน้ำหนักมากกว่า 140 กิโลกรัม และถูกจัดอยู่ในภาวะ “อ้วนมาก” พร้อมประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ

ยุน กอนยอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยอ้างอิงการประเมินของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ พร้อมระบุว่า แม้คิม จองอึน จะมีความเสี่ยงด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ชัดเจน

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ซึ่งสูบบุหรี่อย่างหนักและมีภาวะน้ำหนักเกินมานาน ยังคงสามารถทำกิจกรรมทางร่างกายได้ตามปกติ รวมถึงการวิ่งขึ้นบันได โดยมีทีมแพทย์ประจำตัวคอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

สุขภาพของผู้นำเกาหลีเหนือเป็นประเด็นที่นานาชาติจับตามองมาโดยตลอด เนื่องจากการเสียชีวิตหรือสูญเสียอำนาจอย่างกะทันหันอาจนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจและเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในปี 2563 กระแสข่าวเกี่ยวกับสุขภาพของคิม จองอึน เคยเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง หลังเขาไม่ปรากฏตัวในพิธีรำลึกวันคล้ายวันเกิดของคิม อิลซุง ผู้เป็นปู่ และหายจากสายตาสาธารณชนประมาณ 20 วัน จนเกิดข่าวลือว่าเขาอาจมีอาการป่วยหนักหลังเข้ารับการผ่าตัด

ทั้งคิม จองอิล ผู้เป็นบิดา และคิม อิลซุง ผู้เป็นปู่ของคิม จองอึน ต่างมีภาวะอ้วนและสูบบุหรี่หนัก โดยทั้งสองเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติจากโครงการพัฒนาอาวุธ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและการขาดแคลนอาหารเรื้อรัง โดยผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเคยระบุว่าปัญหาการขาดแคลนอาหารเป็นประเด็นด้านมนุษยธรรมที่สำคัญของประเทศ

ด้านพอล สมาร์ต หัวหน้าเชฟบริหารของโรงแรมเมโทรโปล ฮานอย ซึ่งเคยทำงานร่วมกับเชฟส่วนตัวของคิม จองอึน ระหว่างการประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ในปี 2562 เคยเปิดเผยว่า ผู้นำเกาหลีเหนือชื่นชอบอาหารราคาแพงและวัตถุดิบหรูหรา โดยเฉพาะคาเวียร์ ล็อบสเตอร์ และฟัวกราส์

รัสเซียถล่มยูเครนครั้งใหญ่ โรงไฟฟ้าสำคัญเสียหายหนัก เสียชีวิต 5 ราย

สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ โดยมีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายทั่วประเทศ รวมถึงเด็ก 1 รายในภูมิภาคเคียฟ

เซอร์ฮี โคเร็ตสกี นายกรัฐมนตรีของยูเครน ระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นใน 11 ภูมิภาคตลอดช่วงกลางคืนที่ผ่านมา นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแล้ว ยังมีอาคารที่พักอาศัย โครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม สถานประกอบการภาคพลเรือน และระบบรถไฟได้รับผลกระทบ ขณะที่บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ของยูเครนอย่างดีทีเค ระบุว่า สามารถฟื้นฟูการจ่ายไฟให้บ้านเรือนราว 8,000 หลังในกรุงเคียฟได้แล้ว หลังเผชิญค่ำคืนที่ยากลำบาก

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายคือโรงไฟฟ้าพลังความร้อนทริปิลสกา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเคียฟประมาณ 40 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของเมืองหลวง โดยผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้ายืนยันว่าโรงงานได้รับความเสียหายและอยู่ระหว่างประเมินขอบเขตความเสียหาย ขณะที่ทางการยูเครนระบุว่า บ้านเรือนบางส่วนในภูมิภาคเคียฟ ดนีโปรเปตรอฟสก์ โดเนตสก์ ซูมี และคาร์คิฟ ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 1 รายในภูมิภาคมิโคลาอิฟทางตอนใต้ และอีก 2 รายในภูมิภาคซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเจ้าหน้าที่ซูมีระบุว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งถูกโจมตีในการโจมตีอีกระลอกด้วย ขณะที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินพลังงานสูงระหว่างเวลา 10.00-16.00 น. เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่ต่ำกว่าปกติ

ด้านรัสเซียระบุว่า สามารถสกัดโดรนของยูเครนได้มากกว่า 380 ลำในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา โดยพบเหนือหลายภูมิภาค รวมถึงกรุงมอสโก ขณะที่กองทัพยูเครนระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของรัสเซียหลายแห่ง รวมถึงคลังเก็บโดรนในพื้นที่โดเนตสก์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย

สำหรับสถานการณ์ในแนวรบ กองทัพยูเครนระบุว่า สามารถยึดคืนพื้นที่ตั้งถิ่นฐานหลายแห่งใกล้เมืองลีมันในภูมิภาคโดเนตสก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการตอบโต้ที่ใช้ชื่อว่าปฏิบัติการวิวัลดี ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เดินทางไปเยี่ยมทหารในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่นของแนวรบ สถานการณ์ยังคงค่อนข้างหยุดนิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถยึดพื้นที่สำคัญเพิ่มเติมได้อย่างมีนัยสำคัญ


กรุงโตเกียวฝนถล่มมาราธอน 34 วัน ทุบสถิติในรอบ 140 ปี ตกนานสุดเป็นประวัติการณ์

29 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่า พื้นที่ใจกลางกรุงโตเกียวมีฝนตกต่อเนื่องเป็นวันที่ 34 (29 ก.ย.) ถือเป็นช่วงเวลาที่ฝนตกติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเริ่มบันทึกสถิติในปี 1886

โดยฝนตกในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้ฝนตกต่อเนื่อง ทั้งอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่นที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่น แนวปะทะอากาศฤดูใบไม้ร่วงที่หยุดค้างอยู่ และร่องความกดอากาศต่ำ โดยสถิติเดิมของฝนตกต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโตเกียวอยู่ที่ 33 วัน ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.- 29 ก.ค. 2019 ปริมาณฝนที่ตกหนักที่สุดในช่วง 34 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ 156 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ขณะที่พื้นที่ใจกลางกรุงโตเกียวมีปริมาณฝนสะสมรวม 629 มิลลิเมตร ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา หรือเกือบ 3 เท่าของค่าเฉลี่ยปกติทั้งเดือน ปริมาณดังกล่าวยังใกล้เคียงกับสถิติสูงสุดของเดือนกันยายนที่ 670.9 มิลลิเมตร ซึ่งบันทึกไว้ในปี 1958

ทางสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดว่า ฝนจะยังตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ไปจนถึงประมาณวันที่ 1 ต.ค. เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวปะทะอากาศฤดูใบไม้ร่วง โดยวันนี้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้างทั้งในพื้นที่ทางตะวันออกและตะวันตกของญี่ปุ่น โดยเมืองเอจิเซ็น จังหวัดฟุกุอิ ทางตอนกลางของประเทศ มีฝนตกหนักมากกว่า 30 มิลลิเมตรภายในเวลา 1 ชั่วโมงในช่วงเช้า

เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น กล่าวว่า ลักษณะสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงขึ้น เคียวดะกล่าวว่า แนวปะทะอากาศฤดูใบไม้ร่วงยังคงปกคลุมพื้นที่นานกว่าปกติ ขณะที่ระบบความกดอากาศสูงเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกก็ยังคงอยู่เป็นเวลานานกว่าปกติ

เจ้าหน้าที่ ระบุว่า ยังไม่สามารถเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสถิติฝนตกต่อเนื่องครั้งนี้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่รายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วสรุปว่า ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลต่อสภาพอากาศของญี่ปุ่นในระยะยาว รวมถึงทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น

ด้านผู้เชี่ยวชาญ ได้เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้บรรยากาศมีไอน้ำเพิ่มขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนัก ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ก็ส่งผลต่อรูปแบบลม ความกดอากาศ และการก่อตัวของเมฆทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่มีฝนตกหนัก ขณะที่บางพื้นที่เผชิญภาวะแห้งแล้ง ปกติฤดูฝนของกรุงโตเกียวจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน แต่ในปีนี้เมืองหลวงของญี่ปุ่นเผชิญฝนตกหนักเป็นระยะตลอดช่วงฤดูร้อน รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของเขตมหานครโตเกียว


ยกย่อง 'กัปตันอินเดีย' เป็นฮีโร่ ปกป้องชีวิตผู้โดยสาร หลังถูกผู้ช่วยนักบินแทงบนเครื่อง

1 ตุลาคม 2569 ความคืบหน้ากรณีเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบินฟลายดูไบ เมื่อผู้ช่วยนักบินใช้มีดแทงกัปตันที่กำลังควบคุมเครื่องบิน ส่งผลให้เครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ผู้โดยสารและลูกเรือจะเข้าช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ และลงจอดฉุกเฉินที่เมืองทาบูก ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ระทึกกลางอากาศ! ผู้ช่วยนักบินแทงกัปตัน ก่อนพยายามควบคุมเครื่อง ผู้โดยสารช่วยกันสกัด จอดฉุกเฉินซาอุฯ

โดยกัปตันที่ได้รับบาดเจ็บคือ สมิต มัชฉาร์ นักบินชาวอินเดียจากนครมุมไบ โดยพยานและเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า หลังเกิดเหตุ ผู้โดยสารพากันเข้าไปในห้องนักบินและช่วยกันควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ขณะที่เครื่องบินโบอิ้ง 737 กำลังลดระดับลงอย่างรวดเร็ว

เที่ยวบินดังกล่าวมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 174 คน และต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดฉุกเฉินที่เมืองทาบูก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบีย เพื่อความปลอดภัย

สถานเอกอัครราชทูตอินเดียในกรุงริยาดเปิดเผยว่า กัปตันมัชฉาร์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และอาการอยู่ในภาวะทรงตัว โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ติดต่อกับครอบครัวของเขาและทางการซาอุดีอาระเบีย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กัปตันมัชฉาร์ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก โดย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กล่าวยกย่องเขาว่าเป็น ฮีโร่ พร้อมระบุว่า แม้กัปตันจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังแสดงความกล้าหาญและมุ่งมั่นปกป้องชีวิตของผู้อื่น

ด้าน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของกัปตันเช่นกัน โดยระบุว่า หลังถูกแทง กัปตันยังต่อสู้กลับ เปิดประตูห้องนักบิน และช่วยให้ผู้โดยสารกับลูกเรือสามารถเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้

สำหรับประวัติของกัปตันมัชฉาร์ จากข้อมูลที่เปิดเผยผ่านประวัติการทำงานออนไลน์ ระบุว่าเขาทำงานกับสายการบินฟลายดูไบมาประมาณ 4 ปี ก่อนหน้านั้นเคยทำงานกับสายการบินสไปซ์เจ็ตของอินเดียเป็นเวลา 11 ปี ในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาอาวุโสและกัปตันฝึกสอนนักบิน และมีชั่วโมงบินสะสมมากกว่า 9,750 ชั่วโมง

ขณะที่สายการบินสไปซ์เจ็ตออกมาโพสต์ข้อความชื่นชม ความกล้าหาญอย่างวีรบุรุษ และการกระทำที่เสียสละของกัปตันมัชฉาร์ พร้อมระบุว่าเขาคือฮีโร่ของทุกคน

ด้านทางการอิสราเอลได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุ โดยมีการเตรียมเครื่องบินขับไล่ไว้เพื่อรับมือหากสถานการณ์พัฒนาไปสู่เหตุจี้เครื่องบิน ขณะที่ผู้ก่อเหตุซึ่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่าเป็นชาวโอมาน ถูกควบคุมตัวในซาอุดีอาระเบียและอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุยังไม่ชัดเจน

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯ มาเลเซีย เข้า รพ.กลางดึก หลังเพิ่งสูญเสียภรรยา

สำนักงานของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย “มหาเธร์ โมฮัมหมัด” เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า มหาเธร์ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล 2 วันหลังจากภรรยาของเขา “ซิตี ฮัสมะห์ โมฮัมหมัด อาลี” เสียชีวิต

มหาเธร์ วัย 101 ปี เข้ารับการรักษาที่สถาบันหัวใจแห่งชาติ (ไอเจเอ็น) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อคืนวันที่ 29 กันยายน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ โดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเข้ารับการรักษา เนื่องจากอยู่ระหว่างรอผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ โดยซูฟี ยูซอฟ ผู้ช่วยของมหาเธร์ เป็นผู้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

ด้านโมห์ซานี บุตรชายของมหาเธร์ กล่าวว่า อาการของบิดาทรงตัว และไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

“เขาเข้ารับการรักษาที่ไอเจเอ็นเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ ช่วง 2 วันที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่สร้างความเครียดให้กับเขาอย่างมาก แต่ตอนนี้เขายังสบายดี และไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง” โมห์ซานีกล่าวกับสำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย หรือเบอร์นามา

มหาเธร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียรวม 2 สมัย และเป็นผู้นำประเทศยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ มีประวัติเกี่ยวกับปัญหาหัวใจและเคยเข้ารับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมาแล้ว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาเธร์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาเข้ารับการรักษาหลังประสบอุบัติเหตุล้มจนกระดูกสะโพกหัก